บทที่ 7 ดื้อนักใช่ไหม! มาให้พี่ลงโทษซะดีๆ

สิบนาทีต่อมา...

หลังจากอาบน้ำเสร็จอีเดนก็หยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาบอดี้การ์ดให้นำเสื้อผ้ามาให้ที่โรงแรม จากนั้นก็เดินสำรวจรอบๆ ห้องอีกครั้ง เพื่อจะตรวจเช็กหาของตกหล่นดู ว่านอกจากแพนตี้ตัวจิ๋วแล้ว  หญิงสาวได้เหลืออะไรให้เขาตามสืบหาได้บ้าง

อีเดนเดินหาจนทั่วก็ไม่พบเจออะไร จนกระทั่งเขานั่งลงที่เตียงกว้าง อยู่ๆ ภาพที่สาวเจ้ากรีดร้องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด ก่อนจะฝังฟันซี่เล็กๆ ลงที่หัวไหล่ของเขาก็ฉายวาบขึ้นมา

กึก!

‘อ๊ะ! กรี๊ดดดดด’ คนที่กำลังเคลิบเคลิ้มกรีดร้องเสียงดังอย่างเจ็บปวด เมื่ออยู่ๆ เขาก็ดันบางอย่างลุกล้ำเข้ามาในตัวของเธอ

‘โอ้พระเจ้า!’ เขาตกใจเมื่อทะลวงเยื่อบางๆ ผ่านเข้าไปยังทางรักจนสุดทางในครั้งเดียว

‘ฮึก... จะ...เจ็บ’ เธอบอกเสียงสั่นพร้อมกับพยายามจะผลักเขาออกจากตัว

‘ผมขอโทษที่รัก... ผมจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป’ เขาบอกก่อนจะก้มลงจูบซับน้ำอุ่นๆ ที่ไหลอาบแก้มนวลให้อย่างปลอบประโลม จากนั้นก็เริ่มปลุกเร้าอารมณ์เธอขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเดินหน้าต่อด้วยความรู้สึกภูมิใจและฮึกเหิมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“บ้าจริง!” อีเดนสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วดึงผ้าห่มผืนใหญ่ออก

“โอ้พระเจ้า! นี่เราเป็นผู้ชายคนแรกของเธอเหรอเนี่ย” คนที่เพิ่งจะระลึกชาติได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ถึงกับสตั๊นไปสามวิราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าที่ศีรษะเต็มๆ แรง

อีเดนเดินวนไปวนมาอย่างรู้สึกร้อนรนที่หัวใจ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาแพททริกสัน โรคาซานเดอร์ เจ้าของโรงแรมมะลิฉัตร ที่คบหากันมานานตั้งแต่สมัยเรียนที่อังกฤษ

“ว่าไงอีเดน” ปลายสายทักทายเสียงงัวเงียคล้ายกับคนที่ยังไม่ตื่น

“แพท! ฉันมีเรื่องจะรบกวนนายหน่อย” อีเดนบอกเสียงตึงเครียด

“ว่ามาได้เลยเพื่อน” แพททริกสันรีบลุกจากเตียง แล้วออกไปคุยที่ด้านนอก เพราะกลัวว่าจะทำให้ภรรยาที่หลับอยู่ตื่น!

“ฉันจะขอดูกล้องวงจรปิดที่โรงแรมมะลิฉัตรแกรนด์” อีเดนกัดฟันบอกความต้องการ

“เกิดอะไรขึ้น?” แพททริกสันถามอย่างสงสัย

“ไม่ถามได้ไหมวะ” อีเดนตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะอายเกินกว่าที่จะเล่าให้อีกฝ่ายฟังถึงสาเหตุ

“ฮ่าๆๆ ยิ่งแกไม่อยากบอก ฉันก็ยิ่งอยากรู้ว่ะ” แพททริกสันหัวเราะเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทางอึกอัก

“แพท...” อีเดนรู้สึกรำคาญนิดๆ ที่เพื่อนรักอยากจะรู้ให้ได้

“บอกมา! ไม่งั้นนายก็ไปเดินเรื่องขอดูเอง ซึ่งก็อาจจะใช้เวลาหลายวันนะ” แพททริกสันบอกเสียงจริงจัง

“โธ่โว้ย! นี่ฉันจะต้องเล่าให้นายฟังจริงๆ เหรอ” อีเดนสบถอย่างหัวเสีย

“เล่ามา!” แพททริกสันเอ่ยเร่ง

อีเดนถอนหายใจก่อนจะเล่าเรื่องที่น่าอายให้อีกฝ่ายฟัง “เมื่อคืนฉันพาสาวคนหนึ่งมานอนที่โรงแรมนาย แล้วพอตื่นเช้ามาเธอก็หายไป”

“เธอขโมยอะไรของนายไปงั้นเหรอ?” แพททริกสันถามอย่างเป็นห่วง กลัวว่าเพื่อนจะโดนสาวเจ้าล้วงตอนที่หลับ

“ไม่ได้โขมยอะไร!”

“อ้าว! งั้นนายจะตามหาเธอทำไม” แพททริกสันถามต่ออย่างมึนงง เพราะปกติอีกฝ่ายจะสลัดผู้หญิงทิ้งทุกครั้งหลังจากที่เสร็จกิจกรรม

อีเดนกลอกตาอย่างเซ็งๆ ‘นี่เราคิดถูกหรือเปล่าวะที่โทรไปขอความช่วยเหลือจากมัน!’

“อีเดน!” แพททริกสันเอ่ยเรียกคนที่อยู่ๆ ก็เงียบหายไป

“ฉันเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ” อีเดนกลั้นใจบอก

“ฉิบหายแล้วไหมล่ะ” แพททริกสันสบถเสียงดังเมื่อถึงบางอ้อ

“ใช่! ทีนี้จะช่วยฉันได้หรือยัง?” อีเดนถามด้วยน้ำเสียงนอยด์ๆ

“ใจเย็นๆ เพื่อน เดี๋ยวฉันจะให้คนไปหานายที่ห้อง” แพททริกสันบอกเสร็จก็กดวางสายไป ทิ้งให้อีเดนกัดฟันข่มหลายๆ อารมณ์และความรู้สึกที่กำลังแล่นเข้ามา

‘พระเจ้า! หวังว่ามันคงไม่เอาเรื่องนี้ไปคุยในกลุ่มหรอกนะ’ คนที่โทรไปขอความช่วยเหลือเริ่มคิดหนัก ขณะนั่งรอบอดี้การ์ดเอาเสื้อผ้ามาให้

Orianna Condo... อลิชาดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าและเรือนร่าง  ที่เปลือยเปล่าของตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องที่ด้านนอกดังขึ้น หลังจากที่ตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงของมารียากับปริณคุยกัน จากนั้นภาพความทรงจำอันเร่าร้อนก็ผุดขึ้นมาตอกย้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอและพี่ชายจอมโมโหร้ายของเพื่อนซี้

“อลิซ! ตื่นอยู่ใช่ไหม” ปริณนั่งลงข้างๆ แล้วสะกิดคนที่นอนคลุมโปงเบาๆ

อลิชานอนนิ่งไม่ไหวติง ‘พระเจ้า! เราจะพูดหรือมองพี่ป้องยังไง’

“พี่รู้ว่าเราตื่นแล้ว ฉะนั้นก็ลุกขึ้นมาเคลียร์กันว่าจะเอายังไง” ปริณบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

อลิชาหน้าตึงขึ้นมาทันใดเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คล้ายกับออกคำสั่งของ  อีกฝ่าย “ไม่เอาอะไรทั้งนั้น พี่ป้องกลับไปได้แล้ว หนูจะนอนต่อ”

“อะไรนะ! เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?” ปริณถามอย่างไม่เชื่อหู

“หนูบอกให้พี่ป้องกลับไปค่ะ” อลิชาเอ่ยย้ำ

“จะเอาแบบนี้ใช่ไหม?” ปริณถามเสียงเย็นอย่างพยายามข่มอารมณ์

“ค่ะ” เธอบอกพลางกระชับผ้าห่มเข้าหาตัวอย่างรู้สึกอาย

“เราจะคุยกันดีๆ ไม่ได้เลยเหรอ” ปริณถามเสียงอ่อนลง

“พี่ป้องก็ไม่เคยคุยกับหนูดีๆ มาก่อนไม่ใช่เหรอคะ?” อลิชาถามกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“อย่ายั่วอารมณ์พี่! ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“ไม่! พี่ป้องนั่นแหละกลับไปได้แล้ว” อลิชาบอกเสียงเข้ม พร้อมกับขยับตัวหนีอีกฝ่าย

“นี่กล้าไล่พี่งั้นเหรอ” ปริณหน้าตึงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสาวเจ้าทำท่าจะต่อต้าน ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็ให้ความร่วมมือดิบดี

“อ๊ะ! กรี๊ด” อลิชากรีดร้องเมื่ออีกฝ่ายกระชากผ้าห่มออกจากตัว  ที่เปลือยเปล่าของเธอ แล้วโยนทิ้งลงข้างๆ เตียงอย่างไม่ไยดี

“ทีนี้จะคุยกันได้หรือยัง” เขาบอกพลางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่  แดงก่ำอย่างชอบใจ

“กรี๊ดดดด ปล่อยนะไอ้คนบ้า” อลิชารีบคว้าหมอนหนุนมาปิดบังหน้าอกและเรือนร่างอย่างรู้สึกอับอาย

“ด่าพี่เหรอ? มานี่เลย” ปริณยิ้มก่อนจะกระโจนเข้าไปแย่งหมอน

“กรี๊ด ไม่นะ! อย่า...อย่านะพี่ป้อง” อลิชาตกใจพยายามยื้อหมอนเอาไว้ แต่ก็สู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้

“ดื้อนักใช่ไหม! มาให้พี่ลงโทษซะดีๆ” ปริณกดร่างบางลง แล้วขึ้นไปนั่งคร่อมทับไม่ให้อีกฝ่ายขยับตัวหรือดิ้นหนีไปไหนได้

“กรี๊ดดด” อลิชากรีดร้องเมื่อรับรู้ถึงบางอย่างที่แข็งขืนเป็นท่อน  เป็นลำอุ่นๆ วางพาดอยู่บนหน้าท้องของเธอ

“จะร้องทำไมฮะแม่คุณ!” ปริณต่อว่าก่อนจะตาโตเมื่อสาวเจ้ายกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดตา ทำให้ดอกบัวงามเป็นอิสระ ท้าทายสายตาและ  ปลุกอารมณ์บางอย่างให้ลุกโชนราวกับกดสวิตช์ไฟ

คนที่เพิ่งนึกขึ้นได้ อายหน้าแดงก่ำรีบควานหาหมอนเพื่อจะเอามาปิดบังหน้าอก แต่ทว่า... กลับถูกอีกฝ่ายจูบเข้าซะก่อน “อ๊ะ! อื้อ...”

“อืม...” ปริณครางเบาๆ ก่อนจะถดตัวลง แล้วเปลี่ยนมาซุกไซ้  ต้นคอระหง และเลยลงมายังดอกบัวงามที่เย้ายวน

“อะ...ไม่นะ พะ...พี่ป้องอย่า...” อลิชาร้องห้ามและพยายามผลักใบหน้าของเขาออกจากตัว

“อื้อ...” ปริณครางอย่างขัดใจก่อนจะรวบข้อมือบางทั้งสองข้างขึ้นให้พ้นทาง

“พี่ป้องไม่นะ... ระ...เรามาคุยกันก่อน” อลิชารีบต่อรองเมื่อ  ถูกอีกฝ่ายรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ

“พี่ไม่อยากคุย” ปริณเงยหน้าขึ้นตอบก่อนจะก้มลงไปดูดส่วนปลายของดอกบัวงาม

“ไม่! เราต้องคุยกัน” อลิชากัดฟันบอกเสียงแข็ง ต่อสู้กับอารมณ์วาบหวิวที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในกาย

“หึ! เอาไว้หลังจากที่พี่เสร็จภารกิจแล้วกันนะ” ปริณเงยหน้าขึ้นมองสาวเจ้าอีกครั้ง จากนั้นก็เดินเครื่องต่ออย่างไม่สนใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป