บทที่ 10 เด็กดื้อ

บทที่ 10

เด็กดื้อ

“อ้าวม่อน”

เอกราชทักทายคนมาใหม่ เดินเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนหลบอยู่บริเวณทางเข้า ทำให้พิรัชต์กับแสงระวีหันไปมองพบตะวันเป็นตาเดียว กระนั้นก็เพียงชั่วครู่ก่อนสองคนจะเดินไปทางอื่น พบตะวันพยายามไม่ใส่ใจเขาจะอยู่กับใคร หรือยิ้มแย้มแสนหวานกับสาวคนไหนก็ได้ เพราะเธอไม่มีสิทธิ์อะไรไปห้ามหรือหึงหวง

แต่ชั่ววูบหนึ่งพบตะวันแอบสายตาพิรัชต์ที่มองมา แสดงออกชัดเจนว่าเขายังคงโกรธเคืองเธอจากเรื่องเมื่อสามวันก่อนอยู่ เอาเข้าจริงเธอก็รู้สึกผิดแต่เพราะเธอไม่รู้ ทั้งยังขอโทษเขาไปแล้วตอนที่กลับไปที่บ้านหลังนั้นแต่ชายหนุ่มทำท่าทีเมินเฉยไม่สนใจ เขาทำเหมือนเธอเป็นแค่อากาศธาตุ ก็ได้ในเมื่อเขาทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนเธอก็จะทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนเหมือนกัน!

“ป้าลีให้ม่อนเอาข้าวเที่ยงมาให้พี่เอกกับคุณพร้อมค่ะ”

“ขอบคุณครับ” เอกราชยิ้มหวานรับถุงข้าวกลางวันที่พบตะวันอุตส่าห์ขับรถตากแดดเอามาให้

“ว่าแต่นักท่องเที่ยวเยอะแบบนี้จะมีเวลาทานข้าวเหรอคะ?” ช่วงนี้นักท่องเที่ยวที่ปางช้างเยอะมาก โดยปกติก็เยอะมากอยู่แล้วแต่สามวันให้หลังมานี้เธอรู้สึกว่าเยอะขึ้นมากกว่าแต่ก่อน

“ก็ต้องรีบ ๆ กินนั่นแหละ”

“แล้วทำไมคนเยอะจังคะ” นึกสงสัยโดยปกติปางช้างนักท่องเที่ยวก็เยอะอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้กลับเยอะขึ้นกว่าปกติแบบผิดหูผิดตา

“จะไม่ให้เยอะได้ยังไงล่ะม่อน นู้นคนต้นเรื่อง” เอกราชโบ้ยไปถึงพิรัชต์

“คุณพร้อมทำไมเหรอคะ?”

“อ้าว ไม่ได้ดูรายการที่มาถ่ายไปเมื่อเดือนที่แล้วเหรอ เมื่อไม่กี่วันรายการออนแอร์ นายที่ไปให้สัมภาษณ์ก็ตกสาว ๆ มาตรึมเลย คนถึงได้แห่มากันเต็มแบบนี้”

พบตะวันพยักหน้าและร้องอ้อขึ้นมา ที่แท้ต้นเหตุก็มาจากพ่อคนหล่อที่เดินไปทางไหนสาว ๆ ก็เหลียวมองนั่นเอง แต่ใครจะไปรู้เล่าว่าเขาน่ะร้ายแสนร้าย

“พี่เอกคะ ม่อนอยากเล่นกับเวียงพิงค์จังเลยค่ะ ม่อนขอเล่นกับเวียงพิงค์ได้ไหม” ไหน ๆ เธอก็มาแล้ว เลยอยากเล่นกับเจ้าตัวน้อยเสียหน่อย นานร่วมเป็นอาทิตย์ที่เธอไม่ได้เจอหน้าคาตาช้างน้อยแสนรักไม่รู้ว่าป่านนี้โตขึ้นขนาดไหนแล้ว

“ได้สิ พี่กำลังจะพาไปเล่นน้ำที่ลำธารพอดี จะไปด้วยกันรึเปล่า?”

“ม่อนไปด้วยได้เหรอคะ?” แววตาของพบตะวันโตขึ้นราวกับไข่ห่าน เกิดมาเธอยังไม่เคยเล่นน้ำกับช้างเลย

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้”

“งั้นเดี๋ยวม่อนขอไปโทรไปหาป้าลีก่อนนะคะ” ที่โรงครัวก่อนหน้าเธอจะมาที่นี่ทุกอย่างถูกจัดการเสร็จหมดแล้ว อีกอย่างตอนนี้เป็นเวลาพักฝ่ายเธอพอดี หากจะเฉียดเวลาตรงนั้นมาเที่ยวเล่นสักชั่วโมงคงไม่เป็นไร

“ได้ ยังไงก็ตามมานะเดี๋ยวพี่ไปรอที่โรงช้างนะ”

“ได้ค่ะ” สาวเจ้ายิ้ม ก่อนเดินหาที่เงียบ ๆ คุยโทรศัพท์กับป้าลีบอกกล่าวว่าเธอขออยู่เล่นที่ปางช้างกับเวียงพิงค์สักหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วจะรีบกลับ แน่นอนว่าป้าลีไม่ได้ขัดข้องอะไร

พบตะวันจัดการเปลี่ยนชุดที่เอกราชจัดหาเอาไว้ให้เพราะหากเจ้าหล่อนลงน้ำทั้งชุดที่ใส่อยู่ เกรงว่าถ้ากลับไปทั้งที่เปียกแบบนั้นอาจจับไข้หนาวสั่นก็ได้

หญิงสาวเดินตามเอกราชผ่านต้นไม้ใบหญ้าลึกเข้าไปด้านหลังปางช้าง เป็นพื้นที่ของลำธารที่อยู่แยกออกมาจากส่วนจัดแสดง ซึ่งโดยปกติกิจกรรมของปางช้างหมอกตะวันจะมีที่ให้นักท่องเที่ยวอาบน้ำให้ช้างแต่เป็นลำธารอีกฝั่งหนึ่ง น้ำตื้นไม่ค่อยลึกมาก

“เดี๋ยวม่อนเล่นน้ำอยู่กับเวียงพิงค์ตรงนี้แล้วกัน” ตรงที่เอกราชบอกก็คือแถวริมฝั่งที่ไม่ค่อยลึกมากเท่าไร เป็นจุดที่เวียงพิงค์ยืนถึง

“โอเคค่ะ” เจ้าหล่อนยิ้มหวาน ตอนนี้จะให้เธอเล่นกับเวียงพิงค์ตรงไหนก็ได้ไม่ใช่ปัญหา เพราะแค่ได้สาดน้ำเล่นกับเจ้าช้างตัวน้อยก็สนุกพลอยให้ลดความกังวลในใจไปได้เยอะ

ทั้งพบตะวันและเอกราช ช่วยกันขัดถูตัวเวียงพิงค์คนละไม้คนละมือ ไม่ไกลกันก็มีเต้าหู้กระโดดโหยงเหยงสนุกสนาน ลูกช้างชูงวงอ้าปากกว้างแสดงออกว่ามีความสุขที่ได้ออกมาเล่นน้ำ ก่อนหน้านี้เวียงพิงค์ออกไปโชว์ตัวจนหมดแรงพิรัชต์จึงบอกให้เอกราชพามาอาบน้ำเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย

อีกอย่างหลายเดือนที่ผ่านมาเพราะเวียงพิงค์มีแผลที่เท้าทำให้แทบไม่ได้เล่นน้ำเลย หลังจากทราบจากแสงระวีว่าแผลแห้งสนิทและหายดีแล้วจึงถือโอกาสให้รางวัลพิเศษสำหรับคนเก่ง จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงดีใจมากขนาดนี้

“เดี๋ยวพี่มานะม่อน พี่กลับไปที่ปางก่อน” เอกราชเดินกลับมาหลังจากหายไปคุยโทรศัพท์

“อยู่เล่นกับเวียงพิงค์ไปก่อนได้ใช่ไหม”

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” หญิงสาวที่กำลังล้มตัวนั่งเล่นอยู่ริมตลิ่งยืดอกมั่นใจ เอกราชพยักหน้าเข้าใจ รีบเร่งฝีเท้าเดินกลับไปยังปางช้าง

เอกราชเดินจากไปไกลแล้ว หญิงสาวไม่ได้ใคร่สนใจว่าชายรุ่นพี่จะไปที่ไหน เพราะเวลานี้เธอมีความสุขกับการได้อยู่กับดาวเด่นประจำปางทั้งสอง ทว่าระหว่างที่พบตะวันกำลังสนุกอยู่นั้นหูก็แว่วได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายคนเหยียบกิ่งไม้ นึกแปลกใจหรือว่าเอกราชจะกลับมาแล้ว

“ทำไมกลับมาเร็วจังคะพี่เอ- คุณพร้อม” ที่แท้เสียงที่เธอได้ยินไม่ได้มาจากเอกราช แต่มาจากคนใจร้าย

“ทำไม ผิดหวังนักหรือไงที่เห็นว่าเป็นฉัน”

“ผิดหวังค่ะ” เธอตอบเขาแล้วก็เบนหน้าหันไปสนใจเวียงพิงค์ต่อ เมินเฉยต่อคนตัวโตอย่างที่เขาชอบทำกับเธอ

“ม่อน!” พิรัชต์รู้สึกไม่ชอบใจ เขาเดินเข้าไปใกล้พบตะวันหวังดึงหญิงสาวให้เข้าหาตัว แต่เจ้าหล่อนก็ไปหลบอยู่กับเวียงพิงค์ หวังช่วยคุ้มครองให้พ้นภัยแล้วก็เหมือนว่าเวียงพิงค์จะรู้งาน ชูงวงขึ้นตรงหน้าพิรัชต์คล้ายบอกเป็นนัยสำคัญว่าให้หยุด อย่ามาทำพี่สาวตน

“นี่เวียงพิงค์ ฉันพ่อแกนะ” ปกติเวียงพิงค์เชื่อฟังเขาดีจะตายไป แต่ทำไมคราวนี้ถึงได้ไปเข้าข้างพบตะวันเสียได้

“เวียงพิงค์ช่วยพี่ม่อนด้วยนะ พ่อของเวียงพิงค์น่ะใจร้าย” หญิงสาวกระซิบบอกข้างใบหูอันใหญ่ให้ได้ยินกันแค่สองคน

“เธอพูดอะไรม่อน”

“เปล่าสักหน่อยนี่คะ”

“นี่!”

“อย่าเข้ามานะคุณพร้อม ถ้าคุณเข้ามาม่อนจะให้เวียงพิงค์ช่วย เอาสิ”

ตอนนี้เธอกล้าเพราะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเวียงพิงค์จะเข้าข้างเธอมากกว่าเขา เพราะสี่เดือนมานี้เธออยู่กับเวียงพิงค์มากพอ ๆ กับเขา ทุกเช้าก่อนเข้างานก็ต้องผ่านปางช้างอยู่แล้ว จึงแวะเข้าไปเล่นด้วยบ่อย ๆ

“เธอเอาเวียงพิงค์คุ้มกะลาหัวได้ไม่นานหรอกม่อน” เขาพูดแต่นัยน์ตาชายหนุ่มดูมีเลศนัยแปลก ๆ จนพบตะวันนึกเกรง พลางหันไปหาเวียงพิงค์ที่เอางวงตัวเองคล้องเอวของพบตะวันเอาไว้ราวกับคุ้มกันภัย

“เมื่อเช้ามีหญ้าใหม่เพิ่งเข้า ดูท่าบางคนแถวนี้คงไม่อยากกิน” พิรัชต์พูดลอย ๆ แต่เวียงพิงค์ที่ได้ยินตาโตและหูผึ่ง คำพูดของชายหนุ่มราวกับเป็นระฆังดังชวนให้ความอยากมีมากจนยากควบคุม

“ถ้าอยากกิน รู้นะว่าต้องทำยังไง” ครานี้เจ้าช้างแสนรู้พยักหัวขึ้นลงราวกับสุขใจที่จะได้ของที่โปรดปราณ ยอมปล่อยง่วงของตัวเองออกจากเอวของพบตะวัน

“เวียงพิงค์ทิ้งพี่ม่อนเหรอ?” สาวเจ้าตาโต เห็นทีน้องรักเธอจะเปลี่ยนข้างเสียแล้วส่วนเต้าหู้ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึง หายไปกับเอกราช

ถึงพูดแบบนั้นแต่เวียงพิงค์หาได้ใส่ใจตอนนี้อาหารสำคัญที่สุดสำหรับเด็กกำลังโต เดินไปเล่นน้ำต่อสบายใจเฉิบและก็เป็นจังหวะเดียวกับที่พิรัชต์คว้าเอวของพบตะวันแนบชิดกายแกร่ง

“ปล่อยม่อนเลยนะคุณพร้อม มันอึดอัด” แรงกอดรัดจากเขามากจนเธอแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ แถมพอเธอขยับเขาก็ยิ่งเพิ่มแรงมากกว่าเดิมอีก

“ก็อยู่นิ่ง ๆ สิ จะดิ้นทำไมนักหนา”

“ก็ปล่อยสิคะ ถ้าพี่เอกมาเห็นจะทำยังไง” เธอผลักอกของเขาออกห่าง

“มันไม่มาหรอก”

“คะ? คุณพร้อมหมายความว่ายังไง” หญิงสาวทำหน้าไม่เข้าใจ “พี่เอกบอกจะไปเอาของ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ปล่อยม่อนเดี๋ยวนี้เลย”

“ก็บอกว่ามันไม่มา พูดไม่รู้เรื่องรึไง”

“จะไม่มาได้ยังไงคะ ก็-”

“ฉันบอกให้มันไปเก็บขี้ช้าง” พิรัชต์ตอบหน้าตาย

“คุณพร้อมเป็นคนโทรตามพี่เอกเหรอคะ?” หญิงสาวหยุดดิ้นและเหลียวดวงหน้าไปมองเขา ที่แท้คนที่โทรศัพท์ตามเอกราชคือพิรัชต์นี่เอง

“ถ้าเป็นฉันแล้วมันจะทำไม”

“ไม่ทำไมหรอกค่ะ แค่ไม่อยากคุยกับคนบ้า”

“ปากดี”

“ขอบคุณค่ะ” เจ้าหล่อนน้อมรับ ขี้เกียจเถียงกับชายหนุ่มเต็มทนเพราะต่อให้พูดอะไรไปอย่างไร ท้ายที่สุดเธอก็แพ้เขาอยู่ดี

“อย่ามาอวดเก่งให้มันมากนักนะม่อน”

“ม่อนไม่ได้อวดเก่งค่ะ ก็ในเมื่อคุณพร้อมชมม่อนก็แค่น้อมรับแค่นั้น”

“แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าอวดเก่ง”

“...” สาวเจ้ามองหน้าเขา เธอไม่เข้าใจพิรัชต์จริง ๆ ว่าจะเอายังไงกับเธอกันแน่

“ปล่อยเถอะค่ะ ม่อนจะกลับไปทำงานแล้ว”

“จริงสิ ฉันลืมไปเลยว่าเธออู้งานมา”

“ตอนนี้เวลาพักม่อน แล้วม่อนก็ไม่ได้อู้งานเหมือนใครบางคน”

“แล้วแม่เธอเคยบอกบ้างป้ะ ว่าเธอแม่งโคตรยอกย้อนเก่งเลย”

“ก็มีบ้างค่ะ”

“ม่อน!”

“ทำไมคะ คุณจะทำอะไรม่อนอีกจะจับม่อนกดน้ำรึไง!?” เหมือนที่เขาบังคับให้เธอถอดเสื้อผ้าออกมาเมื่อตอนนั้น นึกถึงแล้วก็พลานน้อยเนื้อต่ำใจ น้ำตาคลอหน่วยอยู่ที่ขอบตาเกิดเป็นเธอทำอะไรก็ผิดก็แย่ไปหมดในสายตาคนอื่น รู้อย่างนี้ถ้าเลือกได้ไม่เกิดมาหรอก

“เป็นบ้าอะไร จะร้องไห้ทำซากอะไรวะ” พักหลังมานี้เขารู้สึกแปลก ๆ เวลาที่ได้เห็นน้ำตาของพบตะวัน กระนั้นพิรัชต์กลับไม่ยอมรับความรู้สึกนั้น เขาสลัดทิ้งด้วยความหงุดหงิด

“ไม่ต้องมาสนใจหรอกค่ะ ม่อนจะเป็นอะไรก็เรื่องของม่อนไม่ใช่เรื่องของคุณพร้อม” ในเมื่อเมินเฉยเธอขนาดนั้น ก็ทำให้ได้ตลอดสิจะมายุ่งกันทำไม พบตะวันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา ไม่ชอบเลยที่ตัวเองเป็นคนอ่อนแอและอ่อนไหวได้มากขนาดนี้ ยิ่งเป็นเรื่องของเขา…

ความอ่อนแอมันยิ่งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“อ้อเหรอ? งั้นเธอคงลืมไปแล้วสินะ ว่าตัวเองอยู่สถานะไหน” ชายหนุ่มจับไหล่มนของหญิงสาวให้เจ้าหล่อนหันมาเผชิญหน้า

“ม่อนไม่เคยลืม”

“งั้นก็จำใส่หัวโง่ ๆ เธอไว้ให้ดี ว่าฉันมีสิทธิ์ทุกเรื่องในตัวเธอ”

“ทำแบบนี้ทำไมคะ?” สาวเจ้าร้องถามทั้งน้ำตาที่คลอหน่วย

“ทำอะไร?”

“ทำเหมือนว่าม่อนไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึก อยากเหยียบอยากขยี้มันยังไงก็ได้”

“แล้วฉันต้องสนใจด้วยเหรอว่าเธอรู้สึกหรือคิดอะไร จำไว้นะม่อนสิ่งที่เธอต้องทำให้ได้ และทำให้ดีคือยอมให้ฉันเสียบทุกครั้งที่ต้องการ บางทีถ้าเธอเอาใจฉันทำตัวให้คุ้มกับหนี้ที่บ้านเธอติดไว้ ไม่ทำตัวเป็นอีตัวเกรดต่ำฉันอาจพิจารณายกหนี้ทั้งหมดให้ก็ได้ ใครจะไปรู้” เขาพูดหน้าตาย แต่ช่างต่างจากคนฟังอย่างพบตะวันเหลือเกิน

“…” พบตะวันยอมรับว่าสะอึกในคำพูดของเขา พิรัชต์ใจร้ายกว่าที่คิดเอาไว้มาก เขาไม่คิดถนอมหัวใจเธอเลยสักนิดเดียว ทำเหมือนว่าสิ่งที่ทำตอนนี้มันสมควรแล้ว

“หัวใจของม่อน มันไม่มีค่าอะไรให้คุณเห็นใจเลยเหรอคะ?”

“อย่าถามอะไรโง่ ๆ ทั้งที่เธอก็รู้คำตอบดี”

“ค่ะ… ม่อนเข้าใจแล้ว” เธอเข้าใจทุกอย่างแล้ว ว่าต่อให้ร้องขอความเห็นใจจากเขามากเท่าไร ท้ายที่สุดทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์ นัยน์ตาพบตะวันฉายชัดว่าเศร้าโศก แต่ก็แค่ชั่วครู่ก่อนพยายามฝืนให้แววตาเธอกลับมาสดใสให้ได้

เธอจะต้องเข้มแข็ง ท่องเอาไว้ว่าอย่าอ่อนแอ อดทนให้ได้พบตะวันแล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้น อดทนเอาไว้…

อย่าให้หัวใจเธอมันแตกสลายไปก่อน

“ถ้าธุระของคุณพร้อมหมดแล้ว ม่อนขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวขืนตัวออกจากเขา แต่พิรัชต์ก็ยังไม่ยอมปล่อย

“คุณพร้อมปล่อยม่อน”

“ที่บอกว่าเข้าใจ คือเข้าใจอะไร?”

“เข้าใจว่าม่อนต้องทำให้คุณพอใจทุกอย่าง ไม่ว่ายังไงก็ตาม” เขายังจะมาถามเธออีกทำไม

“ดี”

“งั้นก็ปล่อยค่ะ”

“ไม่”

“คุณพร้อม”

“เรียกทำไมนักหนาห๊ะ ชื่อฉันเหมือนพ่อเธอรึไงม่อน”

“ก็ปล่อยสักทีสิคะ จะกอดทำไมนักหนา”

“ทีนี้มาทำเป็นหวงตัว ทีเล่นน้ำจนผ้าแนบเนื้อขนาดนี้ล่ะชอบนัก” นึกแล้วก็โมโห เล่นน้ำจนตัวเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้าเสื้อผ้าก็แนบชิดติดกาย สัดส่วนตัวเองก็ใช่น้อย ๆ ที่ไหน นี่ถ้ามีผู้ชายอยู่แถวนี้มันไม่มองกันตาเป็นมันเลยเหรอ!? แค่คิดก็หงุดหงิดแล้ว

“ก็มันสนุก แต่โดนคุณพร้อมกอดแบบนี้ไม่สนุก”

“งั้นสิ”

“ค่ะ”

“งั้นวันนี้ก็ไม่ต้องไปไหนมันหรอก เอาให้อกแตกตายไปเลย” นึกฉุนเฉียวยามพบตะวันไม่ยินดีอยากอยู่ใกล้เขา

ว่าจบก็โอบรัดมากกว่าเดิม พบตะวันดิ้นขลุกพยายามฝืนให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการชายหนุ่มให้ได้ สองคนกอดรักฟัดเหวี่ยงกันจนหลงลืมไปว่าจุดที่พวกตนยืนอยู่นั้นมันไม่ใช่พื้นดินเรียบ แต่เป็นดินขรุขระที่มีหินกรวดเต็มไปหมด แถมยังยืนอยูริมลำธารพลานให้เสียหลัก ก่อนจะพากันตกน้ำไปด้วยกันทั้งคู่

‘ตู้ม!’

ทั้งพิรัชต์และพบตะวันกลิ้งลงไปอยู่ในน้ำด้วยกันจนเนื้อตัวเปียกปอนด้วยกัน โชคดีเวียงพิงค์เดินไปเล่นน้ำไกลออกไปนิดหน่อยแถมยังสนุกกับการเล่นน้ำจึงไม่ทันได้สนใจทั้งสองคน

“คุณพร้อม อ๊ะ!” พบตะวันหันไปเอ็ดใส่คนตัวโตที่อยู่ข้างกัน แต่เขากลับพลิกตัวขึ้นคว้าเอวเธอให้ชิดกายอีกครั้งไม่พอยังยืนหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจชายหนุ่มเป่ารดดวงหน้าหวาน

“จะ…จะทำอะไรคะ” พบตะวันร้องถามเพราะพิรัชต์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม แม้นเธอจะเอามือดันอกเขาไว้แต่ก็ไม่ได้ผล คนตัวโตอยู่เหนือกว่ามาก

“ลงโทษเด็กดื้อ”

“อย่านะคะ อื้อ!”

ห้ามไม่ทันเสียแล้ว เมื่อวินาทีต่อมาพิรัชต์จับประคองใบหน้าและครอบครองเรียวปากของพบตะวันเอาไว้ เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของหญิงสาวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ดันลิ้นของตนเข้าไปในโพรงปากสาว เพื่อควานหาความหอมหวานที่อยู่ภายในนั้น

ครานี้การกระทำของพิรัชต์ช่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง พบตะวันที่พยายามขัดขืนก็แปรเปลี่ยนท่าทีเผลอไผลไปกับเขา ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนยอมแล้ว เขาก็ตะปบจูบมากกว่าเดิมทว่าทุกการโลมเลียกลับเต็มไปด้วยความนุ่มนวลที่ถูกแทรกเอาไว้มิมีความกักขฬะเข้ามาให้ระบมร้าว

พิรัชต์ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้ติดรสจูบหวาน ๆ จากพบตะวันได้มากขนาดนี้ เพียงแค่จ้องมองอุ้งปากอิ่มก็รู้สึกอยากดูดดื่มและครอบครองเอาไว้ ความหอมหวานของสาวเจ้าที่ส่งผ่านออกมายังคงตราตรึงทุกครั้งที่สัมผัส

หรือตอนนี้เขาจะเสพติดผู้หญิงคนนี้ไปเสียแล้ว?

เมื่อผ่านไปนานพบตะวันเริ่มประท้วง ชายหนุ่มต้องจำยอมผละออกแม้รู้สึกเสียดาย แต่เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะขาดอากาศหายใจเขาจึงต้องยินยอม กระนั้นสองคนกลับมิได้แยกจากกันไกล ลมหายใจร้อน ๆ ของพิรัชต์ยังคงเป่ารดใบหน้าพบตะวันปลายจมูกสองคนชิดใกล้ มือหนาประคองใบหน้าหวานเอาไว้ไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าตุ๊กตากระเบื้องของตนจะแตกร้าว

“นาย! ทำอะไรม่อนอะ”

“เหี้ยเอ้ย!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป