บทที่ 6 ยื่นข้อเสนอ

บทที่ 6

ยื่นข้อเสนอ

“กว่าจะฉลาด ก็ใช้เวลานานเหมือนกันนะ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอคล้ายเป็นเรื่องขบขัน แต่สำหรับพบตะวันมันไม่ใช่เลย

เธอรู้สึก...

รู้สึกเหมือนโดนครอบครัวหักหลัง แต่ก็ฝืนตัวเองไม่รู้สึกอะไร ทำเหมือนว่ามันไม่เป็นไร ทั้ง ๆ ที่ในใจไม่ใช่แบบนั้น

“เพราะพี่มิลค์หน้าเหมือนแฟนเก่าคุณใช่ไหม?” หญิงสาวเริ่มจับทางได้ หลงลืมความช้ำของตัวเองที่ต้องตกเป็นตัวแทนใช้หนี้แทนพี่สาวไป

“ฉลาดเหมือนกันนี่ นึกว่าจะโง่กว่านี้ซะอีก แต่ถ้าจะพูดให้ถูกจีนไม่ได้เป็นแฟนเก่าฉัน เพราะจีนไม่เคยเป็นแฟนฉันมาก่อน” แค่เกือบเป็น

มันแค่อีกนิดเดียว...

“...” พบตะวันไม่เข้าใจ

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนหมาเอ๋อแดก หรือนี่ไม่รู้เรื่องจริง ๆ” เขาเลิกคิ้วถามยียวน

“...”

“แม่เธอนี่โคตรสุดยอดเลยว่ะม่อน นับถือใจฉิบหาย!” การที่พบตะวันเงียบแบบนั้น แสดงว่าเจ้าหล่อนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนจริง ๆ

“ทำไมคุณพร้อมไม่บอกม่อน ทำไม... ไม่มีใครบอกม่อนเลย” แต่พอเอาเข้าจริงพบตะวันก็ไม่อาจกักเก็บความเสียใจเอาไว้ได้ เธอจะไม่โกรธหรือรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักนิด ถ้าทุกคนพูดกับเธอตรง ๆ พวกเขาทำเหมือนเธอเป็นคนโง่

“เธอมันก็แค่ดอกเบี้ยคั่นเวลาม่อน แม่เธอคงไม่ได้บอกจริง ๆ สินะ ว่าคนที่ฉันต้องการจริง ๆ คือพี่สาวเธอ ไม่ใช่เธอ” เขายังถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“...”

“เป็นไงล่ะ เล่นบทลูกกตัญญูสนุกไหม?” มือแกร่งยื่นมาเชยปลายคางหญิงสาวขึ้น นัยน์ตาเจ้าหล่อนตอนนี้มีน้ำตาคลอหน่วยอยู่ ก่อนจะสะบัดดวงหน้าพบตะวันทิ้งแรง ๆ จนสาวเจ้าล้มลงไปฟุบอยู่บนเตียง

“ถ้าจะโทษ ก็ให้ไปโทษแม่เธอนะ รายนั้นเจ้าแผนการนักไม่ใช่เหรอ? ทั้งเรื่องเธอแล้วก็เรื่องพี่สาวเธอ” แล้วยังไง ในเมื่อพบตะวันไม่รู้แล้วเขาควรรู้สึกผิดเหรอ ไร้สาระ!

“หมายความว่าอะไร?” นี่เธอไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง มันยังมีอะไรอีกบ้างที่ถูกปกปิดเอาไว้

“ก็บอกแล้วว่าถ้าอยากรู้นักก็ให้ไปถามแม่เธอเอา” เขาพูด “อ้อ! แล้วก็ฝากบอกด้วยนะ ว่าพี่สาวเธอน่ะฉันไม่เอาแล้วเพราะทนเอาพวกหลอกลวง ตอแหลไม่ไหว”

โดยปกติเขาไม่ใช่คนหัวโบราณอะไร หากพราวดาราผ่านการมีแฟนมาแล้ว หรือมีเซ็กซ์มาก่อนเขาก็ไม่ติด แต่สิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดคือพวกที่หลอกลวงเขา คนประเภทนี้คือพวกเหลือเดนที่เขาเกลียดมากที่สุด!

หากความสัมพันธ์อันดีมันเริ่มต้นด้วยการหลอกลวง ท้ายที่สุดมีสักกี่รายกันเชียวที่จะจบสวย ไม่มี...

ใช่! ไม่มีสักคน!

“แต่ฉันจะเปลี่ยนเป็นเธอแทน”

“คุณพร้อม...”

“แต่ไม่ต้องห่วงไปม่อน ฉันไม่บังคับเธอหรอก ในฐานะที่เธอยังไม่เลวเท่าพ่อแม่แล้วก็พี่เธอ ฉันมีข้อเสนอมาให้เธอสองข้อ มันอยู่ที่เธอว่าจะเลือกข้อไหน”

พิรัชต์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ท่าทางของเขาผ่อนปรนดูสบายใจทั้งยังคว้าเก้าอี้มานั่งไขว้ห้างอยู่ข้างเตียง

“ข้อแรก... ยอมมาเป็นอีตัวให้ฉันอึ้บทุกวัน ตอนเช้าก็ทำงานปกติตกกลางคืนก็นอนถ่างขาบนเตียง ถ้าฉันอยากเธอก็แค่สนองที่ไหนเวลาไหนก็ต้องตามใจฉัน หน้าที่ง่าย ๆ คนอย่างเธอน่าจะทำได้ หนี้สินทุกอย่างก็ตามที่ตกลงกันไว้แถมลดเงินต้นให้อีกสามสิบเปอร์เซ็นถ้าเธอบริการทุกระดับประทับใจ”

“ม่อนไม่ใช่อีตัว!”

“ก็รอดูว่าจะได้เป็นไหม” เขาไหวไหล่ และพูดต่อ

“กับข้อที่สอง เธอเก็บเสื้อผ้ากลับบ้านไปได้เลย” ข้อเสนอนี้เรียกประกายความหวังให้กับพบตะวันได้ แต่มันก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เพราะทันทีที่ชายหนุ่มพูดต่อความหวังที่มีก็จางหายไป

“แต่ดอกเบี้ยและเงินที่ค้างอยู่จะไม่ถูกหัก ในส่วนของบ้านที่พ่อแม่เธออยู่ตอนนี้ ฉันก็จะเอาไปขายทอดตลาด ส่วนโรงงานกระดาษก็จะเอาไปให้พวกเสี่ยกระเป๋าหนักเอาไปทำบ่อน น่าจะได้กำไรมหาศาล”

“คุณพร้อม คุณมันเห็นแก่ได้”

“เลือกเอาว่าเธอจะเอาข้อไหน นี่ฉันอุตส่าห์ใจดีมีตัวเลือกให้พวกสารเลวแบบพวกเธอนะ ทางที่ดีควรกราบขอบพระคุณฉันงาม ๆ สิมันถึงจะถูก”

ข้อเสนอดี ๆ เหรอ?

ข้อเสนอดี ๆ ที่ไหนกัน ที่พิรัชต์พูดมา มีแต่เขาที่มีแต่ได้กลับได้ ทั้งนั้น ส่วนเธอเสียเปรียบเต็มประตู

“ฉันให้เวลาคิดห้าวิ”

“คุณพร้อม!”

“มันไม่ใช่เรื่องยากม่อน ถ้าอยากให้ครอบครัวมีที่ซุกหัวนอน เธอก็แค่เลือกข้อแรก แต่ถ้าไม่...” เขาหยุดพูด และยื่นหน้าเข้าใกล้พบตะวันมากกว่าเดิม

“ก็แค่เลือกข้อสอง เห็นไหมว่าเธอมีทางเลือก เรื่องพวกนี้ฉันนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากคิดมาทั้งคืนเลยนะ” เรื่องนี้เขาเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ในเมื่อตนโดนหลอกลวงจากครอบครัวนี้ ก็ต้องพยายามหาข้อเสนอที่มันสมน้ำสมเนื้อมากที่สุด และแน่นอนว่าพบตะวันก็ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี

เขาจะทำให้รู้ว่าอย่าได้มากระตุกหนวดเสืออย่างไอ้พิรัชต์ นายใหญ่แห่งไร่หมอกตะวัน! เพราะท้ายที่สุดผลลัพธ์จะไม่ใช่เขาที่เจ็บ แต่จะเป็นพวกนั้นต่างหากที่ต้องทรมานเจียนตาย!

“จะทางไหนคุณก็ไม่มีโอกาสให้ม่อนได้หายใจ”

“คนอย่างเธอมันไม่จำเป็นต้องหายใจหรอกม่อน”

“...”

“ฉันนับหนึ่ง...”

“...” พบตะวันคิดหนัก เธอไม่รู้ว่าควรเลือกเส้นทางไหนดี เธอจะต้องยอมชอกช้ำเพื่อให้ครอบครัวได้มีทุกอย่างอยู่ใช่ไหม? ตั้งแต่เกิดมาการรู้สึกว่าการเป็นตัวเองมันยากมากกว่าที่ผ่านมาก็เป็นวันนี้

“นับสอง”

“สา-”

“ม่อนจะต้องอยู่ในสถานะนั้นนานแค่ไหน”

“ก็จนกว่าฉันจะเบื่อ แต่เธอไม่ต้องห่วงม่อน ฉันเป็นพวกเบื่ออะไรง่าย ยิ่งของที่ได้มาง่าย ๆ แบบเธอยิ่งเบื่อเร็ว” แต่ละคำพูดของพิรัชต์ ไม่มีประโยคไหนเลยที่ไม่ทำให้พบตะวันรู้สึกเจ็บแสบ

“สา-”

“ตกลงค่ะ” พบตะวันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ฝืดเกินกลืน

“ตกลง? ข้อเสนอไหน พูดมาให้ชัด”

“...”

“โอเค งั้นก็เก็บเสื้อผ้ากลับ-”

“ข้อเสนอแรก ม่อนยอมแล้ว” พบตะวันพูดออกมาก็จวนให้น้ำตาไหลพรากออกมาด้วย เธอไม่เคยรู้สึกอดสูได้มากขนาดนี้เลย ผู้ชายที่แสนดีของเธอเมื่อสามเดือนก่อนหายไปไหนแล้ว

คนดีที่เธอรัก...

หายไปอยู่ไหน?

“ดี งานของเธอจะเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้” พิรัชต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “แล้วก็ฉันเตือนเอาไว้ก่อนว่าอย่าได้แตะต้องของที่เป็นของจีน ไม่งั้นฉันไม่เอาเธอไว้แน่”

สั่งคำประกาศิตจบสิ้นเขาก็เดินจากไปพร้อมเสียงประตูที่ปิดลง เป็นจังหวะเดียวกันที่หยดน้ำใสเอ่อไหลออกมาจากดวงตาของพบตะวัน ความรู้สึกมากมายตีวนเข้ามาไม่หยุด เธอไม่รู้เลยว่าควรเริ่มเสียใจเรื่องไหนก่อนดี?

ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำได้คือการนั่งจมอยู่กับน้ำตาเพียงลำพัง ร่ำร้องให้กับทุกเรื่องที่เธอต้องเผชิญ...

การที่พิรัชต์บอกให้เริ่มงานเหมือนเป็นคำขู่ เพราะตอนนี้ผ่านมาร่วมเป็นสัปดาห์แต่เธอยังไม่เห็นหน้าคาตาชายหนุ่มเลย ไม่รู้ว่าเขาใจดีไม่เอาเปรียบคนป่วยหรือประวิงเวลารอให้เธอใช้งานได้และทบต้นทบดอกทีเดียวกันแน่

“วันนี้ป้าจะไปตลาดนะม่อน”

“ได้ค่ะป้าลี เดี๋ยวม่อนอาบน้ำเสร็จแล้วม่อนไปด้วย”

ตอนนี้ช่วงเย็นเป็นเวลาเลิกงาน พอดีกับป้าลีจะไปตลาดที่อยู่ออกห่างไปหลายกิโล ส่วนเธอก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการให้สำเร็จเพราะหากเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าใครบ้างที่จะเดือดร้อน

หลังจากผ่านไปสามวันเต็ม ๆ ที่พบตะวันนอนป่วย วันนี้เธอกลับมาทำงานเป็นวันแรก ทุกคนดูห่วงใยและถามไถ่อยู่ตลอดว่าเป็นอย่างไรบ้าง พลอยให้หัวใจที่แห้งแล้งได้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

พบตะวันใช้เวลาไม่นานกับการอาบน้ำอาบท่า หญิงสาวนั่งจ้องโทรศัพท์มือถืออยู่นานเธอชั่งใจว่าควรจะทำอย่างไรดียังเหลือเวลาอีกนานกว่าป้าลีจะพาไปตลาด สุดท้ายเธอก็เลือกหยิบมันขึ้นมาและติดต่อคนปลายสาย

“ฮัลโหลแม่”

[ว่ายังไงม่อน ฉันโทรหาตั้งหลายสายทำไมไม่รับ] ก่อนหน้านี้นางโทรศัพท์หาลูกสาวปกติ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากปลายสายมาเลย

“ม่อนไม่สบาย”

[ไม่สบายแล้วเป็นยังไงบ้าง คุณพร้อมเขาใช้งานแกหนักหรือถึงได้ไม่สบาย ไหนลองบอกฉันมาสิ]

“ม่อนหายแล้ว คุณพร้อมเขาก็ให้ม่อนทำงานตามปกติเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ” งานปกติเหมือนคนทั่วไปเหรอ? แต่ก่อนน่ะอาจใช่... แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

[ฉันก็นึกว่าคุณพร้อมเขาใช้งานแกหนัก]

“แม่ ม่อนมีเรื่องอยากถาม”

[อะไรละ? ถ้าจะเป็นเรื่องที่แกอยากกลับมาก่อนสัญญา คงทำไม่ได้หรอก]

“เปล่า... ไม่ใช่เรื่องนั้น” เรื่องนั้นเธอรู้ดีอยู่แล้วว่ามันทำไม่ได้ และพิรัชต์ก็คงไม่ยอม

[แล้วเรื่องอะไร]

“แม่บอกม่อนมาตรง ๆ เถอะ ว่าจริง ๆ แล้วคนที่คุณพร้อมเขาอยากให้มาที่นี่คือพี่มิลค์ใช่ไหม เขาจั่วหัวมาชัดเจน แล้วทำไมแม่ถึงไม่บอกม่อน”

[...] คำพูดของลูกสาวคนเล็กทำให้เพียงนภาเงียบไป

“แม่”

[ใช่... คุณพร้อมเขาอยากได้พี่แก]

“ทำไมแม่ไม่เคยบอกม่อนเลย แม่ทำเหมือนม่อนเป็นคนนอก”

[ฉันขอโทษม่อน คุณพร้อมอยากได้ยัยมิลค์ไปตบแต่งเป็นเมีย แต่เพราะพี่แกมันอยากไปเรียนต่อฉันเลยต้องส่งแกไปแทนก่อน รอครบหนึ่งปีที่ให้พี่แกกลับมา]

พอได้ยินจากปากมารดาแล้วยิ่งน้ำตาซึม ไหลพรากออกมาสองข้างแก้มความจริงเรื่องพวกนี้เธอควรรู้ด้วยซ้ำ แต่มารดาก็เลือกปิดบังเอาไว้ ทำเหมือนว่าเธอเป็นคนโง่ พบตะวันเช็ดน้ำตาอดสูพวกนั้นทิ้งไปและถามต่อ

“แล้วแม่หลอกอะไรเขาอีก เขาเอาแต่พูดว่าครอบครัวเราหลอกลวง”

[อะไรนะ?]

“เรื่องที่แม่กับพี่มิลค์ปิดไว้”

[นี่คุณพร้อมรู้แล้วเหรอ?]

“เขารู้ทุกเรื่อง”

[ฉันกับพี่แกโกหกไปว่า พี่แกยังไม่มีคนรักเพื่อให้เขายอมรอและรับข้อเสนอที่ฉันส่งแกไปแทน]

ก่อนหน้านี้พิรัชต์มาพร้อมกับยื่นข้อเสนอให้พราวดารามาเป็นนายหญิงของไร่หมอกตะวัน ทว่าในสถานะนั้นเขาจะยอมก็ต่อเมื่อพราวดาราไม่มีพันธะ แต่ในตอนนั้นพราวดารามีคนรักอยู่แล้วและจะบอกว่าพราวดาราเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะลูกสาวนางไม่ยอมเลิกกับแฟนหนุ่มง่าย ๆ ท้ายที่สุดทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการโกหก...

ประจวบกับเจ้าหล่อนไม่อยากทิ้งโอกาสการเรียนต่อให้หลุดมือไป จึงขอผลัดผ่อนไปก่อนแต่พิรัชต์ไม่ยอม ถ้านานขนาดนั้นเขาก็จะเพิ่มดอกเบี้ย เพียงนภากับพราวดาราจึงได้คิดข้อเสนอขึ้นมา

จำยอมส่งพบตะวันไปเป็นคนขัดดอก รอให้พราวดาราเรียนจบและอะไร ๆ หลายอย่างในระยะเวลานี้อาจเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่คิดว่าทุกอย่างมันจะล่มไม่เป็นท่าในระยะเวลาแค่สามเดือนกว่า

“...” พบตะวันฟังแล้วเสียใจจนเกินบรรยายแทบพูดอะไรไม่ออก ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่พิรัชต์จะโกรธเกลียดครอบครัวเธอมากขนาดนี้

[เขารู้แล้ว แล้วเขาได้ทำอะไรแกไหมม่อน บอกฉันมาสิ]

“ถ้าเขาทำแล้วแม่ช่วยม่อนได้เหรอ?”

[...]

“อย่าห่วงเลยค่ะ เขาไม่ทำอะไรม่อนหรอก” มารดาเงียบไป ก็รู้คำตอบแล้วว่าท่านไม่สามารถทำอะไรได้เลย จะดึงให้เธอหลุดพ้นจากพันธะร้าย ๆ ของเขาหรือ...

ยิ่งเป็นไปไม่ได้

[แน่ใจนะ]

“ค่ะ”

[ถ้าอย่างนั้นก็โอเค พลอยให้ฉันสบายใจ อดทนหน่อยนะม่อนไม่นานหรอก]

มารดาเอาแต่พูดว่าให้อดทน อดทน ท่านเคยถามบ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม กินข้าวอิ่มหรือเปล่า เพื่อนที่ทำงานด้วยกันมีใครที่ใจร้ายใส่บ้างไหม?

สามสี่เดือนที่ผ่านมาเธอได้แต่อดทนอย่างที่แม่บอก แล้วผลตอบแทนที่เธอได้เล่า...

มันคุ้มค่ากับความพยายามของเธอหรือยัง? แต่แล้วคนเช่นเธอจะทำอะไรได้ยังไงครอบครัวนี้ก็ยังเป็นครอบครัว แล้วครอบครัวเล่า...

เคยเห็นเธอเป็นส่วนหนึ่งหรือเปล่า?

“แม่เคยรักม่อนบ้างไหม?”

[ม่อน แม่รั-]

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ไม่ต้องพูดหรอก เดี๋ยวม่อนจะออกไปตลาดแล้วแค่นี้ก่อนนะคะ” จนถึงตอนนี้พบตะวันก็ยังใจไม่กล้าพอจะฟังสิ่งที่มันหลุดออกมาจากปากมารดา

รอให้ใจเธอเข้มแข็งกว่านี้แล้วกันแล้วเธอจะยอมรับความจริงทุกอย่าง...

“รอนานไหมคะป้าลี” พบตะวันเดินออกมาจากบ้านพักตนเอง ก็เห็นว่าป้าลีรออยู่ก่อนแล้ว เพราะมัวแต่เสียใจอยู่แท้ ๆ เลยปล่อยให้คนสูงวัยต้องรอนานเลย

“ไม่นานหรอก ปะ! ไปกัน”

พบตะวันกระโดดขึ้นรถซาเล้งนั่งข้างกันกับป้าลี โดยมีลุงเลิศที่วันนี้อาการป่วยหายไปแล้วมาเป็นพลขับให้ภรรยาสุดที่รักนั่ง

ตลาดที่ป้าลี ลุงเลิศและพบตะวันพากันไปอยู่ห่างจากไร่หมอกตะวันไกลออกไปราว ๆ สิบกิโลเมตรเห็นจะได้ พอไปถึงพบตะวันขอตัวแยกออกไปยังร้านขายยาอ้างว่ายาลดไข้และยาแก้ปวดหัวที่เธอซื้อเก็บไว้ที่บ้านหมดแล้ว จึงต้องซื้อตุนเพิ่มเสียหน่อย

แต่แท้จริงไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เธอต้องการมากกว่ายาลดไข้คือ...

ยาคุมกำเนิด

“ขอบคุณนะคะ” สาวเจ้าคว้าถุงยามาถือเอาไว้หลังจากบอกจุดประสงค์ของตนเองให้เภสัชกรรับรู้ โชคดีหน่อยที่ก่อนหน้าที่เรื่องพวกนั้นจะเกิดขึ้นเธอเพิ่งหายเป็นประจำเดือน ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์จึงมีไม่มาก แต่อย่างไรก็กังวลอยู่ดี

ทว่าอยู่ ๆ ถุงยาก็ถูกมือปริศนากระชากออกไปจากมอง ก่อนเสียงคุ้นหูจะแว่วเข้ามา “ไหวพริบดีเหมือนกันนี่หว่า”

“คุณพร้อม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป