บทที่ 14 เพลิงคลั่งรัก : 13

"งะ...ง.งู"

เพียงแค่ฉันอ่านตัวสุดท้าย (คิดว่านะ) จบ คนตัวโตก็กดปุ่มบันทึกทันที

"ลองอ่านทวนเป็นคำให้ฟังหน่อยสิ"

นี่เขากำลังจะวัดความรู้ฉันจริง ๆ ใช่ไหม

"ไม่อ่าน? งั้นเดี๋ยวฉันอ่านให้ฟัง"

"..." ฉันได้แต่กลืนน้ำลายหนืด ๆ ลงคอ หายใจยังต้องค่อย ๆ และเบาที่สุดเพราะกลัวใบหน้าจะเฉียดถูกัน

"เฮียเพลิง" เสียงเขา

"ถ้าเบอร์นี้โชว์ที่เครื่องเธอเมื่อไร ต้องรับสายทันที ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม นี่คือกฏข้อแรกของฉัน"

ให้ตายสิ!

เขาบันทึกเบอร์ตัวเองว่า 'เฮียเพลิง' ไม่พอ ยังบังคับให้ฉันอ่านให้เขาฟัง พอฉันไม่อ่านคนเอาแต่ใจกลับออกเสียงอ่านเอง แถมยังตั้งกฏประหลาด ๆ นั้นไว้อีก

"ไหน ลองมาทวนคำพูดฉันเมื่อกี้ดูสิ"

"คะ!?"

นึกว่าจะรอดแล้วแท้ ๆ แต่เหมือนผู้มีพระคุณฉันจะไม่ยอมจบง่าย ๆ

"เอาสิ ฉันอยากฟังจากปากเธอ"

ฮือ ๆ วันนี้ฉันคงไม่ได้ไปเหยียบขาหรือทำอะไรให้เขาโกรธใช่หรือเปล่า ทำไมถึงรู้สึกว่ากำลังโดนแกล้งอยู่ก็ไม่รู้

"ฮะ...เฮีย เพลิง"

แม้แต่ออกเสียงยังสั่นเครือเลย หายใจก็ติด ๆ ขัด ๆ เพราะรู้สึกเหมือนอีกคนจะโถมน้ำหนักตัวลงมาพิงฉันมากเกินไปจนต้องขืนร่างกายให้ดูมั่นคงแข็งแรงรับน้ำหนักเขา

"ถ้าเบอร์นี้โทร.มา หนูต้องรับสาย ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด"

ฉันทวนสิ่งที่เขาพูดตอนแรกในแบบที่ตัวเองเข้าใจ และดูเหมือนอีกคนจะพอใจแล้วเลยปล่อยฉันให้เป็นอิสระ เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมก่อนออกคำสั่งต่อมา

"กฏข้อที่สอง"

แค่กฏข้อแรกหัวใจฟางเซียนก็จะวายอยู่แล้ว หวังว่าข้อสองของเขาคงไม่ยากนะ

"ห้ามคบเพื่อนผู้ชายที่มหาลัย"

"แล้วถ้ามีงานกลุ่มล่ะคะ?"

แบบนี้มันกดสิทธิส่วนบุคคลเกินไปนะ

"ฉันหมายถึงคบเป็นแฟน"

อ๋อ นึกว่าหมายถึงคบพูดคุยเป็นเพื่อนอะไรพวกนั้น

"หนูไม่คิดเรื่องพวกนั้นตอนนี้หรอกค่ะ คุณเพลิงกัลป์ไว้ใจได้"

ฉันตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ แถมรอยยิ้มสวยให้อีกหนึ่งรอยเลย

"แล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อม"

"คะ?"

ทำไมวันนี้เขาดูแปลก ๆ

"ช่างเถอะ ทำให้ได้อย่างที่รับปากแล้วกัน"

ฉันพยักหน้าสบตาเขาอย่างไม่ละไปไหนเพื่อแสดงความจริงใจว่าฉันจะไม่ผิดคำพูดตัวเองแน่นอน

"ข้อสาม"

ยังมีต่ออีกเหรอเนี่ย!

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนที่เธอต้องนึกถึงคนแรกคือฉัน"

ข้อนี้เขาไม่บอกฉันก็ทำอยู่แล้ว ในเมื่อที่นี่ฉันมีเขาแค่คนเดียวที่พึ่งพิงได้

"ค่ะ คุณเพลิงกัลป์จะเป็นคนแรกที่หนูคิดถึง"

ฉันว่าวันนี้เริ่มจะรู้จักคำว่ารอยยิ้มขึ้นเยอะเลยละ เมื่อกี้มุมปากฉัรยกสูงขึ้นทั้งสองข้างแถมยังกว้างกว่าปกติด้วย

"ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ ถ้าหิวก็เรียกแม่บ้านแล้วกัน"

สั่งฉันเสร็จ ตัวเขาเองก็เป็นฝ่ายเดินออกไปจากตรงนี้แทน

ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตา ก่อนที่อกข้างซ้ายจะเต้นผิดแปลกไป

"แกเป็นอะไรเจ้าหัวใจ อย่าเต้นแรงแบบนี้บ่อยนะ เราไม่อยากไม่สบาย"

กุมอกข้างนั้นเอาไว้ พยายามสูดลมหายใจเข้าออกให้ช้า ๆ และคงระดับให้ปกติ

แต่เหมือนฉันจะมีปัญหาแล้วล่ะ เพียงแค่ใบหน้าคมผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง รวมถึงความรู้สึกตอนโดนลมหายใจอุ่น ๆ นั้นเป่ารดยังรับรู้ได้จาง ๆ อยู่ไอ้ก้อนมีชีวิตนี้ก็เต้นรัวจนควบคุมไม่ได้อีกแล้ว

"หรือจะไปหาหมอลัลณาดี"

บางทีอาจจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในชุดกาวน์สีขาวนั้นดูสักครั้งแล้วละ

Special part

กันตพลที่เดินออกมาจากห้องนั่งเล่น เขาไม่ได้สังเกตอาการของตัวเองเลยว่าไม่ใช่การเดินออกมาแบบธรรมดา

มุมปากที่มักจะเป็นเส้นตรงอยู่ตลอดเวลาบัดนี้กลับยกสูงขึ้นทั้งสองข้างช่วยลดความดุของใบหน้าที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าเย็นชานั้นได้เป็นอย่างดี

"นายไม่สบายหรือเปล่าครับ"

ทัศน์เทพที่สังเกตเห็นความผิดปกติของนายตั้งแต่เดินออกมาถามขึ้น

จะเรียกว่าถามธรรมดาคงไม่ใช่ ในเมื่อสายตานั้นหยอกล้อผู้เป็นนายออกมาอย่างชัดเจน

"มาหรือยัง"

กันตพลไม่ตอบคำถามไน้สาระนั่นของลูกน้องมือขวาหรอก

ไอ้เทพน่ะ ถ้ายิ่งเดินตามหมากของมัน ยิ่งไม่จบง่าย

"เพิ่งถึงเมื่อสามนาทีที่แล้วครับ"

แม้ปากจะรายงานปกติ แต่แววตายังคงมีเลศนัยมองผู้เป็นนายเป็นระยะ ๆ

"มึงเฝ้าเธอไว้"

เขาหมายถึงเฝ้าขัติมากร

แม้รู้ดีว่าเธอไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายที่ชั้นสองห้องทำงานเขาแต่ก็ชะล่าใจไม่ได้

งานสีเทาพวกนั้นเขาไม่อยากให้คนบริสุทธิ์อย่างเธอต้องมารับรู้

หรือควรบอกว่า ลึก ๆ ในใจกันตพลกำลังหวาดกลัว กลัวว่าถ้าหากเด็กน้อยที่เขาช่วยชีวิตไว้ มารับรู้ถึงอาชีพที่เขาทำอยู่แล้วเธอจะหนีเขาไป

"ครับนาย"

ทัศน์เทพเองก็ไม่ชอบใจคนที่มาติดต่อธุรกิจกับนายเขาในวันนี้เช่นกันเลยไม่ต่อปากต่อคำทำตัวเป็นเด็กร้องโอดครวญเหมือนครั้งที่เขามอบหน้าที่พาทัวร์มหาลัยให้ในคราวนั้น

"ว่าแต่นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมครับ"

ถ้าจะยั่วเยาะเขาขนาดนั้นก็ไม่ต้องมีแล้วล่ะหางเสียงน่ะ

"ยังอยากเป็นอยู่ไหม มือขวาน่ะ"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป