บทที่ 9 9

9

“แต่คงยากที่ฉันจะทำอย่างเธอได้”

พัดชาที่จับสังเกตกิริยาของคู่สนทนาอยู่ ก็ยิ้มกว้างอย่างปลอบใจ พลางมองกระท้อนที่อีกฝ่ายถืออยู่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อดึงความสนใจ

“หญิงนิ่ม เธอรู้ไหมว่ากระท้อนที่เธอถือมาน่ะ ถ้าเอามาจิ้มกับน้ำปลาหวานนะ อร่อยอย่าบอกใครเชียว”

คนถือกระท้อนก้มลงมองสิ่งที่ถืออยู่

“ฉันเคยกินแต่กระท้อนลอยแก้วที่ป้าชื่นทำ ไม่เคยกินกับน้ำปลาหวานสักที”

เด็กหญิงเจ้าถิ่นยิ้มกว้าง “เอาไว้คราวหน้าเธอออกมาหาฉันที่บ้านสิ แล้วฉันจะทำให้กิน บ้านฉันอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอนักหรอก หลังสีขาวโน่นไงล่ะ” พูดพลางชี้ไปยังบ้านหลังสีขาวของตัวเอง

เด็กหญิงจากรั้วกำแพงสูงหันไปมองตามมือที่ชี้แล้วอุทานเสียงดัง

“บ้านเธอสวยจัง อย่างกับบ้านตุ๊กตาแน่ะ แต่ไม่ต้องถึงคราวหน้าได้ไหม ฉันอยากกินกระท้อนน้ำปลาหวานจังเลยพัดชา”

เจ้าของบ้านยิ้มรับคำชม “เอาอย่างนี้ ถ้าเธอยังไม่อยากกลับเข้าไปในกำแพงนั่น แวะไปบ้านฉันก่อนดีไหม เดี๋ยวฉันทำน้ำปลาหวานให้กิน แม่ฉันนะทำขนมอร่อยที่สุด วันนี้แม่ทำข้าวต้มผัดด้วย”

“ข้าวต้มผัดหรือจ๊ะ หน้าตาเป็นอย่างไรหรือ” คนที่คุ้นเคยแต่อาหารชาววังถามอย่างสนอกสนใจ

พัดชาทำหน้าลำบากใจเพราะไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างไรดี “เธอต้องแวะไปดูเอง ป่านนี้คงสุกแล้วมั้ง”

คนถูกชวนมีท่าทีลังเลแวบหนึ่งแต่ไม่นานก็จางหาย

“ก็ได้จ้ะ ฉันอยากกินกระท้อนน้ำปลาหวานกับข้าวต้มผัด แล้วเธอต้องเล่นจะเข้ให้ฉันฟังด้วยนะพัดชา”

คนถูกขอให้เล่นจะเข้ให้ฟังยิ้มแป้นอย่างยินดี “ได้สิ”

บริเวณเฉลียงหินอ่อนของตึกใหญ่หลังโอฬารภายในขอบเขตของรั้วกำแพงสูง ซึ่งเคยกว้างขวาง ทว่าบัดนี้กลับแคบลงถนัดตา ด้วยพื้นที่ตรงกลางมีตั้งโต๊ะยาวปูด้วยผ้าลูกไม้สีขาว ตรงหัวโต๊ะมีอ่างแก้วเจียระไนขนาดไม่เล็กนักปักกุหลาบดอกโตสีแดงสดหลายสิบดอก ถัดมาเป็นกระทงใบตองขนาดใหญ่หลายใบ รอบๆ กระทงถูกจับเป็นจีบอย่างสวยงาม ในนั้นบรรจุอาหารว่างทั้งคาวและหวาน จัดวางเรียงกันล้วนแล้วแต่น่ารับประทานทั้งสิ้น โดยมีหญิงสาวในเครื่องแต่งกายเรียบร้อยหลายคนยืนคอยให้บริการ

ชุดเก้าอี้ไม้สีขาวที่ส่วนของพนักพิงกับเบาะรองนั่งเป็นสีฟ้าอ่อน มีลวดลายของกุหลาบแดงดอกเล็กๆ กระจายทั่ว ถูกจัดวางตามจุดต่างๆ ของเฉลียงกว้าง โต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านซ้ายซึ่งใกล้ทางเชื่อมที่ออกไปชมสวนดอกไม้ได้ มีสุภาพสตรีหลายคนในชุดแต่งกายงดงามนั่งอยู่ สนทนาไปพลางจิบน้ำชาหอมกรุ่นที่วางอยู่ตรงหน้าไปพลาง

“บ้านหลังใหม่ของคุณหญิงดาวเนี่ยงามจังเลยนะคะ บรรยากาศก็ดี๊ดี ดิฉันชอบเฉลียงหินอ่อนนี่จัง นอกจากจะกว้างขวางจนจัดงานเลี้ยงได้สบายๆ แล้ว ยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย มองไปทางซ้ายก็เห็นสวนดอกไม้ มองไปทางขวาก็เห็นบึงบัววิกตอเรียอยู่ไกลๆ”

สตรีวัยกลางคนที่เอ่ยปากชมมีรูปร่างไม่สูงนัก มิหนำซ้ำยังค่อนข้างท้วม ผมสั้นดัดเป็นลอน แต่งกายในชุดเสื้อลูกไม้สีขาวเข้ารูป คอสี่เหลี่ยม แขนสามส่วน มีระบายที่ปลายแขนและช่วงอก กับผ้าซิ่นไหมสีแดงเข้ม เมื่อเอ่ยชมแล้วก็มองไปยังสวนที่อยู่ติดกับเฉลียง จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่โชยมาตามสายลมยามเย็น

“ท่านพี่ทอดเนตรครั้งแรกก็พอพระทัยมากค่ะคุณพี่โฉม เพราะบรรยากาศโดยรวมคล้ายกับวังเก่าที่โดนระเบิดลงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบึงบัววิกตอเรีย สวนดอกไม้ หรือแม้แต่เฉลียงที่กว้างขวางไม่แพ้กัน”

คุณหญิงดาวผู้เป็นเจ้าของวังหลังใหม่ตอบคุณหญิงโฉมสอางค์ พร้อมกับมองไปยังสิ่งที่ถูกพูดถึงด้วยแววตาภาคภูมิใจ แม้ในคราแรกเธอจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับท่านชายอลงกตผู้เป็นสวามีนัก ที่เลือกย้ายมาอยู่ที่นี่ ด้วยทุ่งบางกะปินั้นอยู่ไกลจากวังเดิมมากโข ทว่าเมื่อได้มาเห็นสถานที่จริงก็เปลี่ยนความคิดทันที

แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ตาม ทว่าหม่อมราชวงศ์หญิงนภดารา เทพรัตน์ กลับมีดวงหน้างดงามและอ่อนกว่าวัย ผมสั้นแค่คอถูกดัดเป็นลอนสลวย ร่างบอบบางอยู่ในชุดเสื้อลูกไม้สีขาวบางเบาเข้ารูปแขนยาวจดข้อมือ คอปิด มีระบายที่คอและปลายแขน กับผ้าซิ่นไหมยกทองสีม่วงเม็ดมะปราง สวมสร้อยมุกประดับเพชรวิบวับ

“พี่เห็นด้วยกับคุณหญิงโฉมนะคะ ที่นี่อากาศดีจริงๆ บึงบัววิกตอเรียนั่นก็งามถูกใจพี่มาก” สตรีวัยกลางคนร่างผอมสูงในชุดเสื้อลูกไม้เนื้อบางสีเหลืองอ่อนคอปิด แขนยาว มีระบายที่คอกับต้นแขน กับผ้าซิ่นไหมสีน้ำตาลทอง สวมสร้อยมุกเส้นยาวสามเส้น ที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะผินดวงหน้าไปถามเจ้าของบ้าน

“แล้วผู้คนแถบทุ่งบางกะปิเป็นอย่างไรบ้างคะน้องหญิงดาว”

ผู้ถูกถามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้าไปมองรั้วกำแพงสูง ราวกับจะมองทะลุไปถึงข้างนอกได้ แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่ง

“ผู้คนแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวบ้าน ดิฉันไม่ค่อยได้ไปสุงสิงด้วยนักหรอกค่ะคุณพี่พรรณ เพราะไม่มีกิจธุระที่จะต้องพูดคุยด้วย”

ความจริงเจ้าตัวอยากบอกนักว่าไม่เคยสุงสิงด้วยเลยต่างหาก ไม่อย่างนั้นคงไม่สั่งให้ทำกำแพงใหม่จนสูงลิ่วอย่างที่เห็นหรอก ด้วยเธอไม่อยากลดตัวไปคบค้ากับพวกชาวบ้าน

“ตอนดิฉันนั่งรถเข้ามานะคะ ชาวบ้านก็มองกันหน้าสลอนเชียวค่ะ ทำราวกับไม่เคยเห็นรถยนต์อย่างนั้นแหละ เปิ่นที่สุด” คุณหญิงโฉมสอางค์พูดเสริมด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นเหยียดหยาม พลางยกมือขึ้นแตะที่ลำคอสั้นๆ ราวกับจะอวดสร้อยทับทิมล้อมเพชรน้ำงามซึ่งส่องประกายวูบวาบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป