บทที่ 10 10

10

“โถ ชาวบ้านพวกนี้อาจไม่ค่อยได้เห็นรถยนต์อย่างที่คุณหญิงว่าก็ได้กระมังคะ เพราะเท่าที่ดิฉันสังเกต แถบนี้มีแต่ทุ่งนา ชาวบ้านที่นี่ก็คงเป็นชาวนาเสียส่วนใหญ่” คุณหญิงโสภาพรรณผู้มีความยุติธรรมเอ่ยเถียงแทน พลางรินชาจากกากระเบื้องสีขาวขอบทองลายดอกไม้สีม่วงตรงหน้าลงในถ้วยใบเล็กที่มีลวดลายเดียวกัน แล้วยกขึ้นจิบ

“ชานี่ก็ห้อมหอม ใช่ที่น้องหญิงดาวบอกว่ามีคนซื้อมาฝากจากอังกฤษหรือเปล่าคะ”

“ใช่ค่ะคุณพี่พรรณ พ่อของตาฉัตรไปอังกฤษเลยซื้อมาฝาก ชาหอมถูกใจดิฉันมาก” เจ้าของบ้านตอบ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

“อ๋อ คุณจักรภพนี่เองที่ซื้อมาฝาก”

“นอกจากชาจะหอมแล้วของว่างก็หน้าตาน่ากินมากค่ะ คุณหญิงดาวเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเองหรือเปล่าคะ ไข่นี่ห่อเป็นตารางได้สวยจริงๆ” คุณหญิงโฉมสอางค์ผู้มีความสุขกับอาหารเพราะกินได้ไม่หยุดปากเอ่ยชมเชย

“เปล่าหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้ลงมือทำเอง หญิงนิ่มเป็นคนทำ”

คุณหญิงดาวตอบพร้อมกับมองล่าเตียงในจานของผู้ถามด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ด้วยวิธีการทำค่อนข้างพิถีพิถัน เพราะต้องโรยไข่ลงในกระทะที่ทาด้วยน้ำมันให้เป็นตาราง แล้วยังต้องห่อไส้ซึ่งใช้กุ้งผัดกับเครื่องปรุงให้มีขนาดพอดีคำ การจุ่มไข่แล้วสะบัดลงในกระทะเพื่อทำเป็นตารางนั้นต้องอาศัยความชำนิชำนาญเป็นพิเศษ

“ต๊ายตาย! จริงหรือคะ”

คุณหญิงผู้มีรูปร่างค่อนข้างท้วมอุทานเสียงแหลม พลางตักของว่างที่พูดถึงในจานที่เพิ่งตักมาใส่ปากเคี้ยว แล้วก็ทำตาโต

“นอกจากจะจุ่มไข่สะบัดเป็นตารางได้สวยแล้ว รสชาติก็ยังดีอีกด้วยค่ะ แสดงว่าคุณหญิงนิ่มได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากหม่อมแม่ไปจนหมดแน่เลยใช่ไหมคะ เพราะใครต่างก็รู้ดีว่าฝีมือการทำล่าเตียงไม่มีใครเป็นเลิศเท่าคุณหญิงดาวจากวังเทพรัตน์อีกแล้ว”

เรื่องที่พูดนี้ไม่ได้เกินจริงนัก เพราะคนในแวดวงสังคมชั้นสูงต่างก็รู้กิตติศัพท์เรื่องการทำอาหารที่สืบทอดมาจากชาววังอย่างแท้จริงของหม่อมราชวงศ์นภดารา ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือหวานว่าฝีมือนั้นเลอเลิศปานใด พอๆ กับที่หลายคนรู้ถึงความหยิ่งทะนงในสายเลือดสีน้ำเงินของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน

“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฝีมือของดิฉันยังเทียบฝีพระหัตถ์ของท่านแม่ไม่ติดเลยค่ะคุณพี่โฉม” คนถูกชมพูดถ่อมตัว ทว่าดวงตาก็ฉายแววภาคภูมิใจในคำชม

“โถ ก็ท่านแม่ของคุณหญิงดาวเคยเป็นหัวหน้าห้องเครื่องในวังหลวงมาก่อนนี่คะ ใครจะเทียบได้เล่า”

คุณหญิงโฉมสอางค์พูดเสียงสูง ซึ่งก็ได้รับการพยักพเยิดเห็นด้วยจากคุณหญิงโสภาพรรณในทันใด

“พี่เห็นด้วยกับที่คุณหญิงโฉมพูดค่ะ คุณแม่ของพี่ซึ่งเป็นข้าหลวงเก่าในวังก็เคยเล่าให้ฟังว่า อาหารชาววังไม่ว่าจะเป็นคาวหรือหวาน ไม่มีใครเทียบฝีพระหัตถ์ของท่านหญิงเดือนเต็มดวงไปได้หรอกค่ะ เสียดายท่านด่วนสิ้นไปเสียก่อน แต่จะว่าไปแล้วท่านก็ถ่ายทอดฝีพระหัตถ์ทั้งหมดให้น้องหญิงดาวจนหมดไม่ใช่หรือคะ”

“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ โชคดีที่ดิฉันยังพอมีหัวทางด้านนี้ ไม่งั้นคงเสียดายแย่ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบท่านแม่ได้” คุณหญิงดาวพูดเสียงเรียบเจือความภาคภูมิใจ

“โถ อย่าถ่อมตัวเลยค่ะ ในสายตาพี่ ฝีมือน้องหญิงดาวก็ไม่ได้ห่างชั้นจากท่านหญิงเดือนหรอกค่ะ พี่เองก็คิดว่าจะให้หนูเอื้อยมาเรียนทำอาหารชาววังกับน้องหญิงดาว แต่ไม่รู้จะไปรอดหรือเปล่า เพราะแม่ลูกสาวของพี่ออกจะชื่นชอบไปทางงานสังคมกับทางดนตรีเสียมากกว่า ไม่ค่อยถนัดงานบ้านงานเรือนนัก พี่ละกลุ้มใจไม่น้อยเลยทีเดียว”

เมื่อคุณหญิงโสภาพรรณพูดถึงโสคนธิกาผู้เป็นบุตรสาว ที่เวลานี้กำลังนั่งหัวเราะร่าอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มหลายคนที่โต๊ะอีกด้านหนึ่งของเฉลียงกว้าง ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“แหม คุณพรรณจะกลุ้มใจทำไม เป็นการดีเสียอีกที่หนูเอื้อยชอบเรื่องงานสังคม ต่อไปภายหน้าจะได้ออกงานแทนคุณแม่ไงล่ะคะ แถมยังมีหัวทางด้านดนตรีอีก เล่นเปียโนก็ออกจะไพเราะเพราะพริ้ง หน้าตาหรือก็สะสวย เรื่องงานบ้านงานเรือนน่ะหัดได้ไม่ยากหรอกใช่ไหมคะคุณหญิงดาว” คนพูดพูดจบก็หันไปถามหม่อมราชวงศ์นภดารา แล้วยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

หม่อมราชวงศ์นภดาราาราค่อยๆ หันดวงหน้างดงามไปมองหญิงสาวที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนา รู้สึกขัดนัยน์ตากับท่าทางยิ้มแย้มจนเกินงามท่ามกลางชายหนุ่มหลายคนนั้นนัก ทว่าด้วยความที่เอ็นดูอีกฝ่ายเป็นทุนเดิม จึงมองข้ามความรู้สึกนั้นไปเสียสิ้น

“ไม่ยากหรอกค่ะ”

“นั่นไงล่ะ ลูกสาวคุณพรรณยังเก่งอะไรตั้งหลายอย่าง แต่แม่นุ่นของดิฉันสิ หนักไปทางกินอย่างเดียวจนอ้วนตุ๊ต๊ะ ห้ามก็ไม่เคยฟัง ดูซิ...กินไม่หยุดปากเชียว” คุณหญิงโฉมสอางค์พูดพลางมองไปทางสรวงสุดาผู้เป็นบุตรสาว ที่มีรูปร่างคล้ายตัวเองราวกับถอดแบบกันมา ซึ่งกำลังนั่งคุยกับหญิงสาวร่างผอมบางอย่างออกรส ส่วนมือก็ถือส้อมจิ้มของว่างในจานกินไม่ขาดปากด้วยสายตาเอื้อเอ็นดู

คำพูดดังกล่าวทำให้สตรีวัยกลางคนรูปร่างเล็กในชุดเสื้อลูกไม้สีขาวแขนสามส่วนมีระบายกรุยกรายที่คอ กับผ้าซิ่นไหมสีเขียวโศก ซึ่งนั่งปิดปากเงียบมาตลอด ตวัดสายตามองคนพูดแล้วก็นึกนินทาอีกฝ่าย แม่ก็อ้วนราวกับตุ่มต่อขา แล้วลูกจะไม่อ้วนได้อย่างไร ตัวเองก็จิ้มอาหารใส่ปากไม่หยุดเช่นกัน แล้วยังจะมีหน้าไปว่าลูกอีก แต่กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานออกไปว่า

“แปลกนะคะ ลูกสาวคุณหญิงโฉมดูเจริญอาหาร ผิดกับหนูวดีของดิฉัน กินเท่าไหร่ก็ไม่ยักอ้วน แต่ก็ดีไปอย่าง เพราะตอนนี้สาวๆ ในพระนครต่างหันมาสวมกระโปรงนิวลุคกัน ถ้าอ้วนนักก็จะสวมไม่สวย จริงไหมคะคุณหญิงโฉม”

พูดจบก็มองไปยังสุภาวดีผู้เป็นบุตรสาวที่มีรูปร่างผอมบางเหมือนจะปลิวไปตามลม ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงแบบทันสมัยด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะตวัดสายตาไปมองสรวงสุดาบุตรสาวของคู่สนทนา ที่นั่งอยู่ข้างๆ กันแล้วผุดยิ้มที่มุมปากนิดๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป