บทที่ 4 สิบสองสามี 4
“พี่นึกไม่ถึงว่า จะได้พบซินเอ๋อร์ที่นี่ และพี่จะรักษาเจ้าเอาไว้ ไม่ทำให้เสียใจอีก”
เขาว่าแล้วจึงจับข้อมือนาง พร้อมดึงอย่างแรงราวกับต้องการพานางไปจากเรือนวิวาห์
“เมื่อครู่ เพียงแค่เห็นใบหน้าข้า ก็เกือบควักตาของตน ทิ้ง เหตุใดตอนนี้ถึงกล้าจับมือถือแขน เช่นนี้หัวของท่านไม่สมควรหลุดจากบ่าหรือ”
“โถ ซินเอ๋อร์ พี่เป็นคนขี้ขลาด สติปัญญาเหมือนเลือนหายไปหลายส่วน ยามนี้พี่จดจำเจ้าได้แล้ว ให้พี่ดูแลและปกป้องเจ้าเถิดยอดดวงใจ”
คำพูดเขาหวานเลี่ยน ชวนให้ขบขัน แต่ไม่รู้เหตุใดเมื่อลั่วฟางเซียนมองดวงตาคมกริบคู่นั้น นางถึงหวั่นไหว และยอมคล้อยตาม ซึ่งหากพิศให้ดี นางเห็นว่าฉิงไท่ผู้นี้ มีเค้าของบุรุษที่สง่างามและชาติตระกูลดีมิน้อย ถึงยามนี้เขาจะหลังค่อมมีก้อนเนื้อประหลาดแปะอยู่ อีกทั้งขาข้างหนึ่งดูคล้ายคนพิการ ทว่าเขายังเป็นบุรุษที่ทำให้นางรู้สึกเร่าร้อนในร่มผ้า
พอเขากระตุกแขนของลั่วฟางเซียนอีกครั้ง นางก็เหมือนถูกดึงเข้าสู่เรื่องราวที่ครั้งหนึ่ง เหยียนเข่อซิน เคยพร่ำเพ้อถึงชายคนนี้
“เราจะได้ดื่มเหล้ามงคลร่วมกัน ให้ร่างกายผสานเป็นหนึ่งเดียว ดั่งคำหวานที่เจ้าเคยบอกพี่”
ลั่วฟางเซียนเผลอยิ้มกับคำพูดฉิงไท่ ยามนั้นดวงตากลมโตหวานฉ่ำ และก้าวตามที่ชายเดินนำทาง
“เจ้าใส่ชุดแดงงามล้ำกว่าใคร พี่คือเจ้าบ่าวของซินเอ๋อร์”
เขาว่าจบจึงผลักร่างของนางเข้าไปหลังกำแพงต้นไม้ และมันสามารถหมุนได้ เมื่อรู้สึกตัวอีกทีลั่วฟางเซียนมาอยู่ในพื้นที่เรือนไม้อีกหลึ่ง เป็นหนึ่งในสิบสองหลังของคฤหาสน์สัตตบงกช ที่มีไว้สำหรับหญิงงาม!
“มันคือที่ใด พี่ไท่”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ หากจับมือเรียวสวยของนาง จากนั้นก็ดูดนิ้วชี้ของลั่วฟางเซียน ดูดเลียราวกับเป็นของโปรดของเขา
“เรือนดรรชนีรัญจวน...ซินเอ๋อร์ มา เรามาดื่มเหล้ามงคลร่วมกันเถิด”
ลั่วฟางเซียน พยายามเหลือเกินที่จะดึงสติตนกลับ แต่นางกลายเป็นคนสมองช้า ร่างกายเคลื่อนไหวแปลกๆ ราวกับไม่ยอมเชื่อฟังผู้เป็นเจ้าของ แต่กลีบงามในร่มผ้านางชื้นแฉะ อีกทั้งคล้ายมีสิ่งกระตุ้นอยู่ตลอด
ร่างอรชรนอนราบอยู่บนแท่นหิน กลางสวนไม้ประดับ ข้อเท้าเปลือยเปล่าของนางถูกจับยก
“อ๊ะ...อี้....พี่ไท่”
นางร้องประท้วง พร้อมกำมือแน่น เพื่อเลี้ยงหลบเรียวลิ้นสากร้อนของเขาที่ยามนี้แสดงความกระหายอยากดูดเลียทั้งนิ้ว และมือของนาง
“พี่ไท่ ย่อมโอนโยนต่อเจ้าสาวที่งดงามราวกับดวงตะวันในยามหนาบเหน็บ”
เขาเอ่ยจบก็ค่อยๆ เคลื่อนร่างโถมทับนาง ความสูงใหญ่ของบุรุษย่อมมีอำนาจเหนือสตรี ถึงลั่วฟางเซียนเตรียมการรับมือมาดี แต่ยามนี้นางกลับอับจนปัญญาเมื่อหัวใจสาวถูกมารยาบุรุษล่อลวง!
เรียวลิ้นร้อนแลบเลียอย่างหื่นกระหาย จากนั้นจึงเริ่มไล้ลิ้นสากกับผิวกายเนียนนุ่ม
ใบหน้าเขาซุกเข้าหาน่องเรียว ก่อนลากสูงไปเรื่อยๆ เพื่อ สร้างความสยิวซ่านใจต่อท่อนขาปลือยเปล่าของลั่วฟางเซียน
“อ๊ะ...พี่ไท่ ท่านเป็นสุนัขหรอกหรือ!”
“ฮึๆ ๆ สุนัขใดจะตัวโต และชอบเย้าหยอกสตรีให้สำราญเช่นข้า”
ยามนั้นลั่วฟางเซียนครางเสียวหวานกว่าเดิม พร้อมกับขนลุกซู่ เมื่อหางตานางเห็นว่าด้านหลังของฉิงไท่ มีดวงตาสีแดงก่ำปรากฏหลายคู่ และมีเสียงคำราม เสียงดังกล่าวทำให้นางเกร็งไปทั่งร่าง
“พี่น้องของข้า มังคงชมชอบซินเอ๋อร์มิน้อย ดูพวกมันสิ จ้องเจ้าราวกับเห็นเป็นเนื้อสดๆ ชั้นดี!”
ลั่วฟางเซียนพยายามดึงสติตนกลับคืน แต่กลายเป็นว่าร่างกายนางอ่อนแรงลง ผิดกลับกลีบหวานนุ่มที่ชุ่มฉ่ำเร่าร้อนขึ้น นางรู้สึกว่ามันโหยหาความใหญ่โตของบุรุษ อยากให้เขาโจนจ้วงความแข็งขันอันร้อนลวกเข้าสู่แอ่งเนื้อนิ่ม
ความรู้สึกดังกล่าว ย่อมเป็นเพราะนางได้รับพิษรุนแรง ทั้งที่ป้องกันตนแล้ว ทว่านางยังตื้นเขิน ประมาทศัตรูเกินไป
ตอนนี้ในหัวของลั่วฟางเซียน พยายามคิดถึงสิ่งที่จะช่วยให้ตนรอดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า
ฝ่ายฉิงไท่ ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่ส่งสายตาคมกริบถึงนาง ส่วนลิ้นสากร้อนกลายเป็นมีดสั้นว่องไว และมันอาบด้วยพิษร้ายซึ่งทำให้นางไม่อาจขัดขืนเขา
“อ๊ะ...ทรมาน ข้าทรมานหรือเกินพี่ไท่”
“เป็นสามีภรรยากัน จะทรมานได้เยี่ยงไร”
ลั่วฟางเซียน ส่ายหน้าปฏิเสธเขาช้าๆ ดูเหมือนร่างกายนางไม่เป็นปกติเสียแล้ว มันไม่เชื่อฟังคำสั่งของคนเป็นนาย
“อี้...ท่าน คิดทำสิ่งใดต่อสตรีผู้นี้”
“ซินเอ๋อร์...ร่วมรักกับพี่ไท่เถิด เจ้าแต่งเข้ามาที่นี่ ย่อมเป็นอนุ...เอ่อเป็นเมียของพี่ไท่”
เมื่อครู่เขาเอ่ยบางสิ่ง และส่งผลให้ลั่วฟางเซียนเกือบปะติดปะต่อความจริงที่เขาลอกลวงเอาไว้ได้
“ข้าเป็นอนุเหยียนของถานป๋อ”
“มิได้ ยามนี้เจ้าเป็นของพี่ไท่ จำไว้บุรุษที่เจ้าจะตกเป็นของเขาชื่อ ฉิงไท่”
เขาว่าเสียงขึงขังแล้วแทรกลิ้นเข้าไปในแอ่งเนื้อหวานฉ่ำ ทั้งดูดติ่งเนื้อ แลบเลียเย้าหยอก สิ่งที่เขาปรนเปรอทำให้ลั่วฟางเซียน แทบขาดใจตาย
