บทที่ 11 เจ้าข้าวเจ้าของ
บทที่ 11
เจ้าข้าวเจ้าของ
พิรัชต์สถบเบา ๆ หลังจากได้ยินเสียงทักของเอกราช พบตะวันเองก็ตกใจเจ้าหล่อนรีบดันตัวเองลุกขึ้นยืน หนีออกห่างจากเขาทันที
“กูบอกให้มึงไปเก็บขี้ช้างไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่นี่”
“ผมเก็บเสร็จแล้ว อีกอย่างนะมันต้องเป็นฝ่ายผมสิที่ถามว่าทำไมนายมาอยู่นี่”
“เอ่อ… เดี๋ยวม่อนขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ” พบตะวันพูดขึ้นท่ามกลางบทสนทนาของสองเจ้านายลูกน้อง เอ่ยจบไม่รอให้ใครอนุญาตก็ก้มหน้าเดินลิ่ว ๆ ผ่านพิรัชต์และเอกราชไปทันที ความอับอายหญิงสาวมีมากให้ทนอยู่ตรงนี้ต่อคงไม่ไหวเพราะเมื่อกี้นี้เอกราชอาจเห็นทุกอย่าง แล้วแบบนี้เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
พบตะวันสาวเท้าไว ๆ เดินออกมาไกล เจ้าหล่อนพักหายใจหายคอบริเวณต้นไม้ใหญ่ พลางเอามือข้างหนึ่งกอบกุมอกข้างซ้ายตนเองที่ตอนนี้กำลังสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ ส่วนอีกข้างก็แตะลงบนริมฝีปากอวบอิ่มเบา ๆ โดยปกติเพียงแค่พิรัชต์ชิดใกล้ใจเธอมันก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่พอเขาแสดงท่าทีอ่อนโยนออกมายิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ หัวใจเจียนจะทะลุออกจากอกอยู่ร่ำไป
แล้วแบบนี้เธอจะตัดใจจากเขาได้อย่างไรกัน เมื่อพิรัชต์ชอบเข้ามาทำให้หัวใจเธออยู่ไม่เป็นสุขแบบนี้
“มองตามขนาดนั้น เดินตามม่อนไปเลยไหมครับ?” เอกราชแซ็วพลางอมยิ้ม ถึงว่าพักหลังมานี้เจ้านายเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นแปลก ๆ ที่ไหนได้มีเรื่องสนุก ๆ ให้สนใจนี่เอง
“เสือก!” ชายหนุ่มตวัดสายตามอง
“เอ้า! ผมผิดอีก” เอกราชชี้นิ้วมาทางหน้าตนเอง
“มารผจญฉิบหายเลยนะมึง” เจ้านายหนุ่มคาดโทษลูกร้องที่มาไม่ดูเวล่ำเวลา เมื่อกี้เขาอุตส่าห์จะจูบพบตะวันอีกสักรอบเสียหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะลูกน้องดันโผล่มาเนี่ยแหละ
“ขอโทษค้าบ ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับผมว่านายแอบมาพลอดรัก เอ้ย! มีธุระกับม่อน” ชายหนุ่มพูดพร้อมเล่นหูเล่นตา
“พูดดี ๆ ไอ้เอกถ้ามึงยังอยากมีปากไว้แดกข้าว”
“โอเค ๆ ผมไม่กวนก็ได้ แต่ตอนแรกผมก็นึกสงสัยนะว่าทำไมพักหลังมานี้ นายดูมีความสุขแปลก ๆ”
“กูเนี่ยนะ”
“ครับ”
“ประสาท หน้ากูเหมือนคนอมขี้ทุกวันจะให้ไปมีความสุขอะไร เพ้อเจ้อไอ้เอก” พิรัชต์วางท่าทีเมินเฉย เขาเนี่ยเหรอดูเป็นคนมีความสุข ไม่จริงหรอกเขาก็แค่สนุกที่ได้แก้แค้นก็แค่นั้น
“อ้าว แล้วนายจะไปไหน”
“ไปทำงานดิวะ มึงก็พาเวียงพิงค์กลับปางได้แล้ว” เขาบอก ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“เรื่องนี้ ห้ามมึงปากสว่าง ถ้ามึงปากสว่างเจอกูแน่” ไหน ๆ ก็ปิดเอกราชไม่มิดแล้ว จึงสั่งห้ามพูดขั้นเด็ดขาด
“รับทราบครับ” เอกราชทำท่าตะเบ๊ะ
“รับรองว่าไอ้เอกคนนี้จะรูดซิปปากเป็นอย่างดี” สบายใจได้เลย เขาคนนี้สัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายเกินหน้าที่ อะไรที่เจ้านายสั่งห้ามก็จะเก็บเงียบให้ดีที่สุด
พิรัชต์พยักหน้าแล้วเดินกลับไปปางช้าง แต่เห็นทีจะมีเรื่องให้เขาหงุดหงิดไม่หยุดเพราะทันที่เดินมาถึงก็เจอพบตะวันกำลังหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับธรรมรงค์ ดูมีความสุขทำเหมือนว่าทั้งโลกมีกันอยู่สองคน
หมั่นไส้โว้ย!
“ฉันว่ามันเป็นเวลางานไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่กลับไปทำอีก” เสียงไม่พอใจและขุ่นเคืองของพิรัชต์ที่ดังขึ้นทำให้สองคนหันไปมอง
“คือว่าผม”
“ไม่ใช่นาย ฉันหมายถึงม่อน” ดูก็รู้ว่าธรรมรงค์รู้ว่าเขาหมายถึงใคร แต่ก็ยังเสนอหน้าแก้ต่างให้อีกคน
“…” คนถูกตั้งคำถามหันไปมองเขาอีกรอบ คราวนี้จะมาแยกเขี้ยวยิงฟันอะไรใส่เธออีก เธอเริ่มคาดเดาอารมณ์ของพิรัชต์ไม่ถูกแล้วเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
“ฉันถามทำไมไม่ตอบ”
“ม่อนกำลังไปค่ะ”
“งั้นก็ไปซะสิ จะมายืนเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม ฉันจ้างเธอมาทำงานไม่ได้จ้างมาเที่ยวเล่น” ทีกับเขาไม่เห็นมีรอยยิ้มหวาน ๆ มีแต่หน้าบูด ๆ เหมือนคนอมทุกข์ทีกับผู้ชายคนอื่นยิ้มส่งไปทั่ว!
พบตะวันตวัดสายตามองเขา สรุปพิรัชต์จะเอายังไงกับเธอก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาเองไม่ใช่หรือที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เธอไปทำงาน ดูท่าจะบ้า
“ค่ะ... เดี๋ยวม่อนไปก่อนนะคะคุณธรรม แล้วเจอกันเย็นนี้ค่ะ” ประโยคแรกเธอพูดกับเขา แต่ท้ายประโยคหญิงสาวหันไปหาธรรมรงค์
“ครับ”
สองคนยิ้มให้กันและแยกย้ายกันไป กระนั้นช่างไม่เป็นที่พึ่งพอใจสำหรับพิรัชต์สักเท่าไร ไหนจะคำพูดที่บอกว่าเย็นนี้เจอกันอีก จะชักชวนกันไปไหนไม่ทราบ!
ใจจริงอยากถามให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวแต่เขาต้องวางท่าทีไม่สนใจทั้ง ๆ ที่ในอกร้อนเป็นไฟ
หงุดหงิดว่ะ!
ข้อสงสัยที่เล่นงานพิรัชต์มาตั้งแต่ช่วงเย็นกระจ่างชัดในที่สุด เพราะได้ข่าวจากเอกราชมาว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพบตะวัน พิรัชต์นึกโกรธ เจ้าหล่อนกับไม่บอกอะไรเขาเลย นี่ถ้าไม่ได้ยินมาจากปากลูกน้องคนสนิทก็คงไม่มีทางรู้
“ดูท่าจะสนุกกันเชียวนะ” เจ้าของไร่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางวงหมูกระทะ ดวงตาหลายคู่จับจ้องไปที่พิรัชต์เป็นตาเดียว จู่ ๆ ชายหนุ่มก็เดินลงมาจากรถและมุ่งตรงมาสายตาจ้องมองยังพบตะวันที่ไม่ยอมมองเขา ทำเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้
“มาด้วยเหรอครับนาย ผมนึกว่าจะไปกับหมอรวี” เอกราชทักทายเจ้านาย ชื่อของคุณหมอแสงระวีทำให้พบตะวันที่วางท่าทีใส่คนตัวโตเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ก็กำลังรอหมอรวีอยู่ เห็นว่ามีงานเลี้ยงก็เลยแวะมาดู” เขาโกหกหน้าตาย
“งานเลี้ยงวันเกิดม่อนมันน่ะค่ะคุณพร้อม สนใจกินด้วยกันไหม เดี๋ยวป้าย่างให้”
“ไม่เป็นไรครับป้าลี ผมว่าจะออกไปทำธุระข้างนอกกับหมอรวีพอดี”
“น่าเสียดายแย่เลย มื้อนี้ม่อนเตรียมเองทุกอย่างเลย ป้าลองชิมแล้วอร่อยมาก”
“ผมกินไปจะท้องเสียไหม” เขาถามป้าลี แต่สายตามองผ่านไปยังเจ้าของวันเกิด
“ถ้ากลัวว่าจะท้องเสียก็ไม่ต้องกินค่ะ เรื่องง่าย ๆ คุณพร้อมน่าจะคิดได้ไม่เห็นต้องให้ใครมาบอก” พบตะวันโผเสียงขึ้น ท้องเสียหรือ? ถ้ากลัวมากขนาดนั้นก็ไม่ต้องกินอีกอย่างเธอก็ไม่ทำเผื่อแผ่ไปถึงเขาด้วย!
“ดูท่าลูกมือป้าลีจะไม่อยากให้ผมกินด้วยนะครับ” ได้ทีก็หันไปหาป้าลี
“ม่อนก็พูดไปอย่างนั้นแหละค่ะ” ป้าลีแย้งให้
“ทำอะไรกันคะทุกคน โห... หมูกระทะน่าทานมาก กลิ่นหอมฟุ้งเชียว” แสงระวีเดินเข้ามาสบทบทีหลัง ทำท่าสูดดมความหอมของหมูที่ถูกย่างอยู่บนกระทะสแตนเลสมีรู ไหนจะช่องใส่น้ำซุปที่เดือดปุด ๆ บนเตา
“วันนี้วันเกิดม่อนน่ะค่ะ ก็เลยมีปาร์ตี้กันนิดหน่อย คุณหมอก็มาทานด้วยกินสิคะ” ครานี้พบตะวันเป็นฝ่ายเอ่ยชวนด้วยตัวเอง
“หมอก็อยากทานนะคะ แต่ติดต้องออกไปธุระกับคุณพร้อมนี่สิ”
“ผมว่าเราไปกันเถอะครับหมอ” วันนี้เขากับแสงระวีมีนัดดูอาการของช้างเชือกหนึ่งของปางช้างที่ถูกส่งไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลช้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
“ได้ค่ะ ไว้เดี๋ยวถ้าหมอกลับมาทันขออนุญาตมาฝากท้องนะคะ”
“ได้สิคะ” พบตะวันยิ้มให้แสงระวี แต่พอหันไปเจอหน้าพิรัชต์รอยยิ้มเธอก็จืดจางลงทันตา
“เอ่อ... ม่อนข้าวติดปากน่ะ” ธรรมรงค์บอกพลางมองดวงหน้าหญิงสาว เมื่อครู่พบตะวันเพิ่งกินข้าวกับหมูย่างเข้าไป ดูท่าแล้วน่าจะติดตอนนั้น
“จริงเหรอคะ?” ธรรมรงค์พยักหน้าบอกว่าเป็นความจริง
“ตรงไหนคะ? ตรงนี้ไหม?” เธอป้ายมือสะเปะสะปะไปหมดแต่ก็ยังไม่เจอต้นตอ จนธรรมรงค์ต้องจับมือหญิงสาวเอาไว้และใช้มืออีกข้างหยิบออกให้ท่ามกลางสายตาหลายคู่ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นรวมถึงพิรัชต์ด้วย
“ขอบคุณนะคะ”
พิรัชต์ที่จ้องมองหงุดหงิดเต็มประดา ทั้งยังขุ่นเคืองใจ แต่ชายหนุ่มก็เป็นนักแสดงที่ดีท่านหนึ่งเพราะเขาสามารถกักเก็บอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้ ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ ไปขึ้นรถและขับออกไปพร้อมกับแสงระวี
เช่นเดียวกับพบตะวันพอพิรัชต์จากไปแล้วแววตาหญิงแปรเปลี่ยนไป เธออยากถามว่าเขาไปไหนหรือไปทำอะไรแต่ถ้าก้าวก่ายสิ่งที่ตามมาไม่ใช่เรื่องดี ท้ายที่สุดก็ต้องยอมเก็บซ่อนความสงสัยของตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด เฝ้าบอกกับตัวเองว่าสถานะอย่างเธอไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น
การแบ่งเส้นเอาไว้ให้ชัดเจนคือสิ่งที่ควร
เสียงก๊อกแก๊กประตูที่ดังมาจากด้านนอก ทำให้พบตะวันที่กำลังหลับใหลอยู่รู้สึกตัวและลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด วาดเท้าลงจากเตียงคิ้วเรียวขมวดเป็นปมนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ประตูเธอถึงมีเสียงดังไม่หยุด ใจพบตะวันหวาดหวั่นนึกกลัวว่าจะเป็นโจรหรือหัวขโมย
เธอตัดสินใจคว้าโคมไฟหัวเตียงมาถือเอาไว้ เดินไปทางประตูเฝ้ารอเวลาเปิดออกหากเป็นคนร้ายจริง ๆ เธอก็จะเอาโคมไฟฟาดแล้ววิ่งหนีไปและไวเท่าความคิดประตูถูกเปิด พบตะวันยกโคมไฟในมือหมายทุบใครผู้ไม่ประสงค์ดีแต่ก็โดนจับเอาไว้ได้เสียก่อน
“ทำบ้าอะไรของเธอม่อน นี่จะฆ่าผัวตัวเองให้ตายรึไง!?”
“คุณพร้อม” พบตะวันดึงโคมไฟของตัวเองกลับคืน สายตาเคืองโกรธไม่พอใจที่อยู่ ๆ เขาก็โผล่มาแบบนี้ เธอก็นึกว่าเป็นโจรที่ไหนที่แท้ก็ไอ้คนใจดำนี่เอง
“ก็เออดิ!” เขาว่าพลางปิดประตูลง เอื้อมมือไปคว้าโคมไฟน่ารำคาญมาจากมือพบตะวันเขวี้ยงทิ้งอย่างอารมณ์เสีย ไม่พอยังสาวเท้าเข้าไปใกล้เจ้าหล่อน ขณะเดียวกันพบตะวันถอยกรูดหลีกหนีหลังจากเห็นท่าทีคุกคาม
“คุณมาทำอะไรที่นี่คะ แล้วมาที่บ้านม่อนทำไม?”
“แวะมาดูดนมเมีย”
“อะไรคะ อ๊ะ!” เอวสาวถูกคว้าเอาไว้ในอ้อมแขน ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาสูดดมความหอมที่ซอกคอหญิงสาวทั้งยังมีทีท่าว่าจะทำมากกว่านั้น พบตะวันจึงรีบดันดวงหน้าเขาไว้แล้วถาม
“จะทำอะไรม่อน”
“ก็วันนี้วันเกิดเธอไม่ใช่รึไง”
“แล้วทำไมคะ มันเกี่ยวอะไรกับคุณพร้อม”
“ก็นี่ไง” เขามองสำรวจพบตะวันพลางเลียริมฝีปากเล็กน้อย คว้ามือของพบตะวันให้สัมผัสลงบนแผงอกแกร่งของตนเอง “ฉันมาเป็นของขวัญวันเกิดให้เธอ”
“พูดอะไรของคุณ ม่อนไม่ได้อยากได้สักหน่อย”
“แต่ฉันอยากให้”
“แต่ม่อน-”
“งั้นก็ได้ ไม่อยากได้ก็ตามใจ แต่ช่วยทำหน้าที่อีตัวให้หน่อย เงี่ยนอยากเสียบเธอเต็มแก่แล้ว”
“เดี๋ยวค่ะ อื้อ!” พิรัชต์ไม่เปิดโอกาสให้พบตะวันพูดมาก ชายหนุ่มจูบลงบนกลีบปากสีแดงระเรื่อราวกับคนหิวกระหาย เขาไม่มีเวลาให้พบตะวันตั้งตัวด้วยซ้ำความร้อนแรงของชายหนุ่มปะทุขึ้นไวจนรับมือไม่ทัน
คำพูดเจ็บแสบของพิรัชต์กระแทกเข้าอกอย่างจัง แต่พบตะวันเลือกไม่ใส่ใจเพราะเธอเหนื่อยเกินกว่าจะเก็บมาคิด ยิ่งเธอแสดงออกว่าไม่ชอบและเจ็บปวดกับคำพูดของเขา เขาก็จะยิ่งได้ใจฉะนั้นเธอจึงเลือกมองข้ามมันไป
พิรัชต์ค่อย ๆ ผลักดันพบตะวันถอยหลังไปเรื่อยพร้อมพรมจูบไม่หยุด จนทั้งสองคนล้มลงไปนอนอยู่บนเตียงเล็ก กระนั้นพิรัชต์กักขังพบตะวันเอาไว้ไม่ให้พบตะวันมีหนทางหลีกหนี มือชายหนุ่มลูบคลำกายสาวผ่านชุดนอนตัวบาง ถลกขึ้นสูง รูดกางเกงนอนลงอย่างไม่ลังเลก่อนส่งมือสัมผัสกับเนินเนื้อสาวอวบอูมลูบคลำผ่านแพรไหมแผ่วเบา
“อื้อ คุณพร้อมอย่าแกล้งม่อน” พิรัชต์ยอมปล่อยให้พบตะวันมีอากาศหายใจ เธอจึงมีโอกาสเอ็ดคนตัวโตที่เขาเอานิ้ววนกลีบงามของเธออยู่ไม่หยุดราวกับคนตัวโตจงใจกลั่นแกล้งให้เธอควบคุมตัวเองไม่ได้
“ก็เธอมันน่าแกล้ง”
“ออกไปข้างนอกไม่หนำใจหรือคะ ถึงได้กลับมาเอาเปรียบม่อนแบบนี้”
“พูดอะไร?” คิ้วหนาขมวด จ้องมองดวงตาหญิงสาวแต่พบตะวันก็หลบสายตาไปทางอื่น ไม่ยอมตอบก่อนนึกขึ้นได้ “อ้อ… หรือจะเป็นเรื่องหมอรวี”
“…” เหมือนเขาจี้ตรงจุด แต่พบตะวันก็ไม่โต้ตอบ
“ไหนลองพูดมาสิ ว่าใช่รึเปล่า”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“เอาไปหลอกเด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลยม่อน” พิรัชต์คว้าดวงหน้าหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้าตนเอง “ไหนลองบอกมาสิว่าเธอหวงฉันกับหมอรวีเหรอ?”
“ก็ม่อนบอกว่าเปล่าไงคะ ม่อนจะไปหวงได้ยังไงม่อนไม่ได้มีสิทธิ์สักหน่อย”
“รู้สิทธิ์ตัวเองดีซะด้วย ฉันคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เอาเธอมาแทนพี่สาวลวงโลกของเธอ”
“ก็ม่อนฉลาด พูดครั้งเดียวม่อนเข้าใจ” จริง ๆ เธอเจ็บกับคำพูดเขาเหมือนกันแต่ดูเหมือนจะเริ่มชินชาไปเสียแล้ว อีกอย่างคร่ำครวญไปก็เปล่าประโยชน์
“แต่ดูท่าเธอหึงฉันจริง ๆ ถามตรง ๆ เถอะแอบชอบฉันใช่ไหม?” จู่ ๆ พิรัชต์ก็ตั้งคำถามพลานให้ตนใต้ร่างจำต้องเลิ่กลั่ก แต่ก็พยายามไม่แสดงออกให้เขารู้ทว่าไม่สามารถรอดพ้นสายตาของชายหนุ่มไปได้
“จริงสินะ”
“ไม่ใช่”
“จะหลอกใครก็หลอกได้ แต่เธอหลอกฉันไม่ได้อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าเธอแอบมองฉันอยู่บ่อย ๆ”
“หลงตัวเองไปแล้วค่ะ ใครจะไปอยากมองคุณพร้อมกัน เสียสายตาเปล่า ๆ” พบตะวันโป้ปด อีตาพร้อมนี่จะรู้ทันไปทุกเรื่องเลยรึยังไง
“อ้อเหรอ?”
“ค่ะ”
“งั้นคนที่แอบเอาสร้อยคอมาวางไว้ในสำนักงานเป็นใคร” เมื่อสองเดือนก่อนเป็นวันเกิดเขา ก็มีสังสรรค์กันเล็กน้อย พอกลับเข้าไปสำนักงานเขาเห็นกล่องใส่สร้อยเส้นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้จนกระทั่งไปดูกล้องวงจรปิดถึงรู้ว่าเจ้าของเป็นใคร
“ไม่-“
“ก่อนพูดคิดดี ๆ ฉันมีหลักฐาน ถ้ายังโกหกอีกฉันจะอึ้บเธอสามวันสามคืน แบบไม่ต้องออกไปทำงาน ไม่ต้องไปเจอคนอื่น”
“โรคจิต”
“ฉันทำได้ม่อน ถ้าเธอไม่เชื่อฉันจะทำให้ดู”
พิรัชต์รั้งเสื้อของพบตะวันลงจนอกอวบเผยแก่สายตา เขาก้มหน้าซุกลงบนอกนุ่มทันทีที่พูดจบ ทั้งยังดูดและขบเม้มจนเสียงดังจวบจ๊าบ ไม่พอยังไล่เลียตวัดลิ้นไปเรื่อยจนครอบครองเม็ดทับทิมสีเข้ม
“อื้อ! คุณพร้อมฟังม่อนก่อน” เธอพยายามประท้วงเขา แต่ดูท่าแล้วไม่เป็นผลเลย
“คุณพร้อม อ๊ะ! อย่าดูดแรง”
ยิ่งเธอปากแข็ง พิรัชต์ยิ่งกลั่นแกล้ง ยิ่งเธอห้าม เขาก็ยิ่งทำให้มากกว่าเดิม
“กะ…ก็ได้ค่ะ ม่อนยอมแล้ว ม่อนแอบชอบคุณพร้อม พอใจ- อื้อ!” พบตะวันตาโตเพราะหลังเธอยอมสารภาพเขาก็ผละดวงหน้าจากทรวงอกแปรเปลี่ยนมาเป็นกลีบปากสีแดงกุหลาบทันที
จูบของพิรัชต์ไม่มีแววกักขฬะ เขาถ่ายทอดความร้อนระอุแต่นุ่มนวลส่งให้พบตะวันแบบที่เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษ คิ้วเรียวขมวดหลังจากคิดเช่นนั้น
คนพิเศษหรือ?
เธออยากเป็น แต่เขาจะยอมให้พื้นที่คนเช่นเธอเข้าไปในหัวใจเขาหรือเปล่า?
ความต้องการของพิรัชต์ปะทุขึ้นเมื่อรับรู้สิ่งที่สงสัยมาตลอดจากปากหญิงสาว ชายหนุ่มมิอาจรีรอให้อีกฝ่ายทักท้วงใด ๆ ระดมจูบจากกลีบปากอวบอิ่มลงมาที่ลำคอไปจนถึงหน้าอกงาม เสื้อนอนตัวเก่าของพบตะวันล่นไปกองอยู่ที่หน้าท้องตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ กว่าจะรู้ตัวก็เหลือเพียงกายที่เปลือยเปล่านอนอล่างฉ่างต่อหน้าคนตัวโต
แม้นหญิงสาวอยากคุยอะไรให้เข้าใจ แต่พิรัชต์กลับไม่เปิดโอกาสเขาเดินหน้าเร่งเครื่องมากกว่าเดิมมือข้างหนึ่งบดขยี้ดอกบัวตูมเอาไว้ หน้าอกของพบตะวันนิ่มยุ่นคล้ายโมจิหากเป็นอาหารก็คงเป็นของหวานที่เลิศรสชั้นดี ส่วนมืออีกข้างก็ทำหน้าที่ได้ดีพิรัชต์ส่งมันเข้าไปทักทายกลีบผกางาม แหวกและสอดเข้าไปด้านในชักเข้าชักออกเป็นจังหวะ จนน้ำหวานเอ่อล้นเปื้อนนิ้วยาวเต็มไปหมด
แน่นอนว่าพิรัชต์ไม่อาจรอช้ามากกว่านี้เขารีบถอดเสื้อผ้าให้หลุดออกจากกายตัวเอง ก่อนสาวเท้าขึ้นไปหาพบตะวันที่ยังนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง ยามนี้สีหน้าหญิงสาวแดงก่ำความเขินอายมีมากร่างทั้งร่างอ่อนละทวยจนควบคุมไม่อยู่
พิรัชต์จับเรียวขาพบตะวันชันขึ้น ก่อนแยกออกและแทรกตัวเองเข้าไปกลางหว่างขา มังกรร้ายจดจ่ออยู่ที่ปากทางเข้า เขาจ้องมองเห็นน้ำใสไหลเยิ้มเป็นที่แน่นอนว่าพื้นที่ตรงนี้พรั่งพร้อมสำหรับอะไรที่ใหญ่กว่านิ้ว ปลายทู่ถูไถกับเนื้อนวลอวบอูมไปมาแล้วจะค่อย ๆ ชำแรกแทรกเข้าไป สีหน้าชายหนุ่มบ่งบอกถึงความทรมานชัดเจนไม่ว่าจะสักกี่ครั้งช่องทางรักของพบตะวันก็ยังคงคับแน่นและยากลำบากเหมือนเดิม
“อ๊ะ... คุณพร้อม”
“อ้าส์ แม่ง! แน่นฉิบ!” เสียงเข้มสถบลั่นเพราะนอกจากเส้นทางมันจะยากลำบากแล้ว ตัวตนของของพบตะวันยังบีบรัดเขาจนปวดหนึบไปหมด ดวงหน้าคมสันจำต้องเหยเกเพราะเขาจวนเจียนจะปริแตกอยู่ร่อมร่อ
แม่ง! ทรมานฉิบหายเลย!
ในที่สุดพิรัชต์ก็สามารถดันเข้าไปได้จนสุดลำ ชายหนุ่มให้เวลาพบตะวันพักหายใจเพียงเศษเสี้ยววินาที และเริ่มขยับสอดประสานเข้าออกเป็นจังหวะหนักหน่วงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายสั่นไหวตามแรงถาโถมที่สาดกระหน่ำเข้ามา
“อื้อ บะ... เบาหน่อยค่ะ” เธอพยายามวิงวอน แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยได้ความสนใจจากพิรัชต์สักเท่าไร
สะโพกสอบของพิรัชต์ทำงานได้เป็นอย่างดี มือหนาสองข้างจับเอวคอดพบตะวันเอาไว้เป็นหลักยึด สายตาทอดมองทรวงอกที่เด้งไหวไม่หยุดพิรัชต์อดใจไม่ไหว เขาโน้มตัวเข้าหาพบตะวันในเวลาต่อมา ครอบครองเม็ดทับทิมแสนงามเอาไว้ในอุ้งปาก ไม่พอยังขบเม้มและงับจนขึ้นรอย ราวกับอยากตีตราให้คนอื่นได้ล่วงรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา
พิรัชต์ย้ำชัดว่าพบตะวันเป็นของเขาและมีสิทธิ์ในการครอบครองทุกอย่างทุกสัดส่วนของหญิงสาวคนนี้ โดยการบดขยี้ที่ริมฝีปากของเจ้าหล่อนจนอุ้งปากหวานบวมเจ่อ
“จำเอาไว้ม่อน ว่าเธอเป็นของฉัน”
ของเขาแต่เพียงผู้เดียว!
