บทที่ 12 ต้องเสน่หา
บทที่ 12
ต้องเสน่หา
บทเพลิงร้อนแสนหวานยังคงบรรเลงต่อไปไม่หยุด หลายท่วงท่าที่ถูกงัดขึ้นมาเป็นหัวข้อสำคัญในกิจกรรมเข้าจังหวะ พิรัชต์พลิกร่างสาวให้นอนตะแคงข้างอยู่ด้านหน้าส่วนตนซ้อนอยู่ข้างหลัง ขณะที่จุดนั้นยังคงเชื่อมประสานกันอยู่ ชายหนุ่มเร่งเร้าและตอกตรึง จับขาของพบตะวันพาดกับต้นขาของตนเอง ขยับเข้าออกมือข้างหนึ่งประคองดวงหน้าของหญิงสาวให้หันมารับจูบร้อน ๆ จากเขา ส่วนอีกข้างก็บดขยี้เม็ดหวานกลางกลีบผกาที่แดงช่ำ
สะโพกสอบสวนสะโพกเข้าออกไม่หยุด เขาเพิ่มความเร็วมากขึ้นก่อนไม่นานนักร่างสาวกระตุกเกร็ง เป็นสัญญาณว่าเธอแตะขอบฟ้าไปอีกหนึ่งรอบแล้ว ทว่าเจ้าของไร่หนุ่มกลับไม่หยุดแค่นั้น เขาคึกราวม้าศึกเมื่อจับพบตะวันให้ขึ้นมานอนซ้อนบนตัวเองหวังเริ่มบทรักบทต่อไป แผ่นหลังเนียนแนบชิดกับอกแกร่งแกนกายยังคงติดทนอยู่กับร่องสาวทำท่าจะเคลื่อนกายอีกรอบ หากแต่เสียงหวานก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ม่อน... ม่อนเหนื่อยแล้ว พะ... พอแล้วนะคะ” เธอไม่ไหวแล้วไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ตนเองกระตุกเกร็งและเหนื่อยหอบขนาดนี้ พิรัชต์ไม่มีช่วงเวลาให้เธอได้พักหายใจเลย
“เธอจะมาเหนื่อยอะไร ไม่เห็นทำอะไรสักอย่างนอกจากคราง”
“แต่คุณพร้อมเอาเปรียบม่อนไม่หยุด”
“ก็มันเป็นหน้าที่ของเธอ ฉันบอกแล้วว่าทนให้ได้”
“ขอม่อนพักสัก-”
“ไม่มีเวลาพักสำหรับอีตัว”
“อ๊ะ...”
แล้วพบตะวันก็ต้องโดนเจ้าหนี้หน้าเลือดอย่างพิรัชต์ตักตวงความหวานจากร่างกายเธอต่อไป ร่างสาวเด้งรับแท่งเนื้อร้อนแท่งใหญ่ของพิรัชต์ที่เคลื่อนไหวไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย รู้ว่าเขาหื่นกามเรื่องพวกนี้แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมากขนาดนี้เหมือนกัน
เนื้อนุ่มพบตะวันดูดกลืนแท่งร้อนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีแรงกระตุ้นจากมือของพิรัชต์ที่เอื้อมมาขยี้จนพบตะวันสะท้านไปทั้งทรวง หน้าอกพบตะวันไม่มีเวลาได้หายใจเพราะพิรัชต์เอาแต่ครอบครองไม่หยุด ก่อนวินาทีต่อมาเขาเริ่มเพิ่มความเร็วมากขึ้น
มากขึ้น...
รู้สึกเหมือนว่าตนเองเฉียดใกล้กับฝั่งฝันเต็มที เช่นนั้นแรงกระแทกกระทั้นจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สะโพกหนาซอยถี่ยิบรัว เร็ว และแรง
จนในที่สุด...
ร่างสูงกระตุกเกร็งเป็นสัญญาณว่าเขาถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับพบตะวันที่กระตุกรับมวลน้ำขุ่นของเขา ที่หลั่งไหลออกมาจนเอ่อล้นออกนอกช่องรัก กระนั้นสิ่งนี้ช่างเป็นที่น่าพึ่งพอใจสำหรับพิรัชต์...
เพราะพบตะวันรับตัวตนของเขาเอาไว้ทั้งหมด
พิรัชต์ยอมให้พบตะวันนอนพักในที่สุด เกินกว่าห้ายกที่เขาหยิบยื่นให้หญิงสาวท่าทีของเจ้าหล่อนอ่อนแอมาก หากไปต่อมากกว่านี้เกรงว่าอาจได้จับไข้
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปทำงานที่สำนักงาน” ระหว่างที่กำลังนอนพักเอาแรงพิรัชต์ก็ดันนึกอะไรขึ้นมาได้
“อะ...อะไรนะคะ?”
พบตะวันที่นอนหนุนแขนคนตัวโตเงยหน้าขึ้น และร้องถาม เธอไม่เข้าใจ จู่ ๆ เขาก็มาสั่งให้เธอไปทำงานที่สำนักงานทั้ง ๆ ที่เธอทำงานอยู่ในโรงครัวมาตั้งนาน สนิทชิดเชื้อกับทุกคนแล้วด้วย
“ฉันบอกให้ไปทำงานที่สำนักงาน เธอหูตึงรึไงถึงไม่ได้ยินที่บอก”
“ม่อนไม่ได้หูตึงค่ะ แต่ว่าม่อนไม่อยากไป”
“เธอต้องไป” เขาสั่งเสียงเข้ม ยันกายลุกขึ้นสีหน้าจริงจัง เมื่อพบตะวันเริ่มวางท่าคัดค้าน
“ทำไมคุณพร้อมต้องบังคับม่อนด้วย ม่อนพอใจที่จะทำงานในโรงครัว”
“ดูเธอไม่อยากไปมากเลยนะ ที่โรงครัวมันมีอะไรดี หรือชู้รักเธออยู่ที่นั่น” เขาจับไหล่มนให้พบตะวันหันมาเผชิญหน้า หลังจากหญิงสาวหันหน้าหนีไม่อยากคุยกับเขา
“หันมาคุยกันให้รู้เรื่องม่อน” พิรัชต์เริ่มขึ้นเสียง
“ม่อนไม่มีชู้รัก หรืออะไรแบบที่คุณพร้อมเข้าใจหรอกค่ะ แต่ที่ม่อนไม่อยากไปทำงานที่สำนักงาน ก็เพราะว่าม่อนสบายใจที่จะอยู่ที่นั่น ม่อนสนิทกับพี่ ๆ ทุกคนแล้ว อย่าย้ายม่อนไปได้ไหมคะ”
ครั้งนี้เธออธิบายทุกอย่าง อยากให้เขาเห็นใจเพราะทุกวันที่เธออยู่ที่นั่น เธอได้หัวเราะและพูดคุยกับพี่ ๆ ทุกคนในโรงครัวอย่างสนุกสนาน มันเป็นความรู้สึกที่เธอห่างหายไปนาน
“แล้วฉันแน่ใจได้ไงว่าที่เธอพูดมันคือเรื่องจริง”
“ม่อนห้ามความคิดคุณพร้อมไม่ได้ แต่ม่อนพูดความจริง อย่าให้ม่อนไปที่สำนักงานเลยนะคะ”
“ไม่ได้” เขาไม่คิดเห็นใจ ก็จะให้อยู่ได้อย่างไรกันในเมื่อแถวนั้นพวกผู้ชายมันเยอะ มองเมียเขาตาเป็นมัน ยิ่งธรรมรงค์ยิ่งแล้วใหญ่ ใกล้ชิดจนน่าโมโห
“คุณพร้อม...” เสียงหวานออกแนวตัดพ้อ
“ทุกเที่ยงเธอก็ต้องไปกินข้าวที่นั่นอยู่แล้ว จะกลัวอะไร”
“ก็มันไม่เหมือนกับตอนที่ม่อนอยู่ที่นั่น ไปกินข้าวเที่ยงม่อนก็แค่ไปกินแต่ถ้าม่อนได้อยู่ที่นั่น มันก็ได้พูด ได้คุย ได้หัวเราะ”
“ชีวิตเธอมันทุกข์มากรึไง ถึงอยากหัวเราะอะไรนักหนา”
“คุณพร้อมไม่ใช่ม่อน คุณพร้อมไม่เข้าใจหรอก”
หญิงสาวเชิดหน้าไม่คุยกับเขา เพราะพูดไปก็ไม่รู้ความเขาเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง ชีวิตเธอนอกจากบ้าน โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยเจอใครอื่นเลย เพราะวัน ๆ เอาแต่เรียน พยายามพิสูจน์ตัวเองให้มารดาเห็นมาตลอด จนบางครั้งเธอก็ลืมหาความสุขจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป อย่างเช่นการมีเพื่อนสนิทสักคน หรือการหัวเราะพูดเรื่องไร้สาระไปวัน ๆ
พิรัชต์ถอนหายใจ ยามที่พบตะวันดื้อด้านเจ้าหล่อนก็รับมือยากใช่เล่น แต่จะทำยังไงได้ก็เขาไม่อยากให้อยู่แถวนั้นนี่น่า คนมันหวงเมียน่ะเข้าใจรึเปล่า!
“หันมาคุยกับฉันให้รู้เรื่องนะม่อน” พิรัชต์บังคับให้หญิงสาวหันมา แต่พบตะวันก็ยังดึงดัน ไม่ยอมจนเขาต้องออกกำลังจนสำเร็จ ก่อนจะเห็นว่านัยน์ตาของหญิงสาวมีน้ำตาคลอหน่วยอยู่
“ร้องไห้เหรอ?”
“ม่อนเปล่า”
“ทำไมเธอชอบทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะนักม่อน”
“...”
“คิดว่าฉันโง่มองไม่ออกขนาดนั้นเลยรึไง” จ้องมองไปยังคนปากแข็งที่พยายามฝืนทน แต่ดูเหมือนพบตะวันจะอดกลั้นไม่ได้ท้ายที่สุดหยดน้ำตามันก็หยดแหมะลงมาข้างแก้มนวล
“ก็ได้ ๆ ฉันให้เธอไปทำงานที่โรงครัวก็ได้” พิรัชต์ไม่ชอบใจนัก ที่ตัวเองต้องมายอมโอนอ่อน ให้กับผู้หญิงคนนี้
“จริงเหรอคะ?” คราวนี้พบตะวันตาโต
“ทีแบบนี้ไวเชียวนะ เช็ดน้ำตาได้แล้วทำตัวเหมือนเด็ก”
“ก็ม่อนดีใจ” เธอตอบเขาพร้อมเช็ดน้ำตาที่หน้าให้เหือดหาย
“ฉันให้เธอไปทำงานที่โรงครัวตามเดิมก็จริง แต่มีข้อแม้” เรื่องนี้เขาคิดมาแล้วเป็นอย่างดี “เธอทำงานที่โรงครัวตอนเช้า ส่วนตอนกลางวันก็มาช่วยงานฉันที่สำนักงาน”
“คุณพร้อม”
“จะเอาไม่เอา ถ้าไม่เอาก็ไปทำที่สำนักงานทั้งวัน นี่ถือว่าฉันอะลุ่มอล่วยมากแล้วนะ”
“ก็ได้ค่ะ” เห็นทีถ้าเธอยังเรื่องมากอีก เขาคงทำอย่างที่บอกจริง ๆ “แล้วคุณพร้อมจะให้ม่อนไปทำอะไรที่สำนักงาน มีงานที่ม่อนทำได้ด้วยเหรอ?”
“เธอจบบัญชีมาไม่ใช่รึไง”
“ก็ใช่ค่ะ”
“งั้นก็ทำงานบัญชี พี่ดวงพนักงานคนเดิมที่เขาทำประจำขอลาคลอดลูก ช่วงนี้เธอก็ไปนั่งทำหน้าที่แทนเขาหน่อยแล้วกัน”
“ว่าแต่คุณพร้อมรู้ได้ยังไงคะว่าม่อนจบบัญชีมา”
“นี่แม่คุณ หน้าฉันดูเป็นคนโง่เหรอ ก่อนเธอจะมาฉันก็สืบประวัติหาข้อมูลมาก่อนหมดแล้วสิ ถ้าเกิดแม่เธอเล่นแง่ส่งคนอื่นมาแทนเธอขึ้นมา ฉันจะได้หาทางเอาคืนได้ถูกคนทั้งแม่ทั้งลูก”
“นี่ขนาดเช็กแล้วนะคะเนี่ย ยังโดนพี่มิลค์หลอก”
“นั่นปากเหรอ?” พิรัชต์ขมวดคิ้วยื่นหน้าถาม เขาไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธอะไรที่พบตะวันพูดถึงพราวดารา กลับรู้สึกเฉยชาเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จะพูดว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีผลอะไรกับเขาแล้วก็ไม่ผิด แต่กลับเป็นคนตรงหน้ามากกว่าที่เหมือนเริ่มเข้ามาทำให้ตนรู้สึกเปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกที่เขาเองก็คาดเดาไม่ได้เหมือนกัน มันคล้ายว่า... แปลกใหม่ หัวใจเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นหลังจากผ่านมาเกือบสองปี
“จะทำอะไรอีกคะ อย่าเข้ามานะ” พอเห็นเขาเริ่มรุกล้ำเข้ามาใกล้มากเรื่อย ๆ ก็นึกกลัวดันแผงอกแกร่งเอาไว้ จนผ้าห่มที่คลุมปิดกายไว้อยู่ล่นลงไปจนเห็นทรวงอกอวบอิ่ม
“คุณพร้อมหยุดเลย อ๊ะ” เธอห้าม แต่เขาฟังที่ไหน เมื่อมือเขาตะปบเข้าที่หน้าอกของเธอเต็มมือ แถมยังบีบและขย้ำจนขึ้นรอยนิ้ว
“ไม่หยุด ฉันจะลงโทษคนปากดี”
แล้วพิรัชต์ก็จัดการลงโทษคนปากดีอีกจนได้ พบตะวันที่พยายามจะหยุดเขาในคราแรกสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับคนมากประสบการณ์ ไม่ว่าพิรัชต์จะโลมเลียไปทางไหนหญิงสาวก็อ่อนโอนไปหมด
อย่างไรแล้วคนที่ชนะในครั้งนี้ก็ไม่พ้นเป็นพิรัชต์ เขาตอกย้ำความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพบตะวันหลายต่อหลายบทร้อน จนไม่อาจรู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันจะไปจบลงที่ตรงไหน แต่เห็นทีคงไม่เลิกราง่าย ๆ
เพื่อป้องกันการถูกโยกย้ายไปทำงานที่สำนักงานอย่างเต็มตัว พบตะวันต้องยินยอมทำตามที่พิรัชต์ต้องการทุกอย่างจนตอนนี้ก็จวนจะเข้าสัปดาห์ที่สาม หญิงสาวทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่องแม้อาจเหนื่อยหน่อยแต่เธอก็สนุก
ตอนเช้าพบตะวันไปทำงานในโรงครัว ทำทุกอย่างอย่างที่เคยทำ ก่อนในช่วงบ่ายจะกลับไปจัดการงานบัญชีที่สำนักงาน โชคดีที่งานพวกนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถ เธอได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เห็นทีมันจะมีงานยากที่พิรัชต์มักชอบทำเป็นประจำ อยากหลีกหนีแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะคำว่า ‘ลูกหนี้’ มันค้ำคอ
“พะ...พอแล้วค่ะ ม่อนเหนื่อยแล้ว” และงานที่ว่าก็ไม่พ้นเรื่องบนเตียง แต่ตอนนี้พิรัชต์เปลี่ยนจากบนเตียงมาเป็นบนโต๊ะทำงาน
ตั้งแต่วันที่ชายหนุ่มเสนอตัว เข้าไปเป็นของขวัญวันเกิดให้เธอคราวนั้น เขาก็เรียกเธอมาตักตวงและเสพสมทางกายทุกวันไม่มีขาด แถมยังวันละหลายรอบไม่มีเวลาให้พักหายใจ ราวกับเขาเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องเร่งเก็บดอกเบี้ยให้ครบก่อนกำหนด หรือไม่ก็กลัวว่าตัวเองจะขาดทุน จึงต้องถอนทุนอยู่แบบนี้
ที่ผ่านมาพิรัชต์เปลี่ยนสถานที่จากบ้านพักของพบตะวันมาเป็นบ้านหลังใหญ่ของเขา หรือแม้แต่ในสำนักงานอย่างเช่นตอนนี้เขาก็ไม่ว่างเว้นหรือเอาง่าย ๆ ไม่ว่าตรงไหนที่สามารถนอนหรือนั่งได้ พิรัชต์มีความสามารถเปลี่ยนมันเป็นสถานที่แห่งการเริงกามารมณ์ได้หมด
“อีกนิดม่อน อีกนิด... อ้าส์!”
ขณะที่พูดเอวสอบก็ยังคงทำงานไม่หยุด พลางอ้าปากงับเม็ดทับทิบหวานของพบตะวันที่นั่งอยู่บนตัวเขา ชายหนุ่มก้มมองดูจุดเชื่อมที่ประสานกัน มันหลุบเข้าหลุบออกเป็นจังหวะ หนักบ้างช้าบ้างตามสถานการณ์และห้วงอารมณ์ พิรัชต์เร่งสะโพกให้ซอยถี่ยิบยิ่งขึ้นเมื่อเขาเองก็เริ่มใกล้ถึงปลายทาง
ในไม่กี่วินาทีถัดมาน้ำสีขาวขุ่นพุ่งใส่พบตะวันจนเต็มกลีบงาม ก่อนเขาจะค่อย ๆ ถอนตัวตนออกมา น้ำสีขาวไหลออกมาตามร่องสาวลงไปจนถึงต้นขาของพบตะวัน ชายหนุ่มจับหญิงสาวที่อ่อนระทวยอยู่บนตัวเขาให้กลับไปนอนหงายอยู่บนโต๊ะทำงานอีกครั้ง
มือหนาจับชันเรียวขาทั้งสองข้างขึ้นวางบนโต๊ะ พบตะวันที่เพิ่งได้สติกลับมาตกใจและลนลานจะถอนหนีทว่าชายหนุ่มกลับเหนี่ยวรั้งเอาไว้
“จะทำอะไรม่อนอีกคะ ม่อนไม่ไหวแล้ว”
“อยู่เฉย ๆ น่า ตรงนี้เธอบวมฉันจะช่วยดูให้ว่ามันควรไปหาหมอไหม” เขาไม่ได้โกหก กลีบผกาของพบตะวัน มันทั้งแดงและบวมจริง ๆ
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ม่อนดูเองได้” ใบหน้าเจ้าหล่อนแดงจนแทบไปถึงใบหู เมื่อเขาบอกว่าจะช่วยดูตรงนั้นของเธอ แต่เขาบ้าไปแล้วรึไงใครเขามาขอดูกันโต้ง ๆ แบบนี้กัน
“เธอจะดูเองได้ยังไง ก้มลงไปก็แทบมองอะไรไม่เห็นแล้ว”
“แต่ม่อนไม่เป็นไร”
“จะให้ฉันดูดี ๆ หรือว่าจะต่ออีกสักสองสามยก เหลืออีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่าจะเลิกงาน ฉันว่าฉันต่อให้เธอได้อีกหลายน้ำเลยนะ”
“ไม่เอานะคะ คุณพร้อมเอาเปรียบม่อนมากเกินไปแล้ว” เดี๋ยวค่ำนี้เขาก็ส่งข้อความมาบอกให้เธอไปหาอย่างทุกคืนอีก ชายหนุ่มไม่เคยรู้จักพอจริง ๆ ยามมีโอกาสเขาก็คว้าเธอมาทำเรื่องอย่างว่าตลอด
“เอาเปรียบหรือไม่เอาเปรียบ ฉันไม่สนเพราะฉันสนแค่ว่าเธอเชื่อฟังฉันมากน้อยแค่ไหน”
“แล้วตอนนี้ม่อนยังไม่เชื่อฟังคุณพร้อมอีกเหรอคะ” เธอมาทำงานที่นี่ก็ตามที่เขาสั่ง แถมยังเชื่อฟังไม่คล่องแวะกับชายอื่นอีก
“ของแบบนี้ก็ต้องดูกันไปยาว ๆ” จากนั้นก็คว้าทิชชู่ค่อย ๆ เช็ดคราบคาวออก ก้มหน้าสำรวจเนื้ออวบอูมว่าได้รับความเสียหายตรงส่วนไหนบ้าง โชคดีหน่อยที่มันแค่แดงนิดหน่อย ไม่ถึงกับบวมเบ่งจนน่าเป็นห่วง พิรัชต์ยื่นหน้าเข้าใกล้มากกว่าเดิม อดใจไม่ไหวส่งเรียวลิ้นแกร่งแตะลงบนกลีบผกา
“อื้อ!” พบตะวันตาโต เธอไม่น่ายินยอมให้เขาเลยเพราะเมื่อไรที่มีช่องว่าง พิรัชต์มักฉวยโอกาสกับเธออยู่เสมอครั้งนี้ก็เหมือนกัน ไหนว่าจะช่วยดูของรักของเธอว่าบวมแดงมากแค่ไหน แต่ไหงถึงจบด้วยการที่เขาส่งลิ้นเข้ามาแบบนี้
พบตะวันพยายามดันศีรษะทุยพิรัชต์ออกห่าง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะท้ายที่สุดลิ้นชายหนุ่มก็เร่งระรัว ควานเอาทุกความหวานมาจนหมด พบตะวันที่เคยมีท่าทีต่อต้านสุดท้ายเธอก็โอนอ่อน และเผลอไผลไปกับกลเกมลวงของเขา จับทึ้งผมดกดำของพิรัชต์เพื่อระบายความเสียวซ่านที่ก่อตัวขึ้นมาอีกระลอก
ก่อนไม่นานนัก พิรัชต์จะแปรเปลี่ยนเป็นตัวตนขึงขังของตนเอง และเริ่มสวนสะโพกสอบเข้าและออก ทว่าครั้งนี้เขาค่อยเป็นค่อยไปไม่ดุดันเหมือนก่อนหน้า ชายหนุ่มเริ่มเร่งจังหวะให้ถี่ยิบมากขึ้นยามใกล้ถึงฝั่งฝัน จนในที่สุดทั้งเขาและพบตะวัน ก็กระตุกเกร็งปล่อยน้ำใสไหลเอ่อออกมาอีกรอบ หญิงสาวฟุบหน้าหมดแรงลงบนอกแกร่งด้วยความอ่อนแรง หากเขายังเดินหน้าต่อมือหวังเธอได้สลบคาอกเขาแน่ ๆ
“ม่อน” พิรัชต์เงียบเมื่อพบตะวันเงียบไป
“พอแล้วนะคะ ถือว่าม่อนขอ” ครั้งนี้พบตะวันใช้น้ำเสียงอ้อนวอนเขา
“เห็นแก่เธอที่ดูไม่มีแรง ฉันหยุดก็ได้” เขายอมจริง ๆ แต่ในใจก็คัดค้าน ตลอดเวลาที่ผ่านมาพิรัชต์รู้สึกเหมือนตนเองต้องเสน่หาตัวของพบตะวันเข้าไปทุกที แบบนี้เส้นกั้นระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อาจถูกทำลาย
ความแค้นที่เคยสุ่มอกพิรัชต์รู้สึกว่ามันค่อย ๆ จางหายไปเรื่อย ๆ เขาเป็นอะไรกันแน่? แต่ขี้เกียจคิดให้ปวดหัวท้ายที่สุดเลือกไม่หาคำตอบ และสลัดมันทิ้งไป
“แต่งตัวให้เรียบร้อย ถ้าไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าเป็นอีตัวจริง ๆ” เขาผละออกไป คว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่
“พอม่อนหมดประโยชน์ ก็ทิ้งขวางเลยนะคะ สมกับเป็นคุณพร้อมดีจังเลย” พบตะวันค่อย ๆ ขยับกายถกเสื้อตัวเองลง คว้ากางเกงขึ้นมาสวมเก็บสีหน้าความเจ็บร้าวทางร่างกายเอาไว้
“อย่ามาหาเรื่องม่อน ฉันกำลังอารมณ์ดี ๆ อยู่” พิรัชต์มองพบตะวันตาเขม็ง ผู้หญิงคนนี้ชอบหาเรื่องแซะเขาได้ตลอดจริง ๆ
“ม่อนขอโทษแล้วกันค่ะ” เธอไหวไหล่ เขาจะมารู้สึกรู้สาอะไรปกติก็ไม่เคยสนใจความรู้สึกใครอยู่แล้ว โดยเฉพาะเธอ “พรุ่งนี้ม่อนขอลาหยุดหนึ่งวันนะคะ”
“จะไปไหน”
“ไปทำธุระค่ะ”
“ธุระอะไร”
“ต้องอยากรู้ด้วยเหรอคะ?”
“ฉันว่าฉันมีสิทธิ์รู้”
“ไปฉีดยาคุมค่ะ มันเลยกำหนดมาสองวันแล้ว”
“แล้วทำไมเพิ่งมาบอก เรื่องสำคัญขนาดนี้ เธอลืมได้ยังไงม่อน!”
ชายหนุ่มหูผึ่ง อารมณ์ดีเมื่อครู่จางหาย น้ำเสียงของพิรัชต์แปรเปลี่ยนเขาปรี่ตัวเข้าหาพบตะวันกระชากต้นแขนหญิงสาวอย่างแรงจนกระทบอกแกร่ง วินาทีนี้พบตะวันรับรู้ได้ทันที ว่าเขามีตึงเครียดทั้งน้ำเสียงและแววตา ไหนจะแรงบีบรัดที่ต้นแขนเธออีก เขากำลังไม่พอใจ
“...” หญิงสาวจ้องมองพิรัชต์นิ่ง เธอรู้ว่าเธอผิดแต่เธอไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ “ขอโทษค่ะ ม่อนจะรีบจัดการให้มันจบ”
“คงไม่ได้จะหวังเอาเด็กมาผูกมัดให้ฉันรับผิดชอบหรอกนะ”
“ม่อนไม่เคยมีความคิดแบบนั้น” แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่เคยมี เพราะเธอรู้ว่าถ้าเด็กคนนั้นเกิดขึ้นมา สิ่งที่ได้รับอาจมีแต่ความเจ็บปวด ความรักจากคนเป็นพ่อหรือ?
คงหาไม่ได้...
“งั้นก็ดี อย่าให้ฉันรู้ว่าเธอหวังเอาเรื่องนี้มาขู่ฉัน บอกเอาไว้ก่อนว่านอกจากฉันจะไม่สนใจแล้ว และฉันนี่แหละจะเป็นคนไม่ให้มันได้ลืมตาดูโลก”
“ม่อนรู้ค่ะ และม่อนก็ไม่คิดรั้งหรือผูกมัดคุณพร้อมด้วยเด็กคนนี้หรอก สบายใจได้” ขณะที่พูดก็เก็บซ่อนความชอกช้ำทางความรู้สึกเอาไว้ หากมีมีดคม ๆ เขาคงไม่ลังเลปักลงกลางหัวใจเธอ
“งั้นก็รีบจัดการซะม่อน อย่าให้มารหัวขนมันมาอยู่ในท้องเธอ” น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังย้ำเตือน
หลังจากพูดจบพิรัชต์สะบัดแขนของพบตะวันทิ้ง และสาวเท้าเดินออกไปจากห้องทำงาน ไม่ใยดีความรู้สึกของหญิงสาวเลยสักนิดว่าเจ้าหล่อนเป็นอย่างไร พบตะวันแทบหมดเรี่ยวแรง พิรัชต์ประกาศชัดเจนว่าเขาไม่มีทางรับเลือดเนื้อเชื้อไขเธอเด็ดขาด และแน่นอนว่าเมื่อเขาประกาศชัดแบบนั้นเธอก็ไม่อาจหน้าด้านหน้าทน
เธอไม่อยากให้เด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเติบโตขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของพ่อและแม่ เธอไม่เคยต้องการ...
