บทที่ 2 พี่เลี้ยง
บทที่ 1
พี่เลี้ยง
ห้าปีต่อมา
‘ธุวานันท์ รีสอร์ท’
รถยนต์แล่นผ่านป้ายทางเข้าของรีสอร์ทชื่อดังขนาดใหญ่ของจังหวัดราชบุรี ตลอดเส้นทางผ่านบ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นับร้อย ๆ หลัง รีสอร์ทแห่งนี้ถูกจัดตกแต่งและออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์นทันสมัยรับกับยุคปัจจุบัน โทนบ้านพักจะเน้นไปทางสีเทาขาวเป็นหลักให้ความสบายตาและน่าอยู่อาศัย
รีสอร์ทธุวานันท์เป็นอีกหนึ่งในธุรกิจของครอบครัวธุวานันท์จัดอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงหลายร้อยล้านในตลาดวงการธุรกิจเพราะครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยไร่ เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากมาราชบุรีนักท่องเที่ยวทุกสารทิศต่างก็ให้ความไว้วางใจพักผ่อนกันที่นี่ ไม่ว่าจะช่วงไฮซีซั่นหรือช่วงโลซีซั่น ทุกอย่างถูกจัดการและควบคุมโดยพี่ใหญ่ของตระกลูวัยสามสิบหกปีอย่าง ปรัตถกร ธุวานันท์ เขาทำหน้าที่และดูแลมันอย่างดีตามที่ได้รับมอบหมาย
ภายในรถมีหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี รูปร่างสมส่วนไม่ผอมเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ใบหน้าหวาน ดวงตากลมโตปากเป็นกระจับได้รูปรับกับจมูกที่โด่งรั้นแบบพอดิบพอดี ผมยาวหยักศกปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง นั่งอยู่เบาะหลังด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นความสวยงามของสิ่งก่อสร้างและธรรมชาติเบื้องหน้าช่วยทำให้สดใสขึ้นมาได้บ้างจนบางช่วงเวลาเธอเผลอไผล ดื่มด่ำไปกับมันจนยากถอนตัว
“ถึงแล้วครับ” ไม่นานรถยนต์ก็เลี้ยวเข้าสู่จุดหมาย ลุงคนขับหันมาบอกคนที่กำลังใจลอยไปไกล
“อ้อ...โอเคค่ะ” สาวเจ้าเหลียวหน้าไปหาคุณลุงคนขับและตอบรับเสียงสดใส
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่นั่งรถมา แต่มารู้ตัวอีกทีก็มายืนตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ทรงโมเดิร์นสองชั้นภายในรีสอร์ทธุวานันท์แล้ว บ้านหลังนี้อยู่ห่างออกมาจากพื้นที่ของรีสอร์ทที่เอาไว้ให้ลูกค้าเข้าพักประมาณหนึ่งกิโลเมตรจึงมีความเป็นส่วนตัวอยู่มากพื้นที่ใช้สอยก็เยอะจนสามารถบรรจุคนได้เกือบร้อยชีวิตเห็นจะได้
“แม่หนูจะให้ลุงขนกระเป๋าเราไปไว้ไหนล่ะ”
“เอ่อ...เอาไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูยกเข้าไปเอง ขอบคุณลุงมากเลยนะคะ”
ลุงคนขับยกกระเป๋าลงมาจากรถเสร็จสรรพก็ควักเงินในกระเป๋าจ่ายให้ท่านไป ก่อนนาทีต่อมารถยนต์คันกลางค่อนเก่าจะค่อย ๆ ขับออกไปจนลับสายตา
‘ติ้ด! ติ้ด! ติ้ด!’
เครื่องมือสื่อสารสั่นส่งสัญญาณภายในกระเป๋าสะพายใบใหญ่ หญิงสาวหยิบขึ้นมาดูพบว่าปลายสายมิใช่ใครนอกเสียจากคนที่เธอรักมากที่สุด
หญิงสาวยิ้มจนตาแทบปิดเมื่อกดรับวิดีโอคอลของมารดา อย่างสายธารที่โทรมาจากอีกฟากของจังหวัดเดียวกัน
‘ถึงหรือยังลูก’
“ถึงแล้วค่ะ เพิ่งถึงไม่นานมานี้เอง” คนเป็นลูกรายงานสถานการณ์
‘เจ้านายเราเขาเป็นยังไงบ้าง’
“หนูยังไม่ได้เจอเขาเลย แต่บ้านหลังใหญ่มาก”
‘เราเองก็ตั้งใจทำงานนะ มีปัญหาอะไรโทรบอกแม่’
“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะโทรหาเช้า สาย บ่าย เย็นเลย”
‘เว่อร์ไปแล้ว ไม่ต้องถึงกับขนาดนั้นหรอกแค่วันละครั้งแม่ก็สบายใจแล้ว’
“ได้ค่า เดี๋ยวหนูจะโทรหาทุกวันเลย”
‘งั้นแค่นี้ก่อนนะลูก แม่ไปเย็บผ้าต่อก่อน’
“โอเคค่ะ หนูรักแม่นะ”
ประโยคสุดท้ายไม่พ้นการบอกรักมารดาก่อนจะกดวางสายไปและเดินเข้าไปกดออดหน้าบ้านขนาดใหญ่ ไม่นานนักก็มีหญิงมีอายุรูปร่าง ค่อนไปทางมีน้ำหนักเดินมาเปิดและถามไถ่
“มาหาใครคะ”
“เอ่อ...พอดีว่าเป็นพี่เลี้ยงที่เจ้าของบ้านจ้างมาน่ะค่ะ”
“พี่เลี้ยง?” คนด้านในชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องอ้อออกมาดัง ๆ “อ้อ! งั้นเชิญข้างในเลยจ้ะ”
หญิงสาวเดินตามหญิงวัยกลางคนที่ดู ๆ แล้วอาจจะอายุอานามใกล้ ๆ กับมารดาของเธอเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ ท่านดูเป็นคนใจดีระดับหนึ่ง ใบหน้าไม่ได้บึ้งตึงแต่กลับดูเป็นมิตรจนเธอสบายใจ
“ห้องนี้เป็นห้องของคุณค่ะ คุณปุณณ์ให้ป้าเตรียมไว้ให้”
ห้องของหญิงสาวถูกจัดเตรียมเอาไว้อยู่ชั้นหนึ่ง ด้านปีกซ้ายของบ้านถัดจากห้องรับแขกมาประมาณสองห้องนอน เป็นห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มีขนาดพอดีกับหนึ่งคนนอน ข้าวของเฟอร์นิเจอร์ด้านในก็มีครบครัน ทุกอย่าง ถูกทำความสะอาดจนหมดจด ไม่หลงเหลือไรฝุ่นให้เห็นสักนิดเดียว
“ขอบคุณมากเลยนะคะ แต่ป้าไม่ต้องเรียกว่าคุณหรอกค่ะ” เธอเองก็เป็นลูกจ้างไม่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเรียกคุณหรอก อีกอย่างคนตรงหน้า ก็อายุมากกว่าเธอหลายรอบ
“เอาแบบนั้นเหรอคะ”
“ค่ะ” ตอบพลางสายตาทอดมองไปทั่วห้อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอต้องเริ่มใช้ชีวิตที่นี่ ในฐานะพี่เลี้ยงของลูกปรัตถกร...
“แล้วหนูชื่ออะไรล่ะ”
“ตะวันค่ะ ทานตะวัน”
สองเดือนผ่านไป...
“วันนี้น้องปิ่นสวยจังเลยค่ะ ไหนลองหมุนให้พี่ตะวันดูอีกทีสิคะ”
“ได้เยยค่ะ” ปิ่นมณีเด็กหญิงวัยสี่ขวบใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดูพูดเสียงเจื้อยแจ้ว พลางหมุนกายโชว์ชุดนางฟ้าที่ต้องใส่ไปงานโรงเรียน ให้พี่เลี้ยงสาวดูอย่างร่าเริง
“น้อนปิ่นฉวยไหมคะ”
“สวยค่ะ สวยที่สุดเลย” พี่เลี้ยงออกปากชมเด็กน้อยตรงหน้า
ทานตะวันส่งยิ้มและมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ยิ่งนานวันเข้าเธอยิ่งรู้สึกผูกพันกับเด็กคนนี้มากขึ้นไปทุกที ปิ่นมณีเป็นเด็กฉลาดเกินวัย แถมยังน่ารักน่าชังไม่แปลกใจที่ใครต่อใครจะตกหลุมรักโดยเฉพาะบิดาของเจ้าตัวน้อยที่พอได้นึกถึงเขาก็มาในทันทีราวกับรับรู้ได้อย่างนั้น
“ลูกสาวพ่อ ทำไมวันนี้แต่งตัวสวยจังเลยคะ” ปรัตถกรเปิดประตูเข้ามาเดินตรงมาหาลูกสาวย่อกายลงตรงหน้าแล้วเอ่ยชมนางฟ้าตัวน้อย
ไม่ต้องแปลกใจเลยหากใครเห็นปิ่นมณีจะเอ่ยปากชมว่าหน้าตาดี เพราะเด็กสาวตัวน้อยได้ดีเอ็นเอพ่ออย่างปรัตถกรมาเต็ม ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าคมสัน ดวงตาแวววาวมีเสน่ห์อย่างน่าหลงใหล จมูกโด่งเป็นสันรับกับเรียวปากกระจับสีชมพูได้รูป ทุกสัดส่วนบนใบหน้าใครที่ได้จ้องมองก็มีแต่หลงละเมอกับความหล่อเหลาราวกับดารา ไหนจะหุ่นสมบูรณ์แบบเหมือนกับคนหมั่นออกกำลังกายที่ขยันดูแลตัวเองอยู่ทุกวันนั่นอีก เดินไปทางไหน สาว ๆ พากันเหลียวหลังแทบไม่ทัน
“วังนี้มีเย่นนิทานค่ะ” เจ้าตัวเล็กยังตอบคำถามได้อย่างดีเยี่ยม
“วันนี้มีเล่นนิทาน ไหนลองบอกพ่อหน่อยสิคะว่าน้องปิ่นเล่นเป็นใคร”
“นางคว้าค่ะ น้อนปิ่นเย่นเปงนางคว้า” คนตัวเล็กบอกแถมยังยิ้มจนตาหยี
ทานตะวันที่ฟังอยู่เงียบแทบจะหลุดขำเมื่อปิ่นมณีบอกอย่างภาคภูมิว่าตัวเองเล่นเป็นนางคว้า ซึ่งเธอก็พอจะรู้อยู่ว่านางคว้าของ เด็กน้อยนั้นหมายถึงนางฟ้านั่นแหละ คนอะไรช่างน่าเอ็นดูขนาดนี้กันนะ
“เล่นเป็นนางฟ้า? อืม...ปกติทุกวันนี้น้องปิ่นก็เป็นนางฟ้าตัวน้อยของพ่ออยู่แล้วนี่คะ”
“ไม่ช่ายค่ะ ไม่ช่าย” นิ้วชี้ป้อมชูขึ้นแล้วส่ายปฏิเสธปรัตถกร
“ไม่ใช่?” คุณพ่อหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
“เอ่อ...น้องปิ่นหมายถึงเล่นเป็นนางฟ้าที่โรงเรียนไม่เหมือนกับเป็นนางฟ้าของคุณพ่อใช่ไหมคะ” ทานตะวันอาสาอธิบายในสิ่งที่ปิ่นมณีคิดออกมา เพราะคิดว่าเด็กช่วงวัยนี้คงพูดหรืออธิบายประโยคยาว ๆ ยังไม่ได้ ซึ่งพอปิ่นมณีได้ยินแบบนั้นเข้า เจ้าหนูก็พยักหน้ายิ้มหวานดีใจที่พี่สาว เข้าใจตน
“อ้อ พ่อเข้าใจแล้วค่ะ” ปรัตถกรเข้าใจในทันที
“น้องปิ่นคะ พี่ตะวันว่าน้องปิ่นรีบลงไปทานข้าวดีกว่านะ เดี๋ยวจะสาย” ทานตะวันเห็นป้าน้อมมายืนส่งสัญญาณว่าอาหารเช้าพร้อมแล้ว อยู่ตรงหน้าประตู
“ได้ค่ะ น้อนปิ่นหิวแย้ว” ว่าพลางเอามือเล็ก ๆ ลูบท้องป่องไปมา
“งั้นน้องปิ่นลงไปข้างล่างกับคุณพ่อก่อนนะคะ พี่ตะวันขอเตรียมกระเป๋าให้แปบนึง”
“ได้ค่ะ” ปิ่นมณีตอบเสียงดังฟังชัด
“แต่พ่อมีธุระคุยกับพี่ตะวันนิดหน่อย น้องปิ่นลงไปกับย่าน้อม ได้ไหมคะ”
“ป้อจะทำพี่ตะวังย้องไห้เหยอคะ”
“ไม่ใช่ครับ ไม่ได้จะทำให้ร้องไห้”
“งั้นโอเกค่ะ” นิ้วป้อม ๆ ทำสัญลักษณ์โอเคตามที่พูดก่อนนางฟ้าตัวน้อยจะวิ่งจู๊ดกระโปรงยาวลากพื้นไปหาป้าน้อมที่ยืนอยู่และเดินไปด้วยกัน
ประตูห้องถูกปิดลงหลังจากปิ่นอนงค์ลงไปข้างล่างแล้ว กายหนาย่างสามขุมเข้ามาหาหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังยืนตัวลีบคล้ายเกรงกลัว คนตรงหน้า ก็ใครจะไม่กลัวเล่าปรัตถกรยามไม่พูดใบหน้าเรียบขรึมน่ะ น่ากลัวจะตายไป
“เอ่อ...คุณปุณณ์มีธุระอะไรกับตะวันเหรอคะ”
“ทำไมเมื่อคืนไม่ทำตามที่ผมบอกครับ” คำพูดเขามันดูสุภาพ แต่ทำไมคนฟังอย่างทานตะวันถึงอยากจะหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ซะเหลือเกิน
“เอ่อ...พอ พอดีว่า”
“ขอผมฟังเหตุผลดี ๆ สักข้อหน่อยสิครับตะวัน” เขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเดิมจนทานตะวันถอยหลังติดกำแพง แขนแกร่งทั้งสองข้างของชายหนุ่มกักขังช่องทางรอดเอาไวไม่มีหนทางให้หญิงสาวหลีกหนีได้
“คุณปุณณ์ ถอยออกไปก่อนเถอะค่ะ”
“ตอบผมมา” นอกจากจะไม่ถอยแล้วเขายังโน้มใบหน้าให้ชิดใกล้มากกว่าเดิมเข้าไปอีก
“ตะวัน...ตะวันเผลอหลับไปพร้อมกับน้องปิ่นค่ะ”
“เผลอหลับ?” คิ้วหนาขมวดเป็นปม ส่วนทานตะวันก็รีบพยักหน้ารับรัว ๆ
“ชะ...ใช่ค่ะ จำได้ว่าเมื่อคืนตะวันพาน้องปิ่นเข้านอนแล้วก็ให้อ่านนิทานจากนั้นก็หลับไปจะรู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว” จะบอกว่าเธอแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ก็ไม่ผิดหรอก
“จะให้ผมเชื่อแบบนั้นเหรอ?”
“ตะวันพูดจริง ๆ ค่ะ”
“ก็ได้ แต่ผมหวังว่าคืนนี้ตะวันคงไม่เผลอหลับอีกนะครับ”
“ค่ะ” สาวเจ้าตอบรับเสียงแผ่วเบา ใบหน้าก้มงุดไม่ยอมสบสายตาคนพูดจนปรัตถกรรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“เวลาผมพูด ช่วยมองหน้าผมด้วย”
“ค่ะ” เธอต้องยอมสบตากับเขาตามที่ชายหนุ่มบอก
“ผมเป็นคนไม่ชอบพูดอะไรหลาย ๆ รอบ ตะวันคงรู้ดี”
“ทราบค่ะ”
“ถ้างั้นก็ดีครับ อีกอย่างตะวันบอกเองว่ายอมทำได้ทุกอย่าง อย่าลืมคำพูดตัวเองสิ”
มือหนาช้อนใบหน้าของทานตะวันขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย คำพูดของปรัตถกรทุกคำมันดูสุภาพจนคนฟังอาจเคลิบเคลิ้ม ทว่ามันไม่อาจเป็นแบบนั้นกับทานตะวัน หญิงสาวรู้ดีว่าน้ำเสียงเหล่านี้มันแฝงนัยสำคัญและความนิ่งขรึมแสนน่ากลัวเอาไว้
“ตะวันไม่เคยลืมค่ะ ตะวันจำได้ทุกอย่าง”
“ดีครับ อ้า...จะสายแล้วสิ” คราวนี้ชายหนุ่มเหลียวสายตาไปมองที่นาฬิการาคาแพงบนข้อมือของตนเอง เห็นว่ามันใกล้จะสายเต็มที เขาจึงได้ผละตัวถอยห่างออกไปจากหญิงสาว
“เห็นป้าน้อมบอกว่าตะวันจะไปตลาด?”
“ค่ะ ของใช้ของตะวันใกล้จะหมดแล้ว”
“งั้นก็ติดรถผมไปแล้วกัน”
“ไม่เป็นไร-”
“อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากครับ”
“งั้นก็แล้วแต่คุณปุณณ์เลยค่ะ” เธอปฏิเสธอะไรได้บ้าง ไม่มีเลย สักนิด...แม้แต่หัวใจเธอตอนนี้มันยังปฏิเสธที่จะรักผู้ชายตรงหน้านี้ไม่ได้เลย สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไป
รถยนต์คันหรูแล่นออกจากรีสอร์ท มีปรัตถกรเป็นคนขับ ส่วนปิ่นอนงค์นั่งอยู่ในคาร์ชีทสำหรับเด็กพูดคุยหยอกล้อกับทานตะวัน อยู่ด้านหลัง รถแล่นผ่านไปบนท้องถนนสีเทาปิ่นมณีสดใสในยามเช้า เจ้าหนูชี้นกชี้ไม้ให้พี่เลี้ยงสาวดูไปเรื่อย ทานตะวันตอบรับตอบสนอง ทุกความสงสัย ไม่นานก็มาถึงโรงเรียนนานาชาติชื่อดังที่เด็กหญิงเพิ่งจะเข้าเรียนได้เพียงสามสัปดาห์กว่า ๆ เท่านั้น
“น้องปิ่นมาแล้ว วันนี้แต่งตัวสวยเชียว” คุณครูคนสวยเดินยิ้มหวานมารับนักเรียนถึงหน้าประตู แต่ก็ต้องสงสัยเมื่อวันนี้คนที่มาส่งวันนี้ไม่ใช่บิดาของเด็กน้อย
“เออ…คุณเป็นใครเหรอคะ ทำไมถึง…” เธอขัดใจนิดหน่อยเพราะอยากเห็นใบหน้าหล่อเหลาของปรัตถกรมากกว่าหน้าตาจืดชืดของผู้หญิงตรงหน้า
“อ้อ…พอดีว่าฉันเป็นพี่เลี้ยงน้องปิ่นน่ะค่ะ วันนี้มีทำธุระเลยถือโอกาสแวะมาส่งด้วยเลย”
“อ้อค่ะ”
“น้องปิ่นคะ พี่ตะวันกลับก่อนน้าแล้วเดี๋ยวตอนเย็นคุณพ่อมารับนะคะ”
“พี่ตะวันไม่มาด้วยเหยอคะ”
“เดี๋ยวพี่ตะวันรอน้องปิ่นอยู่ที่บ้านไงคะ”
“ไม่อาว” เด็กน้อยแก้มป่องหน้าเศร้าลงทันตาเมื่อพี่เลี้ยงไม่ยอมมารับตนเองพร้อมบิดา
“ไม่ดื้อนะคะ เดี๋ยวพี่ตะวันทำของโปรดน้องปิ่นรออยู่ที่บ้านนะ”
“ของโปรก”
“ใช่ค่ะ ของโปรดน้องปิ่น”
“โอเกค่ะ” ได้ยินคำว่าของโปรดก็แววตาลุกวาวยินยอมแต่โดยดี ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโรงเรียนพร้อมคุณครูสาวคนสวย
ทานตะวันกลับมาขึ้นรถปรัตถกรที่จอดรออยู่อีกครั้ง หญิงสาวเดินขึ้นไปนั่งเบาะหลังเหมือนกับตอนที่นั่งมาพร้อมปิ่นมณี แต่ดูเหมือนว่า คนทำหน้าที่ขับรถวันนี้จะไม่พอใจ
“ลงมานั่งข้างหน้ากับผมครับตะวัน”
ทานตะวันเลือกทำตามอย่างไม่มีปากมีเสียง เพราะเธอรู้ดีว่า หากปฏิเสธไปก็เท่านั้น อย่างไรปรัตถกรก็เป็นฝ่ายชนะอยู่ดี
ตลอดเส้นทางไม่มีเสียงพูดคุยจะมีก็แต่เสียงลมหายใจของกันและกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกครั้งที่อยู่ตามลำพังกับ ปรัตถกรมักจะมีกระแสบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกวางตัวไม่ถูก คงเป็นเพราะท่าทางของเขามั้ง เธอถึงได้เป็นแบบนั้น
“ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง” ขอบคุณเขาเสร็จก็หันไปเปิดประตูรถ แต่เสียงเข้มก็ดังขึ้นซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนครับ”
“คะ?”
“พรุ่งนี้เช้าผมจะพาน้องปิ่นไปที่ไร่”
“เอ่อ…”
“ถ้าอยากไปหามะลิก็เตรียมเสื้อผ้าครับ”
“แล้วจะไปกี่วันคะ ตะวันจะได้เตรียมถูก”
“เอาไปแค่สี่ห้าชุดก็พอ” เพราะเขาจะไปเขกกบาลน้องชาย เสียหน่อยจึงต้องกลับบ้าน แต่ไปนานก็ไม่ได้เพราะยังมีงานที่รีสอร์ทค้างคาอยู่อีกเยอะ
“ค่ะ”
หญิงสาวยืนมองรถที่แล่นออกไปจนลับสายตา ถอดถอนลมหายใจออกมาคล้ายคนโล่งอก ก่อนจะพลิกกายเดินเข้าไปภายในตลาดเพื่อหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ของตนเอง
“พี่ตะวัน”
“อ้าว บีมวันนี้ไม่ไปเรียนเหรอ”
เหลียวไปมองเห็นรณพีร์เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีหลานชายลุงแช่ม คนสวนที่รีสอร์ทที่มักแวะเวียนมาตัดแต่งต้นไม้ที่บ้านของปรัตถกร อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหลายครั้งรณพีร์ก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย เธอจึงนึกเอ็นดูเด็กหนุ่มเหมือนน้องชาย
“อ้อ วันนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย เลยหยุดแล้วนี่พี่ตะวัน มาทำอะไรที่ตลาดครับ”
“ของใช้พี่หมด เลยมาซื้อน่ะ”
“งั้นก็ดีเลยสิ ผมก็มาซื้อเหมือนกัน”
“ไม่ได้แอบมาทำอะไรนอกลู่นอกทางแน่นะเรา”
“โถ่ จะไปทำอะไรได้ล่ะครับ ปะไปกัน”
“จ้า”
ตกเย็นทานตะวันเข้าครัวเพื่อเตรียมของโปรดให้ปิ่นมณีตามที่สัญญาเอาไว้ อาหารโปรดของนางฟ้าตัวน้อยไม่พ้นเป็นแกงจืดเต้าหู้หมูสับใส่ใบตำลึง ก่อนที่เธอจะมาเป็นพี่เลี้ยงของปิ่นมณี ป้าน้อมเล่าให้ฟังว่าเด็กหญิงไม่ชอบกินผักเลย เพียงแค่มีเศษผักติดจานข้าวมาก็พร้อมจะทำหน้างอร้องไห้ได้ทุกเมื่อ จนเธอลองทำแกงจืดเต้าหู้ไข่หมูสับใส่ใบตำลึงให้ลองกินนั่นแหละ เจ้าตัวถึงกับติดใจจนกลายเป็นอาหารจานโปรด
หญิงสาวนำตำลึงที่ซื้อมาจากตลาดเด็ดเอาแต่ใบอ่อน ๆ ไปล้างและตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นหันไปเตรียมหมักหมูสับพร้อมด้วยการหั่นเต้าหู้เตรียมเอาไว้ เปิดไฟต้มน้ำให้เดือดปรุงรสนิดหน่อยแล้วจึงหย่อน หมูสับที่ถูกปั้นเป็นก้อนลงไปตามด้วยเต้าหู้ไข่และใบตำลึงอ่อน ๆ ปิดท้าย
กลิ่นความหอมลอยคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน เด็กน้อยที่เพิ่งเลิกเรียนรีบวิ่งเข้ามายังห้องครัว แววตาเปล่งประกาย เรียกหาพี่เลี้ยง เสียงแจ๋ว
“พี่ตะวันอยู่นี่ค่ะน้องปิ่น”
“ฮอม น้อนปิ่นฮอม” จมูกน้อย ๆ ทำท่าฟุดฟิด ๆ ดมหาความหอม ที่ลอยมา
“น้องปิ่นอยากกินไหมคะ เดี๋ยวพี่ตะวันตักให้กิน”
“กิงค่ะ”
“งั้นนั่งรอนะคะ เดี๋ยวพี่ตะวันเอาไปให้”
“โอเกค่ะ” ทานตะวันอุ้มปิ่นมณีขึ้นนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเจ้าตัว
“ขอผมกินด้วยคนสิครับ”
ปรัตถกรเดินเข้ามาในครัวตรงไปหาบุตรสาว ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ
“ปกติป้าน้อมบอกว่าคุณปุณณ์ไม่ค่อยชอบกินอาหารรสจืด ไม่ใช่เหรอคะ เดี๋ยวตะวันทำ-”
“ผมเห็นน้องปิ่นชอบกินเลยอยากรู้ว่ามันจะอร่อยขนาดไหนน่ะครับ คงไม่รบกวนตะวันทำให้เพิ่มอีกเมนูหรอก ผมกลัวตะวันจะเหนื่อย” สายตาเขามันไม่ได้ดูมีความหวังดีอย่างที่เอ่ยออกมาเลยสักนิด
“ค่ะ เดี๋ยวตะวันจะตักให้”
กลายเป็นว่าหลังจากที่ทานตะวันยกอาหารมาเสิร์ฟให้สองพ่อลูก ก็พากันตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารจนหมด ไม่ใช่เพียงแค่ปิ่นมณี แต่ข้าวในจานของปรัตถกรก็ไม่มีเหลือแม้แต่เม็ดเดียว
ปกติหน้าที่ทำอาหารจะเป็นของป้าน้อมชายหนุ่มจึงไม่เคยได้ลองรับประทานอาหารฝีมือของทานตะวันเลยสักครั้ง จะบอกว่าครั้งนี้เป็น ครั้งแรกก็ได้ และมันก็น่าพึ่งพอใจอยู่ไม่น้อย
“อร่อยกว่าที่คิดอีกนะครับ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้องปิ่น ถึงชอบ” ตอนที่รู้ว่าปิ่นมณีกินผักได้ เขายอมรับว่าตกใจเพราะพี่เลี้ยงคนเก่าที่กลับไปดูแลพ่อกับแม่ที่บ้านเกิดก็ทำให้ลูกสาวกินผักไม่ได้ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำได้ รู้สึกว่าทานตะวันมีอะไรน่าสนใจกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเหมือนกัน
“อย่อย น้อนปิ่นขออีก” มือน้อยยื่นถ้วยข้าวชามเล็ก ๆ ของตัวเองส่งให้ทานตะวัน เสียงใส ๆ ร้องขออาหารเพิ่มพลังงานอีกรอบหนึ่ง
“เอาอีกเหรอคะ”
“ช่ายค่ะ อย่อย”
หลังจากหนูน้อยรับประทานอาหารจนอิ่มท้อง พี่เลี้ยงคนเก่งก็พาเจ้าตัวไปทำการบ้านและถามไถ่ถึงเรื่องราวในโรงเรียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งปิ่นมณีก็ตอบฉะฉานดวงตายิ้มหยีพูดแต่ว่าสนุกมาก ก่อนจะพากันไปเดินเล่นนอกบ้านไม่นานนักจึงกลับเข้ามายามเห็นว่าอาทิตย์อัสดงไปแล้ว
ทานตะวันส่งปิ่นมณีเข้านอนหลังจากอ่านนิทานจบไปสามเรื่อง หญิงสาวหันไปมองนาฬิกาแขวนภายในห้องของตัวเองตอนนี้เป็นเวลา สามทุ่มสี่สิบห้า สีหน้าหญิงสาวค่อนไปทางหนักใจเธอกำลังคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี มันไม่เคยชินเลยสักนิดความรู้สึกมากมายตีวนอยู่ในหัว สุดท้ายสิ่งที่ต้องทำก็คงจะมีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น...
บานประตูหนาถูกเปิดออก กายสาวแทรกตัวเข้าไปสายตาทอดมองไปทั่วห้อง อาการหวาดหวั่นเกิดขึ้นมาจนอยากจะถอยหลังหนี แต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้
“กว่าจะมาได้นะครับ”
