บทที่ 5 ไร้เรี่ยวแรง

บทที่ 5

ไร้เรี่ยวแรง

“ไปพักไปม่อน เดี๋ยวทางนี้พวกพี่จัดการเอง” พี่สาวในโรงครัวคนหนึ่งบอกแก่สาวรุ่นน้อง ที่ดูท่าทางหากทำงานมากกว่านี้มีหวังได้ล้มพับไปแน่ ๆ

“เดี๋ยวม่อนเอาจานไปเก็บ แล้วก็จะไปพักแล้วค่ะ” เธอเองก็เริ่มรู้สึกไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

“อย่าหักโหมนักนะ เป็นอะไรไปมันไม่คุ้มเสียหรอก”

“ค่าพี่พลอย” ยิ้มหวานให้พี่สาว คว้าเอาตะกร้าจานเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะเดินเข้าไปเก็บด้านในโรงครัว ทว่าเพียงแค่เธอก้มคว้าตะกร้าขึ้นมาถือก็รู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งใบโอนเอนไปมาจนทรงตัวไม่อยู่

‘เพล้ง!’

ตะกร้าจานที่พบตะวันถืออยู่ตกลงพื้นหล่นกระจาย จานหลายใบต่างพากันกระเด็นกระดอนไปทั่วโรงอาหาร คนงานที่นั่งรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยพากันตกอกตกใจหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน

“ม่อน!” ธรรมรงค์ที่อยู่ในเหตุการณ์รีบฝ่าผู้คนเข้ามาคว้าร่างสาวของพบตะวันเอาไว้ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะล้มลงไปกระนั้นสติของหญิงสาวยังคงมีมากพอให้พยุงตัวเองกลับมาได้

เสียงดังเอะอะกระทบเข้าโสตประสาทหูของพิรัชต์ที่เพิ่งเดินมาถึงโรงอาหารพอดิบพอดี สายตาคมมองเห็นพบตะวันอยู่ในอ้อมแขนของธรรมรงค์แล้วรู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไร กระนั้นเขากลับกักเก็บสีหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

“ม่อนไม่เป็นไรค่ะคุณธรรม” หญิงสาวดันกายตัวเองไปยืนด้วยตัวเอง โดยมีธรรมรงค์คอยมองดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง

“แน่ใจนะ”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวฉันช่วยเก็บจานแล้วกัน” ธรรมรงค์เดินไปก้มเก็บจานที่อยู่บนพื้นขึ้นมา

“ขอบคุณนะคะ” ส่วนพบตะวันก็เอ่ยขอบคุณเขา เดินเข้าไปจะช่วยอีกแรงทว่าอาการเดิมแทรกแซงเข้ามาอีกระลอก เพียงก้าวเท้าหนึ่งก้าวโลกของเธอมันก็โอนเอียง ท้ายที่สุดแสงสว่างที่เคยเห็นอยู่เนือง ๆ ก็ดับวูบลงไป

‘ตุ้บ!’

“ว้ายม่อน!” เสียงของพี่สาวในโรงครัวด้วยกันร้องลั่นทันทีที่ร่างของพบตะวันล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น เช่นเดียวกับพนักงานคนอื่น ๆ

“ม่อน ๆ” เป็นธรรมรงค์ที่เข้าถึงตัวพบตะวันเป็นคนแรก เรียกสติของเจ้าหล่อนให้กลับคืนทว่าพบตะวันกลับไม่ไหวติงเสียแล้ว

“เกิดอะไรขึ้น” ผู้คนที่มุ่งดูจำต้องหลีกทางหลังจากได้ยินเสียงของพิรัชต์ที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย

“แล้วนั่นใครเป็นอะไร” ก็มองเห็นอยู่เนือง ๆ ว่าคือพบตะวัน แต่เขาก็แค่ตั้งคำถามเฉย ๆ สีหน้าไม่ได้รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับการเห็นเจ้าหล่อนนอนหมดสติอยู่แบบนั้น

“ม่อนเป็นลมค่ะนาย บอกให้ไปพักตั้งนานแล้วก็ไม่ยอมไปจนเป็นลมแบบนี้”

“ป่วย?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

“ใช่ครับ เนื้อตัวก็ร้อน” คราวนี้ธรรมรงค์เป็นฝ่ายตอบให้

“ไอ้เอก ไปอุ้มผู้หญิงคนนั้นไปที่สำนักงาน” เขามองพบตะวันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งเอกราชส่วนตัวเองก็เดินออกไปจากตรงนี้

“ครับนาย”

เอกราชรับคำสั่งเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปและช้อนร่างหมดสติของพบตะวันขึ้นมา ก่อนจะรีบสาวเท้าไว ๆ ไปยังรถของที่จอดอยู่ด้านนอก ก่อนจะขับไปสำนักงานท่ามกลางความมึนงงของใครหลายคน แต่พิรัชต์ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งอธิบายให้ใครเข้าใจ

“เป็นไง” พิรัชต์ขับรถตามมาหลังจากที่เอกราชพาพบตะวันมาที่สำนักงานได้ไม่นาน

“ผมพาม่อนเข้าไปในนอนในห้องนอนนายแล้วครับ ห่มผ้าให้เสร็จสรรพ”

โดยปกติเวลาที่พิรัชต์ทำงานดึกดื่นและขี้เกียจกลับบ้าน เขาก็มักนอนที่สำนักงานอยู่ปล่อย ๆ ไม่แปลกที่ที่นี่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

“เออ ขอบใจออกไปได้แล้ว”

“ผมว่านะนาย เรียกหมอมาดูอาการหน่อยดีกว่า เมื่อกี้ตอนผมอุ้มม่อนมา ตัวร้อนจี๋เลย”

“เด็กม่อนอะไรนั่นไม่ตายหรอกน่า มึงจะเรียกมาทำซากอะไรแค่นอนพักก็หาย ยัยนั่นหนังเหนียวจะตายชัก”

“อ้าวนาย กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ เมื่อวานผมยังเห็นม่อนดี ๆ อยู่เลยวันนี้ดันป่วยซะแล้ว ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่นะ”

“ไม่เป็นหรอก”

“แต่นาย ผมว่า-”

“มึงนี่พูดมากจริงไอ้เอก กลับออกไปได้แล้ว”

“ผมถามจริงเถอะนาย สรุปนายจะรักพี่หรือน้อง”

“ไอ้เอก มึงนี่นะ!”

“เอ้านาย ก็ผมสงสัย”

“มึงรีบออกไปเลยนะ ก่อนที่กูจะเอาตีนทาบหน้ามึง” เขาไม่พูดเฉยแต่ยกเท้าขึ้นหวังจะถีบเอกราชให้มันตายคาเท้าเขานี่แหละ ไม่รู้ว่าตนจ้างมันมาเป็นลูกน้องหรือเจ้านายถึงได้จุ้นขนาดนี้

“นายอย่าทำไอ้เอกเลย ไอ้เอกขอโทษค้าบ”

“มึงรีบไสหัวไปเลยไอ้ห่านี่”

“ครับ ๆ”

เอกราชรีบไสหัวไปอย่างที่พิรัชต์ว่า เพราะเขาเองก็กลัวเหมือนกันว่าเท้าของเจ้านายจะทาบอยู่บนหน้าตนอย่างที่พูดจริง ๆ กระนั้นชายหนุ่มยังไม่ทิ้งความสงสัยเจ้านายเขาดูมีลับลมคมในแปลก ๆ แต่ถามไปตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบ แถมน่าจะได้เท้าเป็นของขวัญกลับมาด้วย

พิรัชต์ส่ายหัวให้กับเอกราช เดินเข้าไปใกล้พบตะวันที่หมดสติอยู่บนเตียงกว้างของของเขา สีหน้าเจ้าหล่อนซีดเซียวผิดหูผิดตา

“นี่แม่คุณ โดนกระแทกไปแค่นั้นถึงกลับจับไข้เลยรึไง” พิรัชต์ตะโกนถามแต่สิ่งที่เขาได้กลับคืนมาเป็นความเงียบ

“ตื่นขึ้นมา ฉันรู้ว่าเธอได้ยินฉันพูดม่อน” เมื่อครู่นี้ตอนที่กำลังสนทนาอยู่กับเอกราช เห็นว่าหญิงสาวแอบลืมตาขึ้นมานิดหน่อยก่อนจะปิดลงไปคงเพราะสบตากับเขาพอดี

“พบตะวัน!”

“...” ในที่สุดคนป่วยก็ลืมตาขึ้นมา จริง ๆ เธอได้ยินเขาพูดกับเอกราช ตื่นทันได้ฟังทุกประโยคที่สองคนพูดคุยกันก่อนหน้านี้ มีในบางประโยคที่เธอไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกเขาหมายถึงอะไรกันแน่

“นึกว่าต้องให้ช่วยฉีดยา เธอถึงจะยอมตื่น”

“...”

“ใบ้กินรึไง ฉันพูดด้วยถึงไม่พูด”

“ม่อนไม่มีแรงมาเถียงกับคุณ” พบตะวันยันกายลุกขึ้นนั่ง เธอเหนื่อยและปวดหัวอยากนอนเต็มที

“สำออยฉิบหายเลยว่ะ โดนไปแค่นั้น แรงก็ไม่ได้ออกจะมาป่วยอะไร ฉันนี่! ออกแรงอยู่คนเดียว ไม่เห็นจะเป็นอะไร”

“อย่าเอาม่อนไปเทียบกับคุณ” นัยน์ตาจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว “ม่อนไม่ได้แข็งแรงเหมือนควายแบบคุณพร้อมสักหน่อย”

อีกอย่างเรื่องเมื่อคืนเธอเสียเปรียบ เขาบังคับเธอล้วน ๆ คำขอโทษสักคำยังไม่มีเลย คนบ้าอะไรใจดำชะมัด

“นี่!”

“หยุดหาเรื่องกันเถอะค่ะ ม่อนเหนื่อย” หน้าซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้แล้ว เขาไม่เห็นหรืออย่างไรทำไมถึงยังหาเรื่องเธอไม่หยุด

“แล้วนั่นจะไปไหน” เห็นเจ้าหล่อนขยับตัวและวาดเท้าทำท่าจะลุกขึ้นจึงได้ตั้งคำถาม

“ม่อนจะกลับบ้านพักม่อน”

“อย่ามาทำเป็นเก่ง สภาพเหมือนคนตายซากอยู่แล้ว เธอจะเดินไปไหนได้ไกล” เขาเอาหัวเป็นกระกันเลย พบตะวันเดินได้เต็มที่แค่สามก้าวเท่านั้นแหละ

“เดินไกลไม่ไกลม่อนไม่รู้หรอกค่ะ แต่ไม่อยากอยู่ที่นี่”

“ทำไม อยู่ที่นี่มันทำไม”

“ม่อนไม่อยากอยู่ใกล้คุณพร้อม”

“แล้วคิดว่าฉันอยากอยู่ใกล้เธอนักรึไง ผู้หญิงอะไรสวยก็ไม่สวย แถมยังแบนเหมือนไม้กระดาน นี่ฉันยังมานั่งคิดอยู่เลยนะว่าเมื่อคืนฉันเสียบเธอลงได้ยังไง”

“คุณพร้อมปากหมามากนะคะ รู้ตัวรึเปล่า” เป็นคำพูดนิ่ม ๆ แต่ช่างเฉือนให้พิรัชต์เจ็บแสบดีเหลือเกิน

“งั้นเธอก็เป็นหมาตัวเมียด้วยน่ะสิ”

“ม่อนเป็นคนค่ะ อยู่สูงกว่าคนปากหมาแบบคุณพร้อมมาก”

“ม่อน!” เขากระโจนเข้ามาคว้าข้อมือของพบตะวันให้มาประจันหน้าด้วยใจขุ่นเคือง ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาพูดว่าเขาปากหมาสองรอบติด รอบแรกยังพอทน รอบสองนี่ไม่ควร!

“...” พบตะวันไม่พูดอะไรออกไป เธอเอาแต่มองหน้าเขา ความกลัวหรือ? ตอนนี้ไม่มีเหลืออยู่เลย

“ไหนลองพูดมาอีกสิ!”

“ม่อนไม่แปลกใจเพราะคุณพร้อมเป็นหมา ก็เลยปากหม- อื้อ!”

แต่พิรัชต์ไม่ยอมให้พบตะวันพูดต่อ เขาประกบลงบนเรียวปากของหญิงสาวในวินาทีต่อมาทันที เสียงหวานถูกกลืนหายไป มือหนาเหนี่ยวรั้งดวงหน้าของพบตะวันเอาไว้ เขาดันลิ้นเข้าไปโลมเลียในอุ้งปากสาว แม้นพบตะวันพยายามทุบลงบนอกแกร่งแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย

ออกซิเจนที่ได้รับเริ่มเหือดหายไปเรื่อย ๆ อาการป่วยของหญิงสาวยังไม่ทุเลาลงและก็ดูเหมือนว่ามันจะทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ แรงที่ทุบลงบนเนื้อตัวของพิรัชต์เริ่มผ่อนปรนเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดโลกทั้งใบของพบตะวันก็ดับวูบลงไปอีกครา...

เพราะไม่รับรู้ถึงแรงกระทำจากหญิงสาวในอ้อมอก ทำให้พิรัชต์จำยอมผละริมฝีปากออกมาจากอุ้งปากของพบตะวัน ก่อนจะพบว่าเจ้าหล่อนเป็นลมไปเสียแล้ว

“ม่อน” เขาเรียกพบตะวัน เผื่อว่าเจ้าหล่อนจะหลอกเขา

“ม่อน” แต่จนแล้วจนรอดพบตะวันกลับไม่ไหวติง เปลือกตาปิดพริ้มไม่มีทีท่าว่าจะเปิดขึ้น ไอร้อน ๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากเนื้อตัวของหญิงสาวก็ร้อนมากขึ้นกว่า

“โดนจูบแค่นี้ ถึงกลับเป็นลมเลยเหรอวะ!?”

เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้น อาการปวดหนึบที่ศีรษะคือสิ่งแรกที่พบตะวันสัมผัสได้ หญิงสาวทอดมองไปยังพื้นที่โดยรอบไอลมหนาวอ่อน ๆ พัดผ่านจากหน้าต่างเข้ามาด้านในพลอยให้ม่านสีขาวมุกพลิ้วไสวแผ่วเบา แสงสีทองจากอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาแต่งแต้มเงาลงบนพื้น ก่อนรับรู้ได้ว่าตอนนี้เธอยังอยู่ที่เดิม

ในห้องที่พิรัชต์พาเธอมา...

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอม่อน”

“ป้าลี”

“เป็นยังไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่รึเปล่า”

“นิดหน่อยค่ะ แล้วป้าลีมาที่นี่ได้ยังไงเหรอคะ?” วันนี้หลังจากช่วงสิบโมงไปป้าลีเข้าไปทำธุระในเมืองจึงไม่ทันได้อยู่ที่โรงครัวก่อนหน้านั้น แล้วเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าเธอนอนซมอยู่ที่นี่

“คุณพร้อมน่ะสิ ให้เอกมันไปตามป้ามาดูเรา แล้วเป็นไงล่ะป้าบอกให้พักตั้งแต่เช้าก็ไม่ยอม จนเป็นลมแบบนี้มันคุ้มไหมเนี่ย” ถ้าพบตะวันไม่ดื้อดึงและยอมไปนอนพักอย่างที่นางว่า คงไม่อาการหนักถึงขั้นเป็นลมล้มพับแบบนี้หรอก

“ขอโทษทีนะคะที่ทำให้ต้องวุ่นวาย ตอนแรกม่อนก็คิดว่าตัวเองไหว”

“ป้าบอกแล้วว่าอย่าฝืนตัวเอง ถ้าจะหยุดพักสักวันก็ไม่มีใครว่าหรอก”

“คราวหน้าม่อนจะดูแลตัวเองมากกว่านี้แล้วกันค่ะ” ริมฝีปากแห้งฝืนยิ้มออกมา

“เอานี่ ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว กินข้าวก่อนนะแล้วจะได้กินยา” ป้าลีเดินเข้ามาพร้อมข้าวต้มปลาร้อน ๆ ควันโขม่ง

“ขอบคุณค่ะ”

“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วก็นอนที่นี่ต่อไปสักคืนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับไปที่บ้าน”

“ว่าแต่ป้าลีคะ ห้องนี้ห้องใครเหรอคะ”

“ห้องนอนคุณพร้อมเขาน่ะ เอาไว้นอนตอนที่ทำงานดึก ๆ แล้วขี้เกียจขับรถกลับบ้าน”

พบตะวันทำหน้าครุ่นคิด ถึงว่าสิ่งอำนวยความสะดวกมีครบทุกอย่าง พลางกวาดมองสำรวจห้องอีกครั้งเพราะก่อนหน้านี้เธอมัวแต่เถียงอยู่กับพิรัชต์ไม่ทันได้สำรวจอะไรเลย พลันสายตามองไปโต๊ะข้างเตียงเห็นกรอบรูปผู้หญิงใบหน้าสะสวยคนหนึ่ง เพียงแวบแรกที่เห็นก็ทำให้เธอนึกถึงพี่สาวแต่เจ้าหล่อนกลับไม่ใช่พราวดารา

แล้วคนคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงได้มีหน้าคล้ายกับพี่สาวเธอราวกับแกะ

“ผู้หญิงคนนี้ ใครเหรอคะ?”

“ใครรึ?” ป้าลีที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมยาให้หญิงสาวคราวลูกหันไปมอง

“ผู้หญิงสวย ๆ ในกรอบรูปคนนี้” พบตะวันเอ่ยพร้อมคว้ากรอบรูปบนโต๊ะข้างเตียงมาให้ป้าลีได้ดู

“อ้อ... คุณจีนแฟนเก่าคุณพร้อมเขาน่ะสิ”

“แฟนเก่า?”

สาวเจ้าทวนคำพูดของป้าลีอีกครั้งหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนเก่าของพิรัชต์อย่างนั้นหรือ? พบตะวันคิดไม่ตกกับเรื่องนี้เมื่อเธอลองเอาคำพูดที่ชายหนุ่มพูดคุยกับลูกน้องคนสนิทมาปะติดปะต่อ ไหนจะเรื่องของใบหน้าแฟนเก่าพิรัชต์กับใบหน้าของพี่สาวเธอที่คล้ายกันอีก

บางทีมันอาจมีอีกเรื่องที่เธอยังไม่รู้...

“วางรูปนั้นลง” แต่แล้วเสียงเข้มที่แฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์ของพิรัชต์ก็ดังแทรกขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นกล้าดียังไงมาแตะต้องรูปของจีรนันท์โดยที่เขาไม่อนุญาต!

“...” พบตะวันช้อนดวงตามองเขาพบว่าพิรัชต์นัยน์ตาเกรี้ยวกราดเหลือเกิน คงจะทั้งรักและอยู่ห่วงมากไม่น้อย

“ฉันบอกให้วางไม่ได้ยินรึไง!” ชายหนุ่มเดินเข้ามาแล้วกระชากกรอบรูปที่อยู่ในมือของพบตะวันคืนกลับไปอย่างแรงจนร่างสาวแทบปลิว

“ว้าย! อะไรกันคะคุณพร้อม ป้าว่าคุยกันดี ๆ ดีกว่า ม่อนมันไม่รู้ว่าคุณหวงรูปคุณจีนมาก”

“ถึงจะไม่รู้แต่มีสิทธิ์มาแตะต้องของคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือครับ ทำแบบนั้นเดี๋ยวเขาก็หาว่าพ่อแม่ไม่รู้จักสั่งสอน” ท้ายประโยคเขาหันไปมองหน้าของพบตะวัน ชัดเจนว่าเขากำลังถากถางพบตะวันอยู่

“คุณพร้อมใจเย็นนะคะ ป้าผิดเองที่ไม่ได้บอกม่อนว่าคุณไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของของคุณจีน”

“ป้าลีไม่ต้องมาออกตัวแทนหรอกครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะป้าลี ม่อนผิดเอง” เธอยอมรับผิดก็ได้ เพราะต่อให้พูดหรือมีป้าลีคอยช่วยแก้ต่างอย่างไร พิรัชต์ก็กล่าวหาเธอว่าไม่มีมารยาทอยู่วันยังค่ำ

“แต่คุณพร้อม ม่อน-”

“ป้าลีกลับไปเถอะครับ”

“จะให้ป้ากลับได้ยังไงกัน”

“ไม่เป็นไรค่ะป้าลี ม่อนอยู่ได้” เธอไม่อยากให้ใครต่อใครต้องมาเดือดร้อนเพราะตัวเอง

“ป้ารู้ว่าคุณพร้อมโกรธ แต่คุยกันดี ๆ นะคะ ถือว่าป้าขอ อีกอย่างม่อนยังไม่หายป่วยด้วย”

“ครับ ผมไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นฆ่าแกงใครหรอก ป้าลีสบายใจได้” พิรัชต์บอก แต่สีหน้าของป้าลีไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไร เพราะยามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับจีรนันท์ทีไรเจ้านายหนุ่มเป็นอันต้องอารมณ์คุกรุ่นมากกว่าเดิมทุกที

“ป้ากลับก่อนนะม่อน”

“ค่ะ” หญิงสาวต่างวัยพยักหน้าให้กัน ก่อนป้าลีล่าถอยกลับออกไป เช่นนั้นแล้วในห้องนี้จึงหลงเหลืออยู่เพียงแค่พิรัชต์และพบตะวันแค่นั้น

ความเงียบเข้าเกาะกุมทันทีที่อยู่กันตามลำพัง พิรัชต์เดินเอารูปของจีรนันท์ไปวางลงที่เดิมที่ที่เคยอยู่ และมันก็จะอยู่อย่างนี้ตลอดไป ก่อนตวัดสายตาเกรี้ยวกราดหันไปมองดวงหน้าของพบตะวันที่จ้องมองเขาเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มได้อ้าปาก เสียงแหบแห้งของหญิงสาวก็ดังขึ้นเสียก่อน

“จริง ๆ แล้วคนที่คุณอยากให้มาอยู่ด้วย คือพี่มิลค์ใช่รึเปล่า?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป