บทที่ 3 เบี้ย
บทที่ 3
เบี้ย
อัทธ์กลับไปแล้วแต่พิรัชต์ยังคงนั่งจมปลักอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง เขาคว้าแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นและกรอกลงคอแก้วแล้วแก้วเล่า ราวกับว่าจะให้มันช่วยดับความโกรธที่ปะทุกรุ่นอยู่ในอก ทว่ากลับไม่ช่วยอะไรเลยยิ่งดื่มเขายิ่งรู้สึกเคืองแค้นครอบครัวนั้นมากขึ้น พวกนั้นเป็นใครกล้าดียังไงถึงได้มาหลอกเขาแบบนี้!
‘ตุ้บ!’
เสียงแก้วถูกวางลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรง ก่อนชายหนุ่มจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและสาวเท้าออกจากสำนักงาน ตรงไปยังสถานที่จัดงานปีใหม่ นาทีนี้สติสัมปชัญญะชายหนุ่มแทบไม่หลงเหลือจะมีก็เพียงความร้อนรุ่มในอกที่ใกล้ปะทุ
เรื่องพวกนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ!
“ป้าว่าพอแค่นี้แหละม่อน ไม่ต้องทำแล้วไปสนุกกับคนอื่นดีกว่า” ป้าลีบอกแก่พบตะวันที่ตอนนี้แม้เวลาจวนเข้าสองทุ่มแต่หญิงสาวรุ่นลูกยังคงทำหน้าที่ไม่หยุดหย่อน
“อีกนิดก็จะเสร็จแล้วค่ะป้าลี ป้าลีไปรอม่อนที่งานได้เลยเดี๋ยวม่อนตามไป”
“โถ่เอ้ย ค่อยมาทำพรุ่งนี้เถอะ”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ ม่อนไม่อยากปล่อยให้มันค้างคา”
“งั้นก็เอาเถอะ ป้าไม่ขัดก็ได้แต่ถ้าทำเสร็จแล้วรีบตามมานะ”
“โอเคค่า” พบตะวันยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ตามประโยคที่เธอเพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่ มองป้าลีจนขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับไปจนลับสายตาเธอจึงหันไปจัดการงานของตัวเองต่อ
“ม่อนอยู่ไหนครับป้าลี” ทันทีที่ป้าลีจอดมอเตอร์ไซค์ยังไม่ทันเสร็จดีเสียงเข้มของเจ้านายหนุ่มก็ดังขึ้นมา สีหน้าของพิรัชต์วันนี้ดูแตกต่างออกไปจากปกติ กระนั้นนางไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
“ม่อนหรือคะ... ตอนนี้ยังอยู่ที่โรงครัวอยู่เล- อ้าวคุณพร้อม” นางยังไม่ทันได้พูดจนจบ เจ้านายหนุ่มก็เดินจากไปเสียแล้ว แต่ไม่ได้ติดใจหรือใคร่สงสัย ก่อนเดินเข้างานไป
ส่วนพิรัชต์ก็เดินย้อนกลับไปที่สำนักงาน เขาไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถจิ๊ปขับมุ่งตรงไปยังโรงครัว รถคันโตจอดห่างจากโรงครัวพอสมควรชายหนุ่มสาวเท้าเดินต่อ กระนั้นสายตาเหลือบเห็นร่างพบตะวันที่กำลังเดินไปทางโรงเก็บฟางพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย คิ้วหนาขมวดเป็นปมไม่พอใจกับภาพที่เห็นก่อนสาวเท้าตามไป
ดูท่าแล้วพี่น้องบ้านนี้ก็คงไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไร
“ขอบคุณมากนะคะคุณธรรมที่อุตส่าห์ช่วยยกมาเก็บ” ก่อนหน้านี้เธอทำอะไรทุกอย่างเสร็จแล้วกำลังจะกลับ แต่ดันเจอเข้ากับกองหญ้าฟางที่วางอยู่ข้างโรงครัวจึงยกไปเก็บที่โรงเก็บหญ้า พอดีกับที่ธรรมรงค์ผ่านมาเห็นเลยได้ออกแรงช่วยกัน
“ไม่เป็นไรม่อน” ธรรมรงค์บอก พลางวางหญ้าฟางลงและจัดให้เป็นระเบียบ
“นี่โชคดีนะคะเนี่ยที่คุณธรรมผ่านมาพอดี ไม่งั้นม่อนยกเก็บคนเดียวน่าจะนานกว่าจะเสร็จแน่ ๆ”
“มีหวังนะถ้าม่อนทำคนเดียว เผลอ ๆ อาจหลังหัก” เพราะน้ำหนักหญ้าแต่ละกองถึงมันจะไม่ได้มาก ทว่าก็ไม่ได้น้อยเหมือนกัน
“งานตรงนี้เสร็จแล้ว ม่อนว่าเรากลับกันดีกว่าค่ะ”
“ได้สิ งั้นเร-”
‘ปัง!’
เสียงประตูโรงเก็บหญ้าถูกเปิดออกเสียงดังลั่น หน้าประตูมีพิรัชต์ยืนอยู่และจ้องมองมาทางพบตะวันกับธรรมรงค์ สีหน้าชายหนุ่มตอนนี้ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าเขากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ไหนกันแน่
“นายมาถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มี” เขาเอ่ยพลางสอดสายตาไปมองพบตะวัน “แต่ไม่ใช่กับนาย”
“กับม่อนเหรอคะ?” ครานี้หญิงสาวชี้นิ้วมาที่ตัวเอง น่าแปลกใจเหมือนกันที่เขามีเรื่องอยากพูดคุยกับเธอ ถ้าไม่นับเมื่อวานปกติเขาแทบไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยเลย
พอได้ยินคำพูดของเจ้านายแล้วธรรมรงค์ก็รู้ดีว่าตัวเองควรต้องทำยังไงต่อจาก “งั้นเดี๋ยวผมไปรอที่งานเลี้ยงนะ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวม่อนตามไป”
ธรรมรงค์ยิ้มให้หญิงสาว ก่อนจะหันไปโค้งตัวให้กับพิรัชต์และเดินออกไปจากโรงเก็บหญ้าพร้อมปิดประตูลง เช่นนั้นแล้วในนี้จึงหลงเหลืออยู่เพียงแค่พิรัชต์และพบตะวันท่ามกลางความอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้น
“มองตามขนาดนั้น อยากได้จนตัวสั่นเลยรึไง” ความหงุดหงิดก่อร่างขึ้นมา ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรว่าทำไมเขาถึงได้ไม่ถูกใจที่พบตะวันมองธรรมรงค์ขนาดนั้น รู้แค่ว่ามันไม่เข้าตาสักนิดเดียว
“คะ?” พบตะวันไม่เข้าใจในความหมายของประโยคเมื่อครู่ของพิรัชต์สักเท่าไร เธอก็แค่มองธรรมรงค์ตามปกติ
“ฉันถามว่า มองตามหลังผู้ชายขนาดนั้น เธออยากได้มันเป็นผัวจนตัวสั่นเลยรึไง!” ชายหนุ่มเดินมาใกล้และคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของหญิงสาว แรงบีบของพิรัชต์มันแข็งแรงราวคีบเหล็กร้อน จนส่งผลให้พบตะวันหน้านิ่วด้วยความเจ็บ
“คุณพร้อมพูดอะไร ปล่อยม่อนนะ ม่อนเจ็บ!”
“ฉันจับเธอ มันทำให้เธอเจ็บแค่นี้เองม่อน แต่ถ้าฉันเหยียบหน้าเธอเธอจะเจ็บยิ่งกว่านี้อีก เอาไหม? ฉันจะสนองให้ถึงใจเลย”
“ถ้าการที่ม่อนมองตามคนอื่นแล้วทำให้คุณเป็นได้ขนาดนี้ ปัญหามันก็อยู่ที่คุณแล้วค่ะไม่ได้อยู่ที่ม่อน”
“เก่งว่ะ”
“...”
“พี่สาวหลอกเก่ง พ่อแม่ตอแหลเก่ง ส่วนน้องสาวแม่ง! ปั่นหัวกูเก่งฉิบหาย แต่อย่าคิดนะว่าฉันจะยอมให้เธอทำเหมือนที่พี่สาวเธอทำกับฉันได้ ไอ้พร้อมคนนี้จะไม่ยอมโง่ซ้ำโง่ซาก ดูที่หัวมันสิ มันไม่ได้มีเขา เพราะมันไม่ใช่ควายโว้ย!”
“อย่าลามปามไปถึงคนในครอบครัวม่อนค่ะ”
“ทำไมวะ! ฉันจะด่ามันทุกคนเลย! เธอโกรธเหรอ? แล้วจะไงต่อ? เธอจะต่อยฉันเลยไหมล่ะ กล้าหรือเปล่า?” เขายกยิ้มกวนประสาท แววตาดูเหมือนคนมีความสุขที่ได้หาเรื่อง โดยเฉพาะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง “แต่ต่อให้เธอต่อยฉัน ฉันก็ยังจะด่าโคตรเหง้าโคตรตระกูลของเธออยู่วันยันค่ำ”
“คุณพร้อม!”
“แม่เธอเป็นแม่เล้า พ่อเธอเป็นแมงดา พี่เธอมันก็อีกะหรี่ตัวดี ส่วนเธอมันก็แค่”
‘เพี๊ยะ!’
ใบหน้าหล่อสะบัดแรงตามแรงฟาดของพบตะวัน ชายหนุ่มเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มความโกรธที่มีอยู่แล้วคราวนี้มันเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ก่อนจะหันไปตวัดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยอารมณ์เดือดดาลจนจวนจะฆ่าให้ตายคามือ
‘ตุ้บ!’
ร่างสาวถูกผลักให้ล้มลงไปกองอยู่บนกองหญ้าแห้ง พบตะวันรู้สึกจุกเสียดและเจ็บร้าวเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวก้นเธอจึงกระแทกเข้าเต็มแรง โชคดีที่มันยังเป็นกองหญ้าแห้งถ้าเป็นพื้นดินแข็ง ๆ ไม่อยากคิดเลยว่าความเจ็บจะทวีคูณมากขนาดไหน
ทว่ายังไม่ทันที่พบตะวันจะตั้งสติได้เต็มร้อยอยู่ ๆ พิรัชต์ก็ย่างสามขุมเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม ดวงหน้าชายหนุ่มน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เธอพบเจอ นัยน์ตาสีเข้มของเขาแข็งกร้าวจนเธอไม่กล้าสบตา มันน่ากลัว...
น่ากลัวเกินกว่าที่เธอจะสู้ไหว
“ตบหาพ่อเธอเหรอวะ!”
“ก็คุณท้าม่อนเองไม่ใช่เหรอคะ” เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่หวั่นเกรง ทั้งที่ในใจเธอเต็มไปด้วยความโกรธและท้อแท้ ถึงต่อให้เธอจะต่อยเขาหรือไม่ต่อยเขาก็จะลามปามเพื่อความสาแก่ใจอยู่ดี แต่เธอก็ไม่สามารถยอมให้ตัวเองถูกเหยียบย่ำไปได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
“อย่าคิดว่าการที่ฉันใจดีกับเธอ แล้วเธอจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบก็ได้ ครอบครัวเธอติดหนี้ฉันอยู่ช่วยสำเหนียกไว้ด้วยว่าตัวเองควรทำตัวยังไง”
“ม่อนไม่เคยลืมว่าบ้านม่อนเป็นหนี้คุณ แต่ม่อนไม่เข้าใจทำไมถึงทำแบบนี้ ม่อนไปทำอะไรให้” ก่อนหน้านี้อะไร ๆ มันก็ยังดีอยู่ เธอทำงานตามข้อตกลงของเขา แล้วตอนนี้เขาเป็นอะไรทุกอย่างมันถึงออกมาในรูปแบบนี้
“ถ้าอยากรู้เธอก็ไปถามพี่สาวสุดที่รักของเธอซะสิ แล้วก็รู้เอาไว้ด้วยที่เธอต้องเป็นแบบนี้ต้นเหตุมันมาจากครอบครัวเธอทั้งนั้น!”
พบตะวันส่ายหน้าทั้งน้ำตา เธอพยายามหลีกหนีพิรัชต์ยามที่เขาย่างเท้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ พลางพูดน้ำเสียงเยือกเย็นออกมาอีกครั้ง
“ฉันมาคิด ๆ ดูแล้วนะ งานนี้พวกเธอเอาเปรียบฉันมากไปไหม เห็นทีคงต้องหาคนมารับผิดชอบให้มันเท่าเทียม”
“คุณพร้อม...”
“และคนที่เหมาะสมที่สุด เห็นทีน่าจะเป็นเธอ”
“ไม่นะคะ ไม่...”
‘กรี๊ด!’
พบตะวันร้องขอ แต่พิรัชต์ไม่คิดใส่ใจเขาเดินเข้าไปกระชากเสื้อของพบตะวันจนขาดวิ่น กระดุมหลายเม็ดกระเด็นไปไกลพบตะวันรู้สึกถึงความเจ็บแปลบ เธอคล้ายโดนผ้าพวกนั้นบาดเข้าที่เนื้อนวลจนรู้สึกแสบผิวไปหมด การกระทำของพิรัชต์ป่าเถื่อนราวกับสัตว์ร้าย
หญิงสาวน้ำตาไหลซึม เธอไม่คาดคิดกับการกระทำของเขา ไม่คาดคิดว่าเขาจะใจร้ายได้มากขนาดนี้...
“ฮึก...คุณพร้อม ม่อนขอร้อง ฮือ ๆ อย่าทำแบบนี้”
“ร้องให้อกแตกตายไปเลย ชอบว่ะ เอาอีก ร้องอีก! อยากเห็นน้ำตาปนเลือดของพวกสารเลวใจจะขาดแล้วครับ”
ชายหนุ่มกระโจนเข้าหาหญิงสาวด้วยอารมณ์ขุ่นมัวที่ปะทุกรุ่นอยู่ภายใน เวลานี้เขาไม่สนใจคำอ้อนวอนของพบตะวันสักนิด ไม่สนใจว่าหญิงสาวจะร้องไห้จนขาดใจตายขนาดไหนเพราะความโกรธทำให้ชายหนุ่มหน้ามืดและหลงลืมความเป็นคนไป
“ฮือ ๆ อย่าทำม่อน” พบตะวันลนลานถอยกายหนี ทว่าก็โดนพิรัชต์กระชากข้อเท้ากลับมาให้อยู่ใต้ร่างเขาอีกจนได้
“ใจร้าย คุณทำกับม่อนแบบนี้ได้ยังไง” หญิงสาวร้องถามทั้งน้ำตา
“แล้วฉันเคยบอกเหรอว่าตัวเองใจดี”
สิ้นเสียงน่าเกรงขามของพิรัชต์ใบหน้าหล่อชายหนุ่มก็ซุกไซ้ลงที่ซอกคอของพบตะวันด้วยความกักขฬะ แม้นหญิงสาวพยายามดิ้นหนีสุดแรงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย พบตะวันพยายามทุบเข้าที่ไหล่แกร่งแต่กลับไม่สะทกสะท้านสักนิดเดียว เรี่ยวแรงของพบตะวันไม่อาจต้านทานความป่าเถื่อนของพิรัชต์ได้
ท้ายที่สุดกางเกงตัวเก่งที่อยู่ติดกายของพบตะวันก็หลุดลอยออกไปพร้อม ๆ กับเสื้อไม่สิ... เศษเสื้อของเธอ หลงเหลือเพียงชุดชั้นในสองชิ้นที่แทบปกปิดอะไรจากคนตัวโตได้ไม่มิด เนื้อนวลเสียดสีไปกับหญ้าแห้งรู้สึกเจ็บแสบไปหมด กระนั้นเธอกลับไม่ได้รับความเห็นใจใด ๆ จากคนใจยักษ์เลย
“เรื่องพวกนี้เธอก็น่าจะเคยมาแล้ว ยอมให้ฉันเสียบครั้งสองครั้งรับรองเธอจะลืมพวกผู้ชายรายทางไปเลย แต่ดูจากสภาพง่อย ๆ อย่างเธอฉันแม่งเสียเปรียบโคตร ๆ ว่ะ... ฉิบหายเอ๊ย แบนอย่างกับท่อนซุง แต่ก็ช่วยไม่ได้ละวะ ความเก่งของเธอวันนี้เล่นเอาฉันแข็งจนปวดไปหมด ขอแค่คลำไม่มีหางเหมือนหมา ต่อให้สภาพจะทุเรศยังไงก็ช่างแม่ง!”
พิรัชต์เอ่ยขึ้นขณะที่เขากำลังใช้มือข้างหนึ่งปลดเปลืองพันธนาการเบื้องล่างของตัวเองออก นัยน์ตาจ้องมองไปยังร่างสาวของพบตะวันด้วยความพึ่งพอใจ จริง ๆ สัดส่วนของพบตะวันไม่ได้แบนอย่างที่พูดเลยกลับกันกายสาวดูมีน้ำมีนวลจับทีน่าจะเต็มมือไปหมด
“หยาบคาย!”
“นี่ถ้าฉันหยาบคาย ครอบครัวเธอมันไม่สารเลวทั้งโคตรเลยเหรอม่อน! ตลกว่ะ!” ครอบครัวนี้มันเล่นแง่มากกว่าที่เขาคิด แต่ก็ดี... ในเมื่อเริ่มแบบนี้เอง เขาก็จะสนองให้อย่างงาม
“เลิกพูดถึงครอบครัวม่อนสักที”
“ทำไม... รักมากงั้นสิ? แล้วคนในครอบครัวเคยรักเธอบ้างไหม เคยถามบ้างหรือเปล่าหรือไม่กล้าถามเพราะกลัวคำตอบ ฉันจะบอกให้เอาบุญนะม่อนถ้ามันรักเธอจริงคงไม่ส่งมาให้ทำงานขัดดอกแบบนี้หรอก ทั้ง ๆ ที่มีทางเลือกดีกว่านี้”
“คะ...คุณพร้อมหมายถึงอะไร” ที่พิรัชต์พูดเหมือนจี้ใจดำ พบตะวันหาคำตอบให้กับคำพูดของเขาไม่ได้ เธอรู้ว่าครอบครัวติดหนี้พิรัชต์แล้วเขาก็ให้ส่งคนมาทำงานใช้หนี้ แท้จริงเรื่องราวมันมากกว่านั้นหรือ?
แล้วเหตุใดใยเธอถึงไม่รู้อะไรเลย...
เขากำลังปั่นหัวเธอเล่น เป็นเขาเองไม่ใช่หรือที่เสนอข้อตกลงพวกนี้ให้มารดาเธอ
“อยากรู้นักก็ไปถามแม่สุดที่รักของเธอเอาเองสิ แต่ก็ระวังหน่อยแล้วกัน ระวังว่าแม่เลว ๆ เธอมันจะโกหกเป็นครั้งที่สอง”
‘เพี๊ยะ!’
ดวงหน้าของพิรัชต์สะบัดหันทันทีที่เขาพูดประโยคเมื่อครู่จบลง แน่นอนว่ามันไม่ใช่ฝีมือใครนอกเสียจากพบตะวัน นัยน์ตาหญิงสาวแข็งกร้าวเธอโกรธที่เขาพูดถึงคนในครอบครัวเธอแบบนั้น แม้มารดาจะไม่ค่อยรักใคร่แต่ท่านก็เป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูเธอให้เติบโตมา
แต่แล้วความกล้าเป็นอันต้องหดหาย เมื่อคราวนี้แววตาของพิรัชต์วาวโรจน์มากกว่าเดิม หญิงสาวถดกายถอยหนีทันทีที่รู้ว่าพายุร้ายลูกใหญ่กำลังคืบคลานและก่อตัวรุนแรงมากขึ้น เธอหมายมั่นจะวิ่งหนีให้จนได้แต่ก็โดนเขาดึงรั้งเอาไว้อยู่ดี
“จะหนีไปไหน! คิดเหรอว่าตบฉันแล้วจะหนีไปได้ง่าย ๆ ห้ะ!”
“ปล่อยม่อนนะ ปล่อย อื้อ!” เสียงหวานถูกกลืนลงไปในลำคอ พิรัชต์ประกบเรียวปากหวานพบตะวันเอาไว้ด้วยอุ้งปากของตัวเอง เขาดันลิ้นแกร่งเข้าไปจนได้กระนั้นก็ยังไม่วายขบเม้มริมฝีปากพบตะวัน จนเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่คละคลุ้งทั่วทั้งปาก
“ตายซะสิ แล้วฉันจะปล่อย”
ชายหนุ่มถอดริมฝีปากจ้องมองไปยังดวงหน้าเปื้อนน้ำตาของพบตะวันด้วยความสมเพช ก่อนซุกไซ้เข้าที่ซอกคอหอมอีกครั้ง และครานี้เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทำของตัวเอง
หยาดน้ำตาคนอ่อนแอหลั่งรินออกมาไม่หยุด เวลานี้ความรุนแรงจากพิรัชต์มันมากกว่าก่อนหน้าด้วยซ้ำ เขาทำเหมือนว่าเธอไม่ใช่คนอยากจะทำอะไรก็ได้ อยากจะทำร้ายจิตใจยังไงก็ไม่คิดสนว่ารู้สึกอย่างไร
ใจร้าย...
ทำไมถึงได้ใจร้ายกับเธอมากขนาดนี้ แล้วเหตุผลที่เธอต้องตกเป็นเบี้ยล่างเขาแบบนี้ มันคืออะไรก็ไม่อาจล่วงรู้
