บทที่ 9 ตอนที่ 9 นานแค่ไหนก็จะรอ
ตอนที่ 9 นานแค่ไหนก็จะรอ
@หน้าห้องเขมิกา
เมื่อท่านประธานหนุ่มคุยเรื่องงานเสร็จ เขาจึงรีบเดินกลับห้องทันที แต่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เป็นเวลายามเย็น บรรยากาศด้านนอกแดดร่มแล้ว เหมาะแก่การเดินเล่นเป็นที่สุด
“ก๊อกๆๆ” เขายืนเคาะประตูอยู่ที่ด้านหน้าห้องของเธอ ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก เขมิกามองหน้าท่านประธานหนุ่มของเธอนิ่งๆ...เธออยากรู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนกับเธออีกกันแน่
“อยากไปเดินตลาดกลางคืนมั้ย” ตลาดที่ว่าก็คล้ายๆกับตลาดนัดหรือตลาดถนนคนเดินธรรมดาๆ ช่วงกลางคืนตามร้านค้าจะเปิดไฟ มองไกลๆสวยมาก
“คะ!” เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยด้วยซ้ำ นี่เขากำลังชวนเธอออกไปเที่ยวเหรอเนี่ย
“ผมถามว่า...อยากไปเดินตลาดนัดกลางคืนมั้ย” เธอคลี่ยิ้มบางๆออกมารู้สึกดีใจ อยากออกไปเปิดหูเปิดตาอยู่พอดี
“ท่านประธานอย่างคุณ เดินตลาดนัดเป็นด้วยเหรอคะ” เขาไม่ใช่ประธานบริษัทธรรมดา แต่เป็นบริษัทผลิตเครื่องประดับ จำพวก เพชร พลอย และอัญมณีราคาแพง ชิ้นงานแต่ละชิ้นราคาสูงลิบ คนธรรมดายากที่จะได้ครอบครอง
“เคยเดินแต่นานแล้ว อยากไปอีก ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ”
“แล้วคุณปกป้องล่ะคะ” ปกติเธอเห็นเขาสองคนชอบไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่บ่อยๆก็เลยถามขึ้น
“ผมอยากไปกับคุณแค่สองคน” วันนี้ทำไมเขาดูใจดีกับเธอแปลกๆ บอกตามตรงว่าเธอไม่ค่อยไว้ใจ
“คุณต้องการอะไรจากฉันหรือเปล่าคะ” เธอหรี่ตามองเขาในแบบรู้ทัน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะปกปิด
“สิ่งที่ผมต้องการจากคุณน่ะมีเยอะ แต่ตอนนี้ผมต้องการไปเดินเล่นมากกว่า...ออกมาเร็ว” เธอยังคงยืนคุยกับเขาอยู่ด้านในห้อง ยังไม่ยอมก้าวขาออกมา เขาก็เลยบอกให้เธอรีบตัดสินใจ จะได้ไม่เสียเวลา
“เดี๋ยวค่ะ ฉันขอไปหยิบกระเป๋าก่อน” เธอหมุนตัวกลับเข้าห้องไปหยิบกระเป๋า แล้วออกไปกับเขา...
@ตลาดนัด
ตลาดที่ว่าอยู่ไม่ได้ไกลจากโรงแรมมากนัก ขับรถกันมาสองคนไม่นานก็ถึง ทั้งสองพากันลงจากรถแล้วเดินเล่นไปเรื่อยๆ คล้ายกับคู่รักอย่างไรอย่างนั้น
“อยากกินอะไร” เขาถาม ทำไมวันนี้เธอรู้สึกว่าเขาดูใจดีกับเธอแปลกๆ คงไม่ได้ทำไปเพราะอยากให้เธอยอมรับข้อเสนอของเขาเมื่อช่วงบ่ายหรอกนะ
“ฉันทานอาหารเย็นที่โรงแรมมาแล้วค่ะ”
“ก็ผมยังไม่ได้กิน คุณนั่งกินเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ”
"ก๋วยเตี๋ยวร้านนั้น คุณทานได้มั้ยคะ" ครั้งหนึ่งในชีวิต อะไรที่เขายังไม่เคย เขาก็อยากลองทั้งนั้นแหละ ชีวิตที่เคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ในทุกๆวันเขามักจะใช้ชีวิตในแบบให้คุ้มค่ามากที่สุด
"ได้...ไปสิ" เขาพยักหน้า ทั้งสองจึงพากันไปนั่งลงที่เก้าอี้ในร้านก๋วยเตี๋ยว เป็นร้านรถเข็นธรรมดาๆแต่คุณภาพและความอร่อยไม่แพ้กับอาหารบนโรงแรมเลย
“นี่คุณไม่ได้กำลังจะจีบฉันอยู่ใช่มั้ยคะ” เธอชวนคุยระหว่างรอแม่ค้าทำก๋วยเตี๋ยวมาให้
“ข้อเสนอของผม คุณว่าไงล่ะ” เขาไม่ปฏิเสธ ยอมรับด้วยรอยยิ้ม แถมยังทวงถามถึงข้อเสนอที่เขายื่นให้เธอ เมื่อช่วงบ่าย
“ทำไมฉันต้องเป็นตัวเลือก ในเมื่อฉันก็สามารถเลือกได้” เธอตอบกลับไปในแบบสวยๆ เป็นจังหวะที่แม่ค้ายกชามก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟให้พอดี พร้อมกับน้ำเย็นๆคนละขวด
"กินยังไง" อาหารข้างทางแบบนี้ เขาไม่ค่อยถนัด รู้สึกเก้ๆกังๆไปหมด
"นี่เครื่องปรุงค่ะ ลองชิมในถ้วยดูก่อน จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบเส้นเอาเข้าปากแบบนี้..." เธออาสาทำให้เขาดูก่อน จากนั้นเขาจึงค่อยๆทำตามที่เธอบอก
ธันวาชิมดู เขาปรุงแค่นิดหน่อยเท่านั้น รสชาติไม่เลว ทั้งสองนั่งกินกันไป มองหน้ากันไป จนหมดชาม
"อร่อยมั้ยคะ"
"อื้อ...อร่อย ให้เยอะด้วย ผมกินแทบไม่หมดแน่ะ"
"ก๋วยเตี๋ยวมื้อนี้ฉันเลี้ยงคุณเองค่ะ" เขมิกาลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วนำเงินไปจ่ายให้แม่ค้า จากนั้นจึงพากันเดินเล่นชมของสวยๆในตลาดต่อ อยู่ๆเขาก็ถามเธอขึ้นมาว่า...
“ผมไม่ดีตรงไหน” ในใจของเขายังคงนึกถึงเรื่องที่คุยกันค้างไว้ ใช่...เธอสามารถเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนถูกเลือก แต่ทำไมเธอถึงไม่เลือกเขา
เขมิกาหันมามองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขานิ่งๆ กำลังงงว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร เพราะเธอลืมไปแล้ว แต่ก็ร้องอ๋อขึ้นมาในใจ เมื่อนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่คุยกันค้างไว้
“ไม่ดีตรงที่คุณดูถูกฉัน ถ้าคุณอยากมากนักก็ไปซื้อกินเอาสิคะ คนที่เขาอยากขายมีเยอะแยะ อย่าบอกนะคะว่าผู้ชายอย่างคุณ ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาซื้อจากที่ไหน” คำพูดของเธอมันช่างแทงใจนัก!
“ผมไม่ชอบแบบนั้น” จะเอาแบบนี้ ปากดีๆแบบนี้ดูท่าแล้วน่าจะอร่อยไม่เบา...เขาคิดใจใน
“แล้วคุณชอบแบบไหน”
“แบบคุณไง”
“ชุดเจ้าหญิง!” เป็นจังหวะที่เธอหันไปเห็นชุดเจ้าหญิงพอดี โดยที่ไม่ได้สนใจคำพูดของเขาเมื่อสักครู่เลยสักนิด ทำเอาใบหน้าของท่านประธานหนุ่มงุนงง เมื่อเลขาของเขาสนใจชุดเด็กผู้หญิงเป็นพิเศษ
“แม่ค้า...ชุดนี้เท่าไหร่คะ” เธอรีบเดินปรี่ไปที่ร้านนั้นแล้วเอ่ยถามราคาทันที
“สามเก้าเก้าค่ะ”
“คุณธันคะ ฉันอยากให้คุณซื้อชุดเด็กชุดนี้ให้ฉันค่ะ” เธอหันไปขอร้องเขา ถ้าเขายอมซื้อให้ เธอจะกลับไปบอกลูกสาวของเธอว่า ชุดเจ้าหญิงชุดนี้พ่อเป็นคนซื้อให้ น้องพลอยคงดีใจมาก ส่วนคนซื้อเขาจะคิดยังไงก็ช่างเธอไม่สนใจ
“คุณไม่ได้เอาเงินมาเหรอ” เขาถามพร้อมกับมองไปที่กระเป๋าถือของเธออย่างไม่เข้าใจ เมื่อสักครู่เธอยังจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวให้เขาอยู่เลย
“เอามาค่ะ แต่ฉันอยากให้คุณซื้อให้ นะคะๆ” เธอขอร้องเขาในแบบอ้อนๆ
“นี่ครับ” ธันวายอมหยิบเงินในกระเป๋าส่งให้แม่ค้า
“คุณมีลูกแล้วเหรอ” เขารับเงินทอนจากแม่ค้าแล้วเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงอยากรู้เบาๆ
“ค่ะ...ฉันมีลูกแล้ว” ไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องปิดบังเรื่องที่เธอมีลูกแล้วกับเขา อยากรู้นักว่าถ้าเขารู้ว่าเธอมีลูกแล้ว เขายังอยากได้เธอไปเป็นผู้หญิงของเขาอยู่อีกหรือเปล่า
“แล้วสามีล่ะ” ธันวาถามต่อ
“ไม่มีค่ะ” เธอตอบพร้อมกับสายตาที่กำลังมองไปที่รองเท้าแก้วที่ลูกสาวของเธออยากได้ น้องพลอยบอกว่าชุดเจ้าหญิงจะต้องมีรองเท้าแก้วด้วย ก็ของมันคู่กัน
“ค่อยยังชั่ว...” ธันวาบ่นพึมพำออกมาเบาๆคนเดียว คิดว่าตัวเองจะไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านซะแล้ว ดีที่เธอไม่มีสามี แล้วใครกันที่กล้าทิ้งผู้หญิงสวยๆแบบนี้ได้ลงคอ
“คุณธันคะ ฉันขอรองเท้าแก้วคู่นี้อีกคู่ด้วยได้มั้ยคะ” เธอนั่งลงหยิบดู ขนาดเท้าของน้องพลอยน่าจะใส่ได้พอดี
“ได้ครับ”
“แม่ค้าคะ...เอาคู่นี้ด้วยค่ะ” ธันวาส่งเงินให้แม่ค้าไปแบบงงๆ แล้วทำไมเขาจะต้องซื้อให้เธอด้วยเนี่ย
“อยากได้อะไรอีกมั้ยครับ” เขาประชด!
“เอาอีกได้เหรอคะ”
“แน่นอนครับ ถ้าคุณไม่เกรงใจ” แต่เขมิกาไม่สนใจ ในเมื่อเขาเสนอ เธอก็จะสนองให้
“ฉันไม่เกรงใจ! ช่วยถือด้วยค่ะ” เธอส่งถุงเสื้อกับรองเท้าเมื่อสักครู่ให้เขาช่วยถือ แล้วเดินดูของที่จะซื้อไปฝากลูกสาวของเธอต่อ เธอจะซื้อจนกว่ากระเป๋าของเขาจะฉีกเลยคอยดู แอบสมน้ำหน้าอยากเสนอเอง
เมื่อเวลาผ่านไป ในมือของท่านประธานหนุ่มก็เต็มไปด้วยของใช้ของน้องพลอย นอกจากจะต้องจ่ายเงินแล้ว เขายังต้องถือให้อีกด้วย
“นี่คุณ...ลูกคุณไม่มีเสื้อผ้าใส่เหรอ ทำไมถึงได้ซื้อเยอะขนาดนี้ ซื้อของตัวเองบ้างก็ได้” เขาเริ่มถือไม่ไหวแล้ว
“ฉันแค่อยากใช้เงินคุณค่ะ” ตอบกลับไปตรงๆ ส่วนคนที่เดินถือของให้อยู่ด้านหลังทำได้แค่...ฝากไว้ก่อนเถอะ!
หลังจากซื้อของจนหิ้วไม่ไหว ทั้งสองจึงชวนกันกลับ ซึ่งตอนนี้รถที่เขาขับไปก็ได้ขับเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมเรียบร้อย ในขณะที่รถจอดสนิท เขมิกาปลดเข็มขัดนิรภัยออก คุณธันวาก็ถามเธอขึ้นมาว่า...
"แล้วแฟนคุณล่ะ เลิกกันเหรอ"
"เราไม่ได้เลิกกันค่ะ แต่เขาหายไป หายไปนานมากแล้ว เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าฉันมีลูกกับเขา" น้ำเสียงของเธอฟังดูเศร้าเหลือเกิน จนเขานึกสงสาร
"แล้วถ้าเขากลับมาล่ะ"
"ก็ช่างเขาสิคะ เขาไม่เคยบอกรักฉัน มีแค่ฉันที่รักเขาอยู่ฝ่ายเดียว" ประโยคบอกเล่าของเธอ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกสงสารเธอมากขนาดนี้ นี่เธออุ้มท้องและเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอดเลยเหรอ
"แล้วตอนนี้ล่ะ คุณยังรักเขาอยู่มั้ย"
"รักค่ะ ถ้าคุณเจอเขา ฝากบอกเขาด้วยนะคะว่าฉันรออยู่ นานแค่ไหนฉันก็จะรอ" การรอในแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...นี่เธอบ้าไปแล้วเหรอ!
"นี่คุณจะบ้าเหรอ เขาไปนานขนาดนั้น คุณจะรอคนแบบนั้นทำไม!" ธันวาเห็นชุดกับรองเท้าที่เขมิกาซื้อให้ลูกสาว เขาคิดว่าเด็กน่าจะอายุหลายขวบแล้ว ผู้ชายที่ขาดความรับผิดชอบแล้วหายไปนานขนาดนั้น ไม่สมควรให้ค่า เธอควรจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้แล้ว และแน่นอนว่าคนๆนั้นก็คือเขา
"ขอบคุณนะคะ" คำพูดและน้ำเสียงใส่อารมณ์เมื่อสักครู่นี้ของเขา เธอไม่โกรธ เธอเอ่ยคำขอบคุณ พร้อมกับยิ้มหวานให้เขา แต่รอยยิ้มนี้มันกลับมีน้ำตา
ธันวายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ ในใจของเขาไม่รู้เป็นอะไรมันรู้สึกสั่นแปลกๆ เขาสงสารเธอจับใจ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขายื่นเข้าไปจูบซับน้ำตาให้กับเธออย่างอ่อนโยน
ริมฝีปากหยักประทับจูบลงไปบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา เขาขบเม้มและจูบอยู่ที่ริมฝีปากบางของเธออย่างทะนุถนอม โดยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปมากเกินความจำเป็น อยู่เนิ่นนานพอสมควร
"พอเถอะค่ะ" ฝ่ามือของเธอที่ยกขึ้นกำเสื้อของเขาเอาไว้แน่น เมื่อนึกขึ้นได้ เธอจึงเลื่อนฝ่ามือมาที่ด้านหน้าแล้วดันแผงอกของเขาออก ไม่ว่าเธอจะต้องการเขามากแค่ไหน แต่ถ้าเขายังจำเธอไม่ได้ เธอก็จะไม่มีวันยอมตกเป็นของเขาง่ายๆอีกเด็ดขาด
ธันวายอมปล่อยริมฝีปากออกให้อย่างนึกเสียดาย ในใจลึกๆรู้สึกคุ้นเคยกับสัมผัสนี้เหลือเกิน...
@หน้าห้องพัก
ทั้งสองช่วยกันหิ้วของที่ซื้อมา เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของเขมิกา
“เอาวางไว้ตรงนี้ค่ะ” เธอชี้นิ้วลงไปที่พื้นด้านหน้าห้องพักของเธอ
“เดี๋ยวผมถือไปวางไว้ให้ที่ด้านในดีกว่า” คนอย่างเขาถ้าได้เข้าไปในห้องแล้วคงยาว...ไม่ดีกว่า!
“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่ไว้ใจคุณ” พูดกันตรงๆนี่แหละ ใจจริงเป็นใจของเธอเองมากกว่า เธอไม่ค่อยไว้ใจตัวเองเลย เมื่อสักครู่ยังยอมให้เขาจูบอยู่ง่ายๆตั้งนานสองนาน
“ถ้างั้นผมให้เวลาคุณอาบน้ำยี่สิบนาที เสร็จแล้วลงไปดูสถานที่จัดงานกับผมด้วย” เขาหาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างจนได้ ด้วยหน้าที่ของเธอยังไงเธอก็คงต้องยอม
“ค่า...” เธอรับปาก แต่เธอยืนรอให้เขาเดินเข้าห้องของเขาไปก่อน เธอถึงยอมเปิดประตูแล้วเดินเข้าห้องของตัวเองไป
