บทที่ 1 1
ณ ทุ่งบางกะปิ พุทธศักราช ๒๔๙๐
“ง่วงนอนจัง”
เสียงบ่นงึมงำตามด้วยอาการหาวหวอดที่ดังมาจากเด็กหญิงในวัยแรกรุ่น ผิวคล้ำแดด รูปร่างสูงเก้งก้าง ดวงหน้ามีเค้าสวยงาม ผมดำยาวถูกถักเป็นเปียพันไว้รอบศีรษะ สวมเสื้อกางเกงขาสั้นชุดติดกันลายสกอตสีแดงสดใส นั่งขัดสมาธิเช็ดใบตองอยู่บนพื้นกระดานขัดมันวับตรงระเบียงกว้างของเรือนไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยาสีขาวขนาดไม่เล็กนัก หลังคามุงกระเบื้องว่าว ตลอดตามชายคาฉลุลายแบบขนมปังขิงอย่างสวยงาม
ต้นเหตุของความง่วงมาจากสายลมที่กำลังพัดจนต้นไม้รอบข้างพากันไหวเอน บวกกับเป็นช่วงยามเย็นแดดร่มลมตก จนเกือบทำให้เปลือกตาของเด็กหญิงปิดลงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วเข้าหูเสียก่อน
“เอ๊ะ!!!”
คนที่กำลังจะผล็อยหลับส่งเสียงอุทานเบาๆ ดวงตากลมโตที่กำลังหรี่ปรือจะปิดมิปิดแหล่พลันเบิกกว้างขึ้นทันควัน เพราะสิ่งที่ได้ยินนั้นคือเสียงบรรเลงเปียโนที่ดังกังวาน คลอไปกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกที่ดังลอดมา ซึ่งทำให้อาการง่วงเหงาหาวนอนหายเป็นปลิดทิ้ง
เสียงที่ได้ยินบ่งบอกว่าภายในขอบรั้วกำแพงสูงลิบลิ่วของวังเทพรัตน์ ซึ่งอยู่เยื้องกับบ้านของเธอจะต้องมีงานเลี้ยงอย่างแน่นอน เพราะนับแต่เจ้าของคนเก่าที่คุ้นเคยกับเธอดีขายบ้านให้เจ้าของคนใหม่ บ้านหลังดังกล่าวก็มีงานเลี้ยงแทบจะทุกสัปดาห์เลย
นับเป็นบุญวาสนาของพัดชายิ่งนัก เพราะมีโอกาสได้เห็นเครื่องแต่งกายอันสวยงามของแต่ละคนที่มาร่วมงานจากการปีนต้นไม้เพื่อแอบดู จนเก็บเอาไปคิดอย่างหมายมั่นว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีโอกาสสวมชุดสวยๆ แบบนั้น
“พัดชา ทำไมนั่งยุกยิกไม่เป็นสุขอย่างนั้นล่ะลูก”
อรสาผู้เป็นมารดานั่งพับเพียบอยู่ในชุดเสื้อผ้าป่านแขนในตัวสีขาวเรียบๆ กับผ้าซิ่นสีเขียวหม่นยาวกรอมเท้า ผมสั้นถูกดัดเป็นลอนสวย ละสายตาจากใบตองที่เจียนอยู่ในมือก่อนจะมองไปยังบุตรสาวที่นั่งยืดคอชะเง้อชะแง้ไปมาอย่างสงสัย เพราะก่อนหน้านี้ยังเห็นเจ้าตัวจะหลับมิหลับแหล่อยู่เลย
คนโดนทักสะดุ้งเฮือกด้วยกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นผิดกับท่าทีก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
“แม่จ๋า ในโน้นน่าจะมีงานเลี้ยงกันอีกแล้วนะจ๊ะ”
คำว่าในโน้นที่บุตรสาวพูดถึงทำให้คนเป็นมารดาผินหน้าไปมองรั้วกำแพงอันสูงลิบลิ่ว ที่มีป้ายอักษรสีทองว่า ‘วังเทพรัตน์’ ติดอยู่ ราวกับจะประกาศให้ใครต่อใครรู้ถึงความสูงส่งของผู้คนที่อาศัยในนั้น
“น่าจะเป็นอย่างที่ว่าแหละจ้ะ แต่อย่าไปสนใจเลยลูก พัดชาไม่อยากกินข้าวต้มผัดของแม่แล้วหรือจ๊ะ”
เมื่อได้ยินคำว่าข้าวต้มผัดก็ทำให้ท่าทีกระตือรือร้นต่อเรื่องที่อยู่ในความสนใจของเด็กหญิงพลันชะงักงัน ก่อนจะหันกลับมาสนใจเช็ดใบตองในมือดุจเดิม ดวงหน้าฉายแววทะเล้น พลางยิ้มแป้นแล้นประจบจนเห็นฟันขาววาววับ ก่อนจะพูดเสียงดังกังวานสดใส
“อยากกินสิจ๊ะ ไม่มีใครทำข้าวต้มผัดได้อร่อยเท่าแม่อรของพัดชาอีกแล้ว”
คำพูดของเด็กหญิงไม่ได้เกินจริงนัก เพราะฝีมือการทำข้าวต้มผัดรวมทั้งอาหารคาวและหวานต่างๆ ของผู้เป็นมารดานั้นอร่อยจนเลื่องลือไปไกล เรียกว่าผู้คนในละแวกทุ่งบางกะปิไม่มีใครไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำขาย เพียงแค่ทำกินกันภายในครัวเรือน แล้วก็แบ่งปันแจกจ่ายไปตามบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น
“ไม่ต้องมาพูดประจบแม่เลย” อรสาว่าพลางกวาดตามองไปทั่วกายบุตรสาว “ดูซิ เนื้อตัวมอมแมมเชียว ไปปีนต้นไม้มาอีกแล้วใช่ไหม โตเป็นสาวแล้วนะลูก ยังเล่นซนเป็นลิงเป็นค่างอยู่อีก”
คนโดนว่ายิ้มจนตายิบหยี ทว่ายังไม่ทันได้ตอบอะไรก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้านหลัง
“นั่นสิยายพัดชา เราน่ะจะเป็นสาวอยู่แล้ว ยังชอบเล่นซนเป็นเด็กผู้ชายไปได้ นี่แหละ ชอบตามใจให้ไปไหนมาไหนกับตาเพชรจนเคยตัว รายนั้นก็ติดน้องเหลือเกิน ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย”
ผู้มาใหม่ที่ยืนเท้าเอวส่งเสียงฉอดๆ อยู่เป็นสตรีผิวคล้ำ รูปร่างค่อนข้างท้วม มีวัยไล่เลี่ยกับอรสา สวมเสื้อคอปาดสีขาวแขนสามส่วนกับผ้าซิ่นสีน้ำตาลเชิงทอง ที่ลำคอสวมสร้อยทองเส้นใหญ่ และตาเพชรที่พูดถึงก็คือพัชระซึ่งเป็นพี่ชายของพัดชานั่นเอง
“ป้านุชจ๋า เด็กซนคือเด็กฉลาดไม่ใช่หรือจ๊ะ” เด็กหญิงเจ้าของดวงตาดำขลับ มิหนำซ้ำผิวก็ยังคล้ำด้วยเช่นกัน หันไปบอกผู้เป็นป้าพลางยิ้มกว้าง จึงโดนคนว่าจิ้มนิ้วเข้าไปที่หน้าผากอย่างหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
“นอกจากซน ตัวยังดำปี๋อย่างกับเด็กท้องนา”
คนโดนว่ายิ้มกว้างยิ่งขึ้น ไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำว่าดังกล่าวแม้แต่น้อย ซ้ำยังตอบอย่างฉะฉานกลั้วด้วยเสียงหัวเราะ
“พัดชาก็เป็นจริงๆ นี่จ๊ะป้านุช เพราะข้างหลังบ้านเราก็เป็นทุ่งนา และบ้านเราที่รังสิตก็ยังมีแต่ท้องนาอีก”
“ว่าแล้วยังจะมาเถียงหน้าระรื่นอีกเด็กคนนี้”
นงนุชบ่นพึมพำอย่างไม่จริงจัง พลางมองหลานสาววัยแรกรุ่นที่แม้จะมีผิวคล้ำตามที่นางเอ่ยค่อน แต่ก็เป็นเพราะวิ่งตะลอนๆ ตากแดดอยู่ทุกวี่วัน ทว่าดวงหน้านั้นมีเค้าว่าโตขึ้นต้องสะสวยไม่แพ้ผู้เป็นมารดาหรือน้องสาวของนางอย่างแน่นอน อาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำ เพราะได้ผิวพรรณจากน้องเขยซึ่งเป็นลูกหลานคนจีน
“พัดชาไม่ได้เถียงสักหน่อย แค่อธิบายให้ฟัง” เด็กหญิงบ่นกระปอดกระแปด แต่ดวงหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมโตทอประกายวาววับ
“ป้าไม่อยากพูดกับแกแล้วยายพัดชา” คนเป็นป้าว่าพลางค้อนแล้วเลิกสนใจหลานสาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นน้องสาว มองไปยังกำแพงสูงที่อยู่เยื้องกับบ้านแวบหนึ่ง “บ้านในกำแพงสูงนั่นจัดงานเลี้ยงกันอีกแล้วหรือ เสียงดังมาถึงบ้านเราเชียว”
คนโดนถามหัวเราะเบาๆ “ถามเหมือนแม่หลานสาวเลย คาดว่าจะเป็นเช่นนั้นแหละจ้ะ พี่นุชอยู่ที่นี่มาตั้งหลายเดือนยังไม่ชินอีกหรือ”
