บทที่ 6 ตอนที่ 5 - รับผิดชอบ
ตุ้บ!
เสียงที่ดังจนรบกวนการนอนทำให้หมอหนุ่มต้องลืมตาขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เขาเหม่อมองเพดานไม้อย่างเกียจคร้าน ก่อนจะยอมลุกขึ้นจากที่นอนปิคนิคสุดแข็งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานพาใครกลับบ้านมาด้วย
“คุณ...”
ผลั่ก!
เพียงแค่เปิดประตูเข้าไป ภาพตรงหน้าศิลาก็มืดสนิทไปชั่วขณะ ก่อนจะสว่างขึ้นเมื่อของที่ปลิวมาปะทะใบหน้าเมื่อครู่ตกลงไปกองที่พื้น
“ไอ้ชั่ว!”
ตามมาด้วยคำด่าที่ศิลาไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน ทั้งชีวิตเขาทำแต่เรื่องดีๆ มาตลอด แต่ทำไมวันนี้เขาถึงถูกด่าด้วยคำนี้ได้
“คุณ...”
“อย่าเข้ามานะ!!” หญิงสาวผมยาวกระเซิงที่นั่งอยู่บนเตียง(ของเขา) ห่อร่างด้วยผ้าห่มฝืนหนา(ของเขา)ตวาดลั่น “ไอ้คนชั่ว! หมอชั่ว!”
“เดี๋ยวก่อนนะ... คุณมาด่าผมทำไม”
“แล้วแกทำอะไรไว้ล่ะ! ฮึก!” เธอร้องไห้จนตัวโยน ศิลายิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเธอจะโกรธที่เขาถือวิสาสะเปลี่ยนชุดและเช็ดตัวให้ ก็เมื่อวานเธออยู่ในสภาพเปียกปอนเปื้อนโคลน เขากลัวว่าเธอจะป่วยหรือเป็นปอดบวมเอาเสียก่อนถ้าปล่อยไว้แบบนั้น
อีกอย่าง.. เขาเป็นหมอ เห็นร่างกายคนมานับไม่ถ้วนเวลาต้องรักษา เลยไม่ทันได้คิดว่าเธอจะไม่พอใจ เขาแค่ทำไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น
“ผมขอโทษครับ”
แต่เพื่อไม่ให้เรื่องมันบานปลายใหญ่โต คนที่ไม่ชอบมีปัญหากับใครก็เอ่ยขอโทษก่อน แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือของเขามันน่าโกรธจนถึงขั้นต้องด่าทอกันเลยหรือ
“ขอโทษแล้วเอาสิ่งที่นายทำลายไปคืนมาได้ไหมล่ะ!” ยิ่งเธอร้องไห้และโวยวายต่อศิลายิ่งไม่เข้าใจ แค่เปลี่ยนชุดและเช็ดตัว มันทำลายเธอขนาดนั้นเลยหรือไง “ฉันไม่น่าคิดว่านายเป็นคนดีเลย”
ชมพู่ร้องไห้หนักขึ้น ทั้งโกรธทั้งโมโหตัวเอง เธอประมาทเอง เห็นว่าอีกฝ่ายแค่เช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ แถมยังเป็นถึงหมอเธอเลยไว้ใจ แต่สุดท้ายความไว้ใจนั้นก็ทำลายเธอเสียเอง
ยิ่งได้เห็นหน้าของคนที่คิดว่าเป็นคนดีชัดๆ ชมพู่ยิ่งช้ำใจ เธอจำได้แล้ว... หมอคนนี้เป็นหมอที่ทำแผลที่ศีรษะให้เธอมาเป็นเดือนตอนที่เธอหัวแตก ตอนนั้นเขาทั้งสุภาพ ใจเย็น มือเบา ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วเขาจะชั่วช้าขนาดนี้
แล้วแบบนี้เธอจะทำยังไง กลับบ้านไปเธอจะมองหน้าพ่อกับแม่ได้ไหม ทั้งๆ ที่รักษาตัวเองดีมาตลอด แต่กลับมาพลาดท่าเพราะหนีการคลุมถุงชน เธอไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย ผู้ชายคนนี้จะรับผิดชอบไหมก็ไม่รู้ สู้เธอยอมแต่งงานกับปลัดภคินยังจะดีซะกว่า อย่างน้อย ๆ เธอก็มีสามีตามขนบธรรมเนียม ไม่ใช่เสียตัวให้ใครก็ไม่รู้แบบนี้
“ผมขอโทษ ถ้ารู้ว่าคุณคิดมากขนาดนี้ผมจะไม่ทำ”
“จะไม่ทำๆๆๆๆ ตอนนี้ก็พูดได้นี่! แต่นายทำไปแล้วไง!”
ชมพู่เลือดขึ้นหน้า ผู้ชายคนนี้เลวบริสุทธิ์จริงๆ พูดมาได้ยังไงว่าไม่รู้ว่าเธอจะคิดมาก นี่มันความบริสุทธิ์ของเธอนะ! ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เขาเจอผู้หญิงแบบไหนมาบ้าง แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเหมือนที่เขาเคยเจอมา เธอไม่ได้บอกว่าผู้หญิงที่ฟรีเซ็กซ์ผิด แต่ก็ไม่แปลว่าผู้หญิงหัวโบราณ รักนวลสงวนตัวแบบเธอจะผิดเหมือนกัน ทุกคนมีความคิดที่แตกต่าง แล้วเขามาคิดแทนเธอได้ยังไง!
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง” ศิลาถามอย่างไม่รู้ทางออก เขามองคนที่ร้องไห้จนหน้าแดงด้วยความรู้สึกผิด เขาเองก็ผิด เพราะเธอไม่ใช่คนไข้ที่เขารักษาที่โรงพยาบาล แต่ดันถือวิสาสะไปถอดเสื้อผ้าเธอแบบนั้น แม้จะทำไปด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเธอจะป่วยแต่มันก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี
“นายต้องรับผิดชอบ”
“ครับ... ถ้ามันจะทำให้คุณสบายใจขึ้น” ศิลายอมรับแต่โดยดี เขาไม่อยากมีปัญหา อะไรที่สามารถทำให้ปัญหามันจบได้เขาก็จะทำ “คุณจะให้ผมรับผิดชอบยังไง”
“แต่งงาน”
ในเมื่อเสียไปแล้ว เธอก็จะไม่ยอมให้มันเสียไปเปล่า ๆ เด็ดขาด ชมพู่มีความเชื่อฝังหัวมาตลอดว่าคนเราควรมีเมียเดียวผัวเดียว ในเมื่อเธอตกเป็นเมียเขาแล้ว ต่อให้ไม่เต็มใจมันก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้ ทำได้แค่แก้ปัญหาที่ปลายทาง และการแต่งงานคือทางออกที่ดีที่สุด
ยิ่งถ้าเมื่อคืนผู้ชายคนนี้ไม่ได้คุมกำเนิด แล้วถ้าเธอเกิดท้องขึ้นมา พ่อเธอที่เป็นถึงกำนันคงอับอายชาวบ้านที่คอยจ้องนินทา ชมพู่จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
“คุณว่ายังไงนะ!?”
ต่างจากศิลา คุณหมอหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ไม่คิดมาก่อนว่าการที่เขาเข้าไปช่วยเหลือคนเป็นลม เช็ดตัวที่เปื้อนโคลน และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอใหม่จะทำให้เขาต้องมีพันธะขนาดนี้
“นายได้ฉันเป็นเมียแล้ว นายก็ต้องจัดงานแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อรับผิดชอบฉัน”
“เมีย!?”
“เมีย...”
เสียงของบุคคลสามที่ดังขึ้น ทำให้คนสองคนที่กำลังตกลงปัญหากันหันไปมอง หญิงวัยเกือบหกสิบปีที่คุ้นหน้าคุ้นตาทำให้ชมพู่ต้องลุกขึ้นยืนพร้อมผ้าห่มผืนหนา ก่อนที่เสียงใสจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ป้าไม...”
“พู่ ทำไมมาอยู่ที่นี่” ชไมพรถามเด็กสาวที่เธอรักเหมือนลูกด้วยความตกใจสุดขีด มือที่ถือปิ่นโตข้าวสั่นเบาๆ ยิ่งหันกลับมามองหน้าคุณหมอที่เธอเคารพหญิงชราก็ยิ่งช็อก “แล้วเมื่อกี้มันอะไรกัน...หมอศิลา”
“ป้าไม...ฮึก”
เมื่อได้เห็นหน้าผู้ใหญ่ที่รักเหมือนแม่ ชมพู่ก็ร้องไห้ออกมาจนตัวสั่น ตอนนี้ไม่ใช่แค่เธอกับหมอศิลาที่รู้เรื่องอัปยศนี้แค่สองคนอีกแล้ว แต่มีป้าไม คนที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวเข้ามารับรู้ด้วย เธอทั้งอาย ทั้งกลัวว่าป้าไมจะผิดหวังในตัวเธอจนทำอะไรไม่ถูก
“พู่ มาหาป้า มาหาป้าลูก”
“ฮือ... ป้าไมจ๋า”
หญิงสาวเดินมาหาอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ร่างกายยังถูกห่อหุ่มด้วยผ้าผืนหนา ศิลาหลบทางให้สองคนเจอกันทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย เขามองชมพู่ที่ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ สลับกับมองป้าไมด้วยสมองที่ว่างเปล่า
วันนี้คงเป็นวันที่หมอเกียรตินิยมอย่างเขาโง่ที่สุด เพราะเขาไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจเลยซักอย่าง
“ขวัญเอ้ยขวัญมาลูกเอ้ย” ชไมพรลูบผมนุ่มของเด็กสาวในอ้อมกอดเบาๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตั้งแต่ที่ชมพู่เริ่มรู้ความเธอก็เพิ่งเคยเห็นเด็กคนนี้ร้องไห้หนักขนาดนี้
ศิลามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสนจนบอกไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งๆ เหมือนคนโง่งมมองคนสองคนที่กอดกันกลมโดยที่ไม่ได้พูดอะไรซักคำ ทั้งสามคนยืนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งชมพู่เริ่มสงบลง ชไมพรจึงบอกให้เด็กสาวเข้าไปแต่งตัวให้เรียบร้อยและออกมานั่งคุยกันข้างนอก
“หมอศิลา มาคุยกันหน่อยได้ไหม”
“ครับ”
ศิลายอมเดินตามคนแก่กว่าไปแต่โดยดี เขาหันไปมองประตูห้องนอนของตัวเองที่ปิดลงเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาไม้ตัวโปรด
“นี่มันเรื่องอะไรกันหมอศิลา ที่ป้าต้องถาม เพราะป้ากับหนูพู่เรารู้จักกัน ป้าเลี้ยงชมพู่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออกจนโตเป็นสาวอย่างทุกวันนี้ คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าป้ารักหนูพู่แค่ไหน”
“ครับ...” สายตาที่ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนที่ผ่านมาทำให้ศิลาไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
ศิลารู้จักชไมพรตั้งแต่สมัยที่มาใช้ทุนที่นี่ ป้าไมคอยช่วยเขาหลายเรื่อง ทั้งอาหารการกินที่ตอนแรกยังปรับตัวไม่ได้ และคอยช่วยเหลืออะไรอีกหลายๆ อย่างทั้งๆ ที่ป้าไมไม่จำเป็นต้องสนใจหมอใช้ทุนคนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ป้าไมก็ทำทุกอย่างให้เขาอย่างเต็มใจ แม้แต่เมื่อสี่ปีที่แล้วที่เขากลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะหมอเต็มตัว ป้าไมก็ยังดีกับเขาเหมือนเดิม ทำปิ่นโตอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาให้เขาบ่อยๆ จนเขาต้องจ้างเพราะเกรงใจ เขาเองก็รักและเคารพป้าไมมากเหมือนกัน
“แต่ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ป้าได้ยิน ที่หนูพู่บอกว่าเป็นตกเป็นเมียของหมอแล้ว... มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าหมอศิลา”
“ผม...”
คุณหมอหนุ่มครุ่นคิดหนักจนเส้นเลือดที่ขมับนูนขึ้น เขาไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี เขาไม่ได้ทำอะไรผู้หญิงคนนั้นเลย จู่ๆ เธอก็โวยวายแบบนั้นจนเขางงไปหมด แต่ถ้าตอบไปตามความจริงป้าไมก็คงไม่เชื่อ เพราะทั้งสภาพของเธอ และสถานการณ์ต่างๆ ที่มันชี้ให้คิดได้แบบนั้น เขาแก้ตัวไม่ขึ้นเลย
“ป้าไมจ๋า” เสียงเจือสะอื้นของอีกคนทำให้บทสนทนาหยุดลง ชไมพรเดินไปรับและประคองให้หญิงสาวที่ดูขวัญเสียให้มานั่งด้วยกัน ศิลามองหน้าคนที่อ้างว่าเป็นเมียตัวเองอย่างสำรวจ เธอดูเสียใจจริงๆ ไม่เหมือนแสดงเลย เขาไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เธอคิดไปได้แบบนั้น
“ป้าไม เรื่องนี้ฉันขอคุยกับเขาเองนะจ๊ะ” เธอเหลือบตามองหมอหนุ่ม ก่อนจะหันกลับมาสนใจชไมพรอีกครั้ง “ฉันอาย...”
“ป้าเข้าใจลูก”
“แล้วอีกอย่าง อย่าเพิ่งบอกพ่อกับแม่ได้ไหมจ๊ะว่าฉันอยู่ที่ไหน อย่าบอกพวกเขาว่าป้าเจอฉัน”
“กำนันกับแม่เราคงห่วงเรามาก”
“ฉันรู้ แต่ขอร้องเถอะนะจ๊ะ ฉันยังไม่พร้อมที่จะกลับไปตอนนี้”
“ป้าไม่บอกหรอก วางใจได้” ชไมพรรับคำ ชมพู่คงต้องการเวลาจริงๆ และเธอก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง “งั้นป้ากลับก่อนนะ”
“ขอบคุณมากนะจ๊ะ”
“คุยกันให้เข้าใจนะ” เธอหันไปมองหมอหนุ่มเมื่อพูดประโยคนั้น
“ครับ”
ชไมพรเดินลงจากบ้านไปแล้ว ทิ้งให้สองคนนั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด ชมพู่มองมือตัวเองที่จับกันไว้ ส่วนศิลาก็มองหญิงสาวตรงหน้าเงียบๆ รอให้อีกฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน เพราะเขาไม่มีอะไรจะพูด เขายังไม่เข้าใจเรื่องราวอะไรเลยด้วยซ้ำ
“คุณ...” ชมพู่เอ่ยขึ้นในที่สุด สรรพนามที่ใช้เรียกอีกฝ่ายดีขึ้นเมื่อเริ่มตั้งสติได้แล้ว
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคล้ำแดดของอีกฝ่าย หนวดของเขาขึ้นเขียวเหนือริมฝีปากเหมือนวันแรกที่ได้เจอกันทำให้ดูไม่เหมือนหมอเท่าไหร่ แต่แววตาคู่นั้นอบอุ่นและอ่อนโยนตลอดเวลาแม้กระทั่งในตอนนี้ ช่วงเวลาที่เขาดูแลแผลให้เธอเขาก็ทำอย่างตั้งใจ เขาอาจจะเป็นผู้ชายที่แย่ แต่เขาก็เป็นหมอที่ดี
“ยังไงเราก็ต้องแต่งงานกัน”
“ผมขอถามแค่คำถามเดียว อะไรทำให้คุณคิดว่าเรามีอะไรกัน”
“ถ้าคุณเป็นผู้หญิง คุณมานอนบ้านผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง แล้วคุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยเลือดบนเตียง เห็นเลือดตรง... ตรงนั้นของตัวเอง คุณจะรู้สึกยังไง? จะคิดว่าโดนมดกัดหรือยังไง”
ศิลาไม่รู้จะโต้เถียงยังไง แต่เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้ทำ พอเขาเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเสร็จก็รีบออกมาข้างนอกทันที อ้อ... มีเดินกลับเข้าไปหยิบหนังสืออีกครั้งแต่ไม่ได้แตะตัวเธอแม้แต่ปลายก้อย เขาสาบานได้...
“ฉันรักษามันมาตลอดเกือบยี่สิบสามปี เพื่อเก็บไว้ให้สามีในอนาคตในคืนแต่งงาน แต่คุณกลับมาทำลายมันลงภายในค่ำคืนเดียว ในเมื่อคุณทำไปแล้ว คุณก็ต้องรับผิดชอบ"
“แต่...”
“ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายพอ... คุณหมอศิลา”
หมอที่ดีแบบเขา คงไม่ปัดความรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ เธอหวังว่าจะเป็นแบบนั้น
