บทที่ 4 พายุร้าย

บทที่ 4

พายุร้าย

 ความร้าวระทมก่อตัวไปทั่วทั้งร่าง พบตะวันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้จางหาย ทว่ายิ่งเธอเช็ดเท่าไรมันก็ไหลเอ่อออกมาดังเดิม ยามนี้ไม่รู้ว่าเธอควรเริ่มเจ็บปวดตรงไหนดี ที่กายหรือว่าที่ใจ...

 บทรัก...

 ไม่สิ... บทร้ายของพิรัชต์จบลงแล้ว ชายหนุ่มพรากเอาความบริสุทธิ์เธอไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เก็บรักษาเอาไว้ตลอดชีวิตถูกเขากระทำเฉกเช่นสัตว์ร้ายที่ไร้ความเป็นคน แม้ตลอดเส้นทางที่เขาล้วงล้ำเข้ามาจะไม่ได้ทรมานไปทั้งหมด

 เพราะเขาสามารถชักจูงให้เธอหลงระเริงไปกับมัน

 แต่เธอกลับรู้สึกผิดหวัง ผิดหวังที่คนที่เธอเฝ้าแอบรักกระทำเช่นนี้...

 ผิดหวังที่เขากระทำทุกอย่างโดยไร้เหตุผล โดยที่เธอไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยแต่เขากลับเลือกเอามาลงที่เธอเพียงฝ่ายเดียว

 “เลิกร้องไห้สักทีได้ไหม ยังไม่มีใครตาย” เสียงเข้มดังขึ้นหลังจากทุกอย่างจบลงความมึนเมาที่เคยเผชิญครานี้จางหายไปหมดสิ้น พิรัชต์เหลือบสายตาหันไปมองพบตะวันที่พยายามยันกายตัวเองขึ้นมา เนื้อตัวหญิงสาวมีรอยแดงเต็มตัวไปหมดผลพ่วงมาจากทั้งเขาและกองหญ้าเฮงซวยพวกนี้

 พิรัชต์รู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตัวเองกระทำการอันป่าเถื่อนลงไป เขาเป็นคนพรากครั้งแรกของผู้หญิงคนนั้นจนหมดสิ้นแต่แล้วอย่างไร ควรขอโทษหรือ? บางทีมันอาจเทียบกับสิ่งที่เขาโดนหลอกยังไม่ได้เลย

 “แต่ก็นะ... เห็นเธอนั่งร้องไห้แบบนี้มันก็สะใจดีเหมือนกัน” เขาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ มิได้สะทกสะท้านกับหยดน้ำตาพบตะวันสักนิดเดียว

 “...” พบตะวันกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ นัยน์ตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดตวัดมองเขา หลังพายุร้ายสงบลงพิรัชต์ก็ยังคงถากถางด้วยคำพูดร้าย ๆ ไม่หยุด

 “ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า จะรอให้ไอ้ธรรมมันมาเสียบต่อรึไง” ชายหนุ่มจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเอง ขณะที่สายตาจ้องมองไปยังพบตะวันที่ยังนั่งกอดเสื้อผ้าของเจ้าหล่อนเอาไว้อยู่

 หญิงสาวไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำเดียว เธอกัดฟันฝืนสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความร้าวระทมที่ประทังเข้ามาไม่หยุดหย่อน กระนั้นพบตะวันก็ยังคงกักเก็บอาการตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม

 ‘เพี๊ยะ!’

 พบตะวันปาดน้ำตาให้เหือดหายจากดวงหน้า ก่อนเดินย้อนกลับมาหาพิรัชต์และฟาดมือลงบนดวงหน้าหล่อพิรัชต์เต็มแรงจนเสียงดังสะท้อนในความเงียบ ครั้งนี้เธอตั้งใจตบเขาแถมยังไม่รู้สึกผิดอะไรด้วย ตบให้สาสมกับความเลวของเขาที่ทำกับเธอแบบนี้

 “แม่ง! วันนี้เธอตบฉันสามรอบแล้วนะ!” พิรัชต์ดันกระพุ้งแก้มด้วยความโมโห เดินเข้ามากระชากแขนพบตะวันจนเจ้าหล่อนตัวปลิวกระแทกเข้ากับอกแกร่งอย่างจัง

 “มันยังน้อยไปถ้าเทียบกับที่คุณพร้อมทำกับม่อน!” พบตะวันประจันหน้า สามรอบหรือ? สำหรับเธอน้อยไปด้วยซ้ำ เธออยากตบเขาให้เป็นร้อย ๆ ครั้ง ผู้ชายคนนี้พรากเอาสิ่งที่เธอทั้งรักทั้งหวงไปแถมยังไม่คิดถนอมมันด้วยซ้ำ!

 “เก่งดีว่ะ แต่แค่นี้มันคงไม่ทำให้เธอตายหรอกม่อน” พิรัชต์หัวเราะเยาะในลำคอ ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาพบตะวันที่พราวไปด้วยหยาดน้ำตาคลอหน่วย เขารู้ว่าพบตะวันรู้สึกอย่างไรแต่มิได้มีความรู้สึกเสียใจสักนิดเดียว

 “อีกอย่างตอนที่ฉันกระแทก ก็เห็นเธอครางไม่เป็นภาษาอ่อนระทวยไม่ใช่รึไง ยอมรับมาเถอะว่าเธอเองก็ชอบ”

 “คุณพร้อม!” ฝ่ามือของพบตะวันง้างขึ้นจะฟาดลงบนหน้าพิรัชต์อีกครั้ง แต่ก็โดนมือหนาคว้าเอาไว้ได้ทัน

 “อย่าคิดว่าจะได้ตบฉันเป็นครั้งที่สี่”

 “มีแน่ค่ะ ระวังเอาไว้ให้ดีแล้วกันคุณเผลอเมื่อไหร่ ม่อนจะทำให้มันมีครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า” หญิงสาวเชิดหน้าตอบ เวลานี้เธอไม่ควรมานั่งเสียใจ เธอจะเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร

 เธอเจ็บเขาก็ต้องเจ็บ แบบนี้สิมันถึงจะเท่าเทียม!

 “โดนเอาแล้วมันปากเก่งขึ้นจังเลยวะ แต่ดี! แบบนี้จะได้สนุกหน่อย”

 “...” เขายังจะทำอะไรมากกว่านี้อีกเหรอ แค่นี้ยังไม่มากพอหรืออย่างไร

 “ช่วยบอกม่อนทีได้ไหมคะ ว่าม่อนไปทำอะไรให้คุณ คุณถึงได้ทำกับม่อนแบบนี้” หญิงสาวถามเขาด้วยใจที่ร้าวราน

 “ฉันก็บอกเธอแล้วว่าให้ไปถามโคตรพ่อโคตรแม่เธอเอา”

 “คุณพร้อมไม่มีเหตุผล”

 “อย่ามาทำเป็นรู้ดีว่าฉันไม่มีเหตุผล อย่ามาทำเป็นเก่งทั้งที่โคตรโง่” เหตุผลหรือ? เขามีเป็นล้านเหตุผล

 พิรัชต์เอ่ยแล้วก็สะบัดมืออกจากแขนของพบตะวัน เป็นผลให้เจ้าหล่อนกระเด็นออกห่าง ก่อนเดินออกไปทว่าเขากลับชะงักฝีเท้าและหันไปพูดกับคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

 “อ้อ...ถ้าอยากจะโทรไปฟ้องพ่อแม่เธอก็เชิญนะ แต่ฉันบอกเอาไว้ก่อนว่าฉันไม่จบแค่นี้แน่ ยังมีอีกหลายทางที่ฉันทำให้ครอบครัวเธอล่มจมได้มากกว่านี้”

 “ทำไมต้องใจร้ายขนาดนี้ด้วย ฮึก...” ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เป็นแบบนี้เลย แล้วที่เหตุผลที่พิรัชต์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ครอบครัวเธอไม่เป็นสุข มันคืออะไรกันแน่?

 พบตะวันได้แต่ตั้งคำถาม แต่พิรัชต์ก็ไม่เคยพูดอะไรออกมาสักคำ เขาปล่อยให้เธอเหมือนคนโง่อย่างที่พูดจริง ๆ เขาทำให้เธอหลงทิศ ไม่รู้ว่าควรก้าวเท้าไปทางไหน

 “ก็จะได้สาสมกับที่พวกเธอรวมหัวกันหลอกฉันไง เป็นไงล่ะสนุกดีหรือเปล่า?” ยิ่งนึกแล้วก็ยิ่งโมโห เขาไม่น่าไปหลงกลคนพวกนี้เลย

 “แต่ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ ว่าพวกเธอคิดผิดที่กล้าทำแบบนี้กับฉัน เตรียมตัวเอาไว้ให้ดีแล้วกัน” สิ้นเสียงพิรัชต์ เขาเดินจากไปทิ้งพบตะวันให้จมปลักอยู่กับน้ำตาเพียงลำพัง

 ท้ายที่สุดได้แต่ทิ้งตัวลงไปกองอยู่ที่พื้นคล้ายคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง เสียงพลุสัญญาณของการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ดังขึ้นพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาของพบตะวันที่หลั่งรินออกมา ค่ำคืนปีใหม่ปีนี้เหตุไฉนช่างเป็นค่ำคืนที่แสนโหดร้ายกับเธอเหลือเกิน...


 แม้นจะเจ็บปวดทั้งกายและใจ แต่สุดท้ายพบตะวันก็ต้องหอบสังขารของตัวเองออกมาทำงานเหมือนทุก ๆ วัน ฝืนพยายามลืมและปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไรแต่เธอทำไม่ได้ดั่งใจคิด ช่างเป็นเรื่องยากที่จะให้มันเลือนรางไปจากใจ...

 เมื่อคืนหลังจากพิรัชต์จากไปแล้วพบตะวันก็จมอยู่ในโรงเก็บหญ้าร้องไห้โฮออกมาเพียงลำพังสักพักใหญ่ ๆ ก่อนพาร่างกายชอกช้ำกลับไปที่บ้านพัก ไม่คิดแวะเข้าไปร่วมงานเลี้ยงเช่นนั้นเช้าวันนี้เธอจึงต้องมานั่งตอบคำถามป้าลีว่าหายไปไหนมา

 “ม่อนรู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ก็เลยกลับบ้านเลย” การบอกว่าตัวเองป่วยและรู้สึกไม่ดี ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้

 “จริงหรือ? ไหนลองให้ป้าดูสิ” ท่านว่าพลางก้าวเท้าชิดใกล้พบตะวัน อังหลังมือลงบนหน้าผากมนของหญิงสาว ก่อนจะพบว่าเป็นดังที่เจ้าหล่อนพูดจริง ๆ

 “ตัวรุม ๆ นะ ไหวหรือเปล่า?”

 “ไหวค่ะ ม่อนไม่ได้เป็นอะไรมาก” เธอรู้สึกร้อนเนื้อร้อนตัวเหมือนกัน ผลพ่วงคงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแรงกระทำของพิรัชต์ส่งผลให้เธอเริ่มจับไข้

 “แน่ใจนะ”

 “ค่ะ ม่อนกินยาแล้ว สักพักก็น่าจะดีขึ้น” ก่อนออกจากบ้านพักเธอกินยาไปแล้วก็จริง แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะดีขึ้นเลยสักนิดเดียวยิ่งนานเข้ากลับรู้สึกได้ว่ารุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ไหนจะอาการมึนเบลอที่ค่อย ๆ แทรกแซงเข้ามาอีก

 “ถ้าไม่ไหวให้รีบบอกป้าเลยนะ”

 “ได้เลยค่ะ ขอบคุณป้าลีมากนะคะที่ห่วงม่อน”

 “ป้าก็มองเราเหมือนลูกเหมือนหลาน เจ็บไข้ขึ้นมาก็ห่วงเป็นธรรมดา”

 พบตะวันยามได้ยินแบบนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อย ๆ ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ถึงพิรัชต์จะใจร้ายใส่เธอแต่ก็ยังมีคนคอยห่วงใยอยู่ ทำให้รู้ว่าตนเองไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

 ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อ้างว้าง...

 ในช่วงเช้าจนถึงก่อนเที่ยงพบตะวันฝืนร่างกายตัวเองให้ถึงที่สุด เธอคอยหยิบจับและช่วยป้าลีรวมถึงพี่ ๆ ในโรงครัวคนอื่นหั่นผักหั่นเนื้อสัตว์เตรียมของตามปกติทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงอาการพบตะวันเริ่มน่าเป็นห่วง

 ไอร้อนเริ่มระอุมากขึ้น ไหนจะอาการปวดหนึบที่ศีรษะก็เริ่มแทรกแซงเข้ามาเพียงแค่ก้มแปบเดียวก็เหมือนโลกทั้งใบจวนจะดับลง ทว่าพบตะวันยังคงพยายามได้อย่างดีเยี่ยม เธอท่องเอาไว้ว่าอีกแค่นิดเดียวงานก็จะเสร็จแล้ว จนถึงตอนนั้นคงต้องกลับไปพักผ่อนจริง ๆ

 “ม่อนช่วยไปเอาหญ้าในโรงเก็บมาให้ป้าสักหน่อยได้ไหม”

 “หญ้าทะ...ที่โรงเก็บเหรอคะ”

 “ใช่ แก๊สมันดันมาหมดพอดีน่ะสิ ป้าจะเอาหญ้ามาทำเชื้อเพลิงสักหน่อย นี่ก็ยังเหลือต้มยำปลากับไข่ยัดไข่ที่ยังไม่ทำ”

 “ได้ค่ะ เดี๋ยวม่อนไปเอามาให้”

 ความจริงเธอไม่อยากกลับไปที่นั่นเลย เพราะภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันตีวนเข้ามาในสมองพื้นที่แถวนั้นคือจุดที่พิรัชต์กระทำการให้เธอชอกช้ำ แต่สุดท้ายพบตะวันก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ และฝืนตัวเองเดินออกจากโรงครัวไปยังโรงเก็บ แค่เธอเอาหญ้าแห้งในโรงเก็บไปให้ป้าลีมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

 พบตะวันรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปด้านในโรงเก็บคว้ากองหญ้าแห้งเล็ก ๆ ออกมา หวังไปจากที่นี่ให้เร็วไวทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่วายมีเรื่องให้ต้องอยู่นานกว่านั้น

 “อุ้ย! ขอโทษค่ะ พอดีว่-” เสียงหวานเป็นอันต้องกลืนหายลงไปจากคอเมื่อคนที่เดินชนไม่ใช่ใครนอกจากคนที่เธอไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดตอนนี้

 พิรัชต์...

 ไม่รู้ว่าเป็นเวรหรือเป็นกรรม ถึงได้มาเจอชายหนุ่มในสถานที่นี้

 “ยังไง มารำลึกความหลังเรื่องเมื่อคืนรึไง” พอเจอหน้ากันก็ตอกย้ำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทันที

 “เรื่องเมื่อคืนมันไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ม่อนจะมารำลึกความหลังถึงมันทำไมคะ ก็แค่ทำทานให้สัตว์”

 “จะพูดอะไรหัดระวังปากไว้บ้างนะม่อน”

 “ม่อนก็แค่พูดเรื่องจริง จะให้ระวังทำไมคะ”

 “เธอมันเก่งขึ้นจริง ๆ ว่ะม่อน เก่งแบบนี้ให้ได้ตลอดแล้วกัน ฉันจะคอยดูว่าคนปากเก่งอย่างเธอจะไปได้สักกี่น้ำกันเชียว แต่ดูท่าแล้วเมื่อคืนก็หลายน้ำอยู่”

 “คุณพร้อม!” ทำไมเขาถึงได้หยาบกระด้างขนาดนี้ พูดอะไรออกมาไม่เคยอายปาก

 “หรือต้องให้บอกด้วยว่าฉันกระแทกเธอท่าไหนบ้าง” ครั้งนี้พิรัชต์โน้มหน้าเข้าหาหญิงสาว และกระซิบลงข้างใบหูเจ้าหล่อน

 “โรคจิต!”

 “เออ! ก็ไอ้โรคจิตเนี่ยแหละผัวเธอ จำใส่สมองหนา ๆ รอยหยักตื้น ๆ ของเธอเอาไว้ด้วย” เขาพูดพลางเอานิ้วชี้มาที่ศีรษะทุยของพบตะวันด้วยความสะใจจนร่างสาวซวนเซจะล้มแต่คว้าแขนเขาเอาไว้ ทว่าพิรัชต์ก็สะบัดออกอย่างไม่ใยดี นึกรังเกียจไม่อยากให้พบตะวันมาแตะต้องตัวหากเขาไม่อนุญาต!

 “อย่าเอามือสกปรกของเธอมาแตะตัวฉัน สันดานชั่ว ๆ ของโคตรเหง้าเธอมันจะติดจนล้างไม่ออก”

 “...” สีหน้าพบตะวันไม่สู้ดี เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาโกรธปนอยากด่า แต่เพราะอาการวิงเวียนหัวทำให้ทำแบบนั้นไม่ได้

 “สำออยอะไรอีกล่ะ”

 “ไม่ต้องมายุ่งกับม่อน”

 “ฉันไม่ได้อยากยุ่งกับเธอหรอกนักนะม่อน อย่าสำคัญตัวผิดไปซะสิ ที่พูดก็เพราะกลัวว่าจะมาล้มตายในไร่ฉัน ถ้าเป็นแบบนั้นไร่ฉันเสียหายใครจะรับผิดชอบ ช่วงนี้นักท่องเที่ยวที่ปางช้างยิ่งเยอะอยู่ถ้ารู้ว่ามีข่าวคนตาย ฉันเสียรายได้หลายร้อยล้านเชียวนะ คนแบบเธอจะมีปัญญารับผิดชอบเหรอ?”

 “ม่อนไม่ตายง่าย ๆ หรอก แต่ถ้าม่อนตาย ม่อนก็จะเป็นผีมาบีบคอคุณพร้อมคนแรก”

 “กลัวฉิบหายเลยว่ะ” น้ำเสียงและท่าทางชายหนุ่มยียวน ชวนให้ปวดประสาทไม่ได้สอดคล้องกับประโยคที่พูดเลยสักนิดเดียว แต่แล้วนัยน์ตาเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เดินเข้าไปใกล้พบตะวัน พลางจับเข้าที่ปลายคางหญิงสาวให้สบตา

 “แต่อย่าเพิ่งรีบตาย รอดูฉันสนุกกับครอบครัวเธอก่อน ถึงตอนนั้นอยากจะตายสักกี่รอบก็เชิญ” สิ้นเสียงมือหนาสะบัดดวงหน้าพบตะวันทิ้งและก้าวเท้าเดินจากไป ทิ้งเอาไว้เพียงคำพูดเจ็บแสบของเขาที่คนฟังอย่างพบตะวันได้แต่น้ำตาซึม

 เธอไม่รู้ว่าพิรัชต์จะทำอะไรต่อจากนี้ แต่มันคงไม่ใช่ผลดีต่อครอบครัวเธอนัก แล้วแบบนี้เธอจะทำยังไงดี... มันจะมีสักทางไหมที่เป็นทางออกของปัญหา

 ด้านของพิรัชต์ก็เดินกลับออกมาจากโรงเก็บหญ้าด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลานไปจนถึงอารมณ์เสีย ก่อนหน้านี้เขาเข้าไปดูที่เกิดเหตุเผื่อว่าจะมีอะไรหล่นเอาไว้เนื่องจากเมื่อคืนเขาเมาและไม่อยากอยู่นานกว่านั้น ยอมรับว่าสัมผัสของพบตะวันมันทำให้เขาติดใจและอยากตอกตรึงเข้าไปอีกหลาย ๆ ครั้ง พอกลับออกมาก็เจอเข้าพบตะวันที่เดินเข้ามาพอดี เช่นนั้นจึงได้ต่อปากต่อคำจนชวนให้เขาอารมณ์เสียอยู่แบบนี้

 “หายไปไหนมานาย ผมรออยู่ตั้งนาน” พิรัชต์ลงจากรถเดินมาถึงปางช้างก็ได้ยินเสียงของเอกราชดังมาก่อนเป็นอันดับแรก

 “กูจะไปไหนมาไหนนี่ต้องรายงานมึงทุกฝีเก้าเลยเหรอวะไอ้เอก”

 “โถ่... ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่จู่ ๆ นายก็เล่นหายไปแบบนี้ ผมก็หาหูตาเหลือกเลยสิครับ”

 “แล้วมีอะไร”

 “เมื่อเช้าผมเข้าไปที่โรงเก็บหญ้ามา จะเอาหญ้าไปให้เจ้าเวียงพิงค์ แต่เจออะไรก็ไม่รู้นาย” สีหน้าและน้ำเสียงของเอกราชดูแปลกใจปนตื่นเต้น

 “มึงเจออะไรไอ้เอก”

 พิรัชต์หูผึ่งหลังจากได้ยินลูกน้องคนสนิทเอ่ยออกมา โดยปกติที่โรงเก็บหญ้าแถวโรงครัวจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปเพราะในแต่ละส่วนทั้งปางช้าง คอกม้าหรือคอกวัวก็ล้วนมีหญ้าเก็บไว้อยู่แล้ว แล้วทำไมไอ้เอกมันต้องเข้าไปที่นั่นวันนี้ด้วย!

 “นี่อะนาย มันคืออะไร” เอกราชล้วงของที่ตัวเองเจอออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วชูให้เจ้านายดู

 ไอ้ฉิบหาย!

 พิรัชต์ที่เห็นได้แต่อุทานในใจ เพราะสิ่งที่เอกราชชูออกมาให้ดูเป็นสายเสื้อในสีดำเส้นหนึ่ง ไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าของสิ่งนี้คือของของพบตะวัน แล้วผู้หญิงคนนั้นแม่งทำไมไม่เก็บไปให้หมดวะ!

 “มึงไปเอามาจากที่โรงเก็บเหรอ?”

 “ใช่ครับ ของผู้หญิงป้ะนาย เหมือนผมเคยเห็น”

 “กูจะไปรู้เหรอ แล้วทำไมไม่ทิ้งไปจะเก็บมาทำไม”

 “เอ้า! ก็เผื่อใช้เป็นเบาะแสไงนาย ผมว่านะเมื่อคืนต้องมีคนมันแอบมาเล่นจ้ำจี้กันที่โรงเก็บแน่ ๆ” เอกราชว่าพลางทำท่าครุ่นคิด แต่พิรัชต์กลับรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ

 “ใครมันจะไปทำวะ เลิกคิดเรื่องไร้สาระแล้วก็เอาไอ้เส้นนี้ไปทิ้งไป” ไม่มีใครทำแต่เขานี่แหละเป็นคนทำ

 “อ้าว”

 “ไม่ต้องมาอ้าว เอาทิ้งไป มึงจะเก็บไว้บูชารึไง”

 “ผมทิ้งก็ได้ นายไม่เห็นต้องอารมณ์เสียเลย” เอกราชเกาหัวแก๊ก ๆ แต่ก็ยอมเดินเอาของที่เจอมาไปทิ้งตามที่เจ้านายบอก ก่อนเดินย้อนกลับมาหาพิรัชต์ที่กำลังดูอาการแผลที่เท้าของเวียงพิงค์อยู่

 “ว่าแต่นายไปทำอะไรที่โรงเก็บหญ้าครับ ปกติผมไม่เคยเห็นนายจะไป หรือไปดูว่าที่น้องเมีย” เขารู้เรื่องที่เจ้านายจะตบแต่งพาพี่สาวของพบตะวันมาเป็นนายหญิงของไร่ แล้วก็รู้ด้วยว่าที่พบตะวันมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อรอเวลาที่พราวดาราจะกลับมา ทว่าคนที่รู้มีแค่เขา คุณอัทธ์แล้วก็คุณคีแค่นั้น

 “แล้วมึงเสือกอะไรด้วย” เอกราชมันจะรู้รึเปล่า ว่าว่าที่น้องเมียตอนนี้เลื่อนขั้นเป็นเมียเขาแล้ว

 “อ้าว ก็ผมอยากรู้”

 “แล้วมึงอยากรู้ไหมว่าประเมินพนักงานเดือนหน้า มึงอาจได้ทำงานเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้าย”

 “อ้าวนาย ถ้านายไล่ผมออกแล้วผมจะเอาอะไรกินล่ะครับ”

 “ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก ก็อย่าพูดมากกลับไปทำงานได้แล้ว รำคาญเว้ย!”

 “ไปแล้วครับ ไปแล้ว” เห็นทีเขาต้องรีบชิ่งก่อน ไม่อยากนั้นน่าจะได้เป็นคนตกงานแน่นอน

 ส่วนพิรัชต์ที่นั่งดูแผลที่เท้าให้ลูกช้างกำพร้าอย่างเวียงพิงค์วัยสิบแปดเดือนเศษไปด้วยก็หงุดหงิดไปด้วย หงุดหงิดที่เอกราชเก็บสายเสื้อชั้นในของพบตะวันได้

 หงุดหงิดโว้ย!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป