บทที่ 11 11

11

คนถูกว่าเรื่องบุตรสาวเจริญอาหารหน้าตึงขึ้นมาทันที เลยพูดสวนออกไป

“ที่คุณหญิงนวลพูดก็ไม่ถูกต้องนักนะคะ ดิฉันคิดว่าเด็กสาวๆ ต้องเจ้าเนื้อถึงจะดูดี มีน้ำมีนวล ผอมแห้งไปก็เหมือนคนอมโรค ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ หนูวดีของคุณหญิงน่ะถ้าถูกลมพัดแรงๆ ดิฉันละกลัวจะปลิวไปตามลมเหลือเกิน แล้วกระโปรงนิวลุคที่กำลังนิยมกันน่ะ ถ้าผอมมากก็ใส่ไม่สวยหรอกค่ะ เพราะยิ่งจะเน้นให้ดูผอมมากขึ้น”

พูดจบก็หรี่ตามองคนพูดอย่างหมั่นไส้ หน็อย...ทำเป็นมาพูดว่าเจริญอาหาร จะว่าอ้วนก็พูดตรงๆ เถอะ อีกทั้งสายตาที่มองไปยังบุตรสาวของเธอนั้นช่างเต็มไปด้วยความเยาะหยัน

คนมีบุตรสาวผอมก็ไม่ยอมแพ้ รีบสวนกลับทันทีเช่นกัน

“ดิฉันคิดว่าคนอ้วนใส่แล้วดูคล้ายโอ่งมากกว่านะคะคุณหญิงโฉม คุณพี่พรรณกับคุณหญิงดาวคิดเหมือนดิฉันหรือเปล่าคะ”

คนถูกดึงเข้าไปร่วมวงด้วยทั้งคู่ต่างหันไปสบตากัน ใครที่รู้จักคุณหญิงโฉมสอางค์กับคุณหญิงนวลอนงค์เป็นอย่างดี จะรู้ว่าทั้งคู่แข่งขันกันแทบทุกเรื่องตั้งแต่ยังสาว ฉะนั้นเวลาพบกันทีไรก็มักจะพูดกระแนะกระแหนกันอยู่ร่ำไป แต่คล้ายเป็นการลับฝีปากมากกว่าจะทะเลาะกันจริงจัง คุณหญิงโสภาพรรณผู้มักจะใจเย็นอยู่เป็นนิตย์จึงพูดคลี่คลายสถานการณ์

“พูดถึงเรื่องกระโปรงนิวลุคที่กำลังเป็นที่นิยมกัน ดิฉันเองยังไม่ถนัดจะสวมนัก ยังชอบนุ่งซิ่นอยู่เลยค่ะ”

หม่อมราชวงศ์นภดารารีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “คุณพี่พรรณมีความคิดเหมือนดิฉันเลยค่ะ”

“ดิฉันก็ไม่ถนัดเหมือนกันค่ะ ชอบนุ่งซิ่นมากกว่า กระโปรงที่ว่านี่น่าจะเหมาะกับสาวๆ มากกว่าวัยอย่างเรานะคะ” คุณหญิงโฉมสอางค์พยักพเยิด

“นั่นสิคะคุณโฉม ตอนเปลี่ยนจากโจงกระเบนมานุ่งซิ่นกว่าจะทำใจให้ชินได้ก็นาน ให้เปลี่ยนมาสวมกระโปรงดูมันโล่งๆ ยังไงบอกไม่ถูก” คุณหญิงนวลอนงค์หันไปเห็นด้วยกับคู่ปรับ โดยลืมเสียสนิทว่าเมื่อกี้เพิ่งลับฝีปากกันมาหยกๆ

หม่อมราชวงศ์นภดาราคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปมองทางหน้าประตู

“เอ ทำไมชายณุยังไม่มาเสียทีนะ หญิงนิ่มไปตามตั้งนานสองนานแล้ว”

“นั่นสิคะ แต่เดี๋ยวก็คงมาแหละค่ะน้องหญิงดาว อาจจะเดินชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกกันก็เป็นได้ค่ะ อากาศตอนนี้ก็ดีเหลือเกิน ลมพัดเย็นสบาย แล้วกุหลาบนั่นได้มาจากไหนคะ กลีบสวย ก้านก็แข็งดีจังค่ะ”

คุณหญิงดาวมองไปยังแจกันลวดลายงดงามใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีกุหลาบแดงหลายสิบดอกปักอยู่

“อ๋อ ลูกน้องของท่านพี่เอามาให้ค่ะ ดิฉันก็ไม่ได้ถามเหมือนกันว่าได้มาจากไหน”

“อ้าวนั่น คุณชายณุกับพ่อฉัตรเดินมาโน่นแล้วค่ะคุณหญิงดาว”

สายตาของทุกคู่หันไปมองคนที่ถูกพูดถึงเป็นตาเดียว คุณหญิงนภดาราหันไปมองสบตากับคุณหญิงโสภาพรรณอีกครั้งอย่างมีความหมาย คงมีแค่ทั้งคู่เท่านั้นที่รู้ความหมายว่าคืออะไร

หญิงสาววัยแรกแย้ม รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ในชุดกระโปรงทันสมัยบานพลิ้วยาวครึ่งน่องลายดอกไม้สีชมพู แขนในตัว คอปาดกว้าง ดวงหน้าสะสวยนั้นแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจนดูเป็นสาวเกินวัย สิ่งที่สะดุดตาสุดคงเป็นริมฝีปากสีแดงสด ลำคอระหงมีสร้อยเพชรเส้นเล็กทว่าส่องประกายวิบวับ เจ้าตัวนั่งไขว่ห้างพูดคุยอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มหลายคนอย่างออกรสชาติที่โต๊ะใกล้กับเปียโนตัวใหญ่

ดวงหน้าสะสวยบวกกับท่าทางมั่นอกมั่นใจ อาจจะดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของใครต่อใคร แต่คงต้องยกเว้นหญิงสาวสองคนที่นั่งซุบซิบอยู่ที่โต๊ะซึ่งไม่ห่างจากโต๊ะดังกล่าวนัก

“วดี เธอดูยายเอื้อยทำท่าทางเข้าสิ ช่างหน้าไม่อายจริงๆ มานั่งหัวร่อต่อกระซิกกับผู้ชายเป็นโขยง ปกติเห็นพูดถึงแต่คุณชายณุไม่ขาดปาก ดูตอนนี้ทำเข้าสิ ช่างขัดนัยน์ตาฉันเสียเหลือเกิน”

สรวงสุดาเจ้าของร่างอวบในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนบานครึ่งน่องแบบทันสมัย แขนในตัว คอปาด ตรงช่วงอกระบายเป็นชั้นๆ กระซิบกระซาบพลางทำปากเบ้ ก่อนจะใช้ส้อมจิ้มขนมในจานเข้าปาก

สุภาวดีผู้มีรูปร่างผอมบางราวกับจะปลิวไปตามลม แต่งกายในชุดกระโปรงสีกลีบบัวยาวครึ่งน่อง คอสี่เหลี่ยม แขนตุ๊กตา หันไปมองคนที่ถูกพูดถึงแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“นั่นสินุ่น ยายเอื้อยมักจะทำตัวเด่นและเหนือกว่าคนอื่นเสมอแหละ ทั้งยังชอบพูดอวดว่าตัวเองเป็นคนโปรดของหม่อมแม่คุณชายณุ ตำแหน่งสะใภ้ของวังเทพรัตน์คงไม่ไปไหนเสีย แหมอายุเพิ่งจะสิบแปดเองคิดเรื่องแบบนี้แล้ว ตอนเล่นเปียโนก็เชิดหน้าทำอย่างกับตัวเองเป็นนักเปียโนมืออาชีพอย่างนั้นแหละ”

“ทำไมจะไม่เชิดล่ะ มีแต่ผู้ชายพูดจาชื่นชมอยู่นี่นาวดี ฉันละไม่เข้าใจผู้ชายพวกนี้เหมือนกัน ไม่รู้จะพูดยกยอปอปั้นยายเอื้อยไปถึงไหน ยิ่งคุณรุจนะ พูดชื่นชมยายเอื้อยไม่ขาดปากเชียว ฉันว่าก็เล่นงั้นๆ แหละไม่เห็นจะเพราะตรงไหนเลย”

สรวงสุดาพูดพลางก็ตวัดสายตาไปมองคนถูกพูดถึง ที่นั่งยิ้มกว้างอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มหลายคนแล้วเบ้ปากให้อย่างหมั่นไส้

“คุณรุจที่เธอพูดถึงนั่นก็เป็นญาติสนิทกับคุณชายณุไม่ใช่หรือนุ่น ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก” สุภาวดีเอียงหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ ใบหูของคู่สนทนา พลางมองไปยังชายหนุ่มสองคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันในชุดเครื่องแบบนักเรียนนายเรือสีขาว และนักเรียนนายร้อยสีเขียวขี้ม้า ซึ่งหนึ่งในนั้นกำลังคุยอย่างออกรสอยู่กับโสคนธิกา

“ใช่แล้ววดี คนผิวขาวชื่อหม่อมหลวงนพรุจ ส่วนคนผิวคล้ำชื่อหม่อมหลวงชัชวิน เป็นลูกของพี่ชายหม่อมแม่คุณชายณุ ส่วนคนผอมสูงนั่นชื่ออาวุธ คุณรุจกับคุณวุธเรียนอยู่โรงเรียนนายเรือ ส่วนคุณวินเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก”

“อ๋อ แล้วยายเอื้อยก็ยังกล้าไปพูดคุยสนิทสนมกับเขาอีกนะ ทั้งที่ตัวเองหายใจเข้าหายใจออกเป็นคุณชายณุ ช่างหน้าไม่อายอย่างที่เธอว่าจริงๆ นุ่น” เจ้าของร่างผอมบางทำปากเบ้ ก่อนจะทำสีหน้าเคลิ้มๆ เมื่อพูดประโยคต่อมา “แต่คุณชายณุก็หล่อจริงๆ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป