บทที่ 4 พักใจ

บทที่ 3

พักใจ

รถยนต์ที่มีปรัตถกรเป็นคนขับเคลื่อนตัวเข้าสู่ไร่ธุวานันท์ ปิ่นมณีมีความสุขจนเก็บกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ยิ้มหวานขณะสายตาไล่มองออกไปนอกหน้าต่าง ทานตะวันคอยยิ้มรับตอบสนองทุกความสงสัยของปิ่นมณี ไม่นานทั้งสามคนก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ เด็กหญิงตัวน้อยลงจากรถได้ก็ตั้งหน้า    วิ่งไปหาสุมาลีที่ยืนรออยู่

“น้องปิ่นอย่าวิ่งสิคะ เดี๋ยวล้มแล้วจะเจ็บเอานะ” ทานตะวันตะโกนบอกไล่หลังขณะที่เธอกำลังขนข้าวของลงจากรถ

“ตะวันเข้าบ้านไปเถอะครับ เดี๋ยวผมขนเข้าไปเอง” ปรัตถกรบอก

“ไม่เป็นไรค่ะ ของน้องปิ่นเยอะเดี๋ยวตะวันช่วยขน”

“ตามใจครับ” ถ้าอยากทำเขาก็ไม่ได้คัดค้าน ร่างสูงไม่ได้ใส่ใจ ชายหนุ่มถือข้าวของของตนเองกับของลูกสาวบางส่วนแล้วเดินเข้าไป  ด้านในพลางสทักทายสุมาลีที่ยืนเล่นอยู่กับปิ่นมณี

“เป็นยังไงบ้างครับมะลิ หลานพี่ดื้อรึเปล่า” เขาพูดถึงเด็กน้อย   ที่กำลังถือกำเนิดอยู่ภายในครรภ์ของสุมาลี

“นิดหน่อยค่ะ ไม่ค่อยดื้อเท่าไหร่ สงสัยคงจะไม่อยากให้แม่เหนื่อยมั้งคะ” คนท้องพูดติดตลก

“แล้วนี่ไอ้โปรดมันไปไหนครับ”

“มะลิไล่ให้เข้าไปทำงานในไร่ค่ะ”

“ใช้งานมันเยอะ ๆ เลยนะ พี่อนุญาต”

“ถึงพี่ปุณณ์ไม่อนุญาต มะลิก็คิดจะใช้งานโปรดหนักเหมือนเดิมค่ะ หมั่นไส้” ว่าที่คุณแม่ว่าพลางหัวเราะออกมา

“เอาที่มะลิคิดว่าสมควรเลยครับ พี่สนับสนุน” ชายตัวโตยิ้มให้ สาวรุ่นน้อง “งั้นเดี๋ยวพี่เอาของไปเก็บข้างในก่อน...น้องปิ่นอย่าดื้อกับ    อามะลินะครับ”

เขาพูดกับสุมาลีก่อนจะย่อตัวลงไปบอกลูกสาวตัวน้อยที่ยืนเกาะแข้งเกาะขาคุณอาสาวสุดที่รักอยู่

“โอเกค่ะ” มือป้อม ๆ ทำสัญลักษณ์ อ้าปากยิ้มหวานจนเห็นฟัน ซี่น้อย

ปรัตถกรเดินเข้าบ้านไป ขณะที่ทานตะวันเดินตรงมาหาสุมาลีกับปิ่นมณี หญิงสาวฉายแววความสดใสออกมา สุมาลีดีใจจนเนื้อเต้นที่จะได้เจอเพื่อนสาว

“กว่าจะมาได้ แกจะให้ฉันลงแดงก่อนใช่ปะ”

“ทำเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปได้ เดี๋ยวหลานฉันก็เครียดหรอก”

“ก็ไม่ยอมมาหากันสักที ทั้งที่มาทำงานกับพี่ปุณณ์ได้ตั้งสองเดือนแล้ว” ช่วงตอนที่ปรัตถกรแวะมาก่อนหน้านี้ ทานตะวันก็ไม่ยอมมาบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย

“ตอนนี้มาแล้วไง อย่างอนสิคะคุณแม่” ทานตะวันเข้าง้อคนที่กำลังทำท่างอนก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากนางฟ้าตัวน้อย “น้องปิ่นคะ อามะลิของน้องปิ่นงอนพี่ตะวันแล้ว แบบนี้พี่ตะวันจะทำไงดี”

“อื้ม น้อนปิ่นคิดก่อง” ปิ่นมณีทำท่าครุ่นคิดช่างน่าเอ็นดู จนสองสาวหันมองหน้ากันและหัวเราะร่าออกมา

“อามะลิกับพี่ตะวันต้องดีกัง”

“ดีกันเหรอคะ?” ทานตะวันถาม

“ชั่ยค่ะ!”

“งั้นโอเคค่ะ อามะลิไม่งอนพี่ตะวันของน้องปิ่นแล้วค่ะ ดีกันแล้ว” สุมาลีตอบรับ

“จยิงนะคะ”

“จริงสิคะ...อามะลิว่าเราพาพี่ตะวันเอาของไปเก็บกันดีกว่าเนอะ” สามสาวแต่สองวัยพากันเดินเข้าไปภายในบ้านที่ตอนนี้มีปรัตถกรและ   ปรรณวัชรอยู่ด้านใน ทว่าทั้งสามคนไม่ได้แวะไปหาชายหนุ่มเพราะจุดหมายหลัก ๆ ตอนนี้คือพาทานตะวันเอาสัมภาระไปเก็บ

“คราวนี้จะกลับมากี่วันครับ” ปรรณวัชรตั้งคำถามเพราะปรัตกรต้องดูแลกิจการรีสอร์ททำให้พี่ชายคนโตแทบไม่มีเวลาเฉียดตัวกลับมา    ที่บ้านเลย ส่วนใหญ่จึงได้นอนอยู่บ้านพักที่รีสอร์ท เพื่อที่ว่าเวลามีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ประกอบกับช่วงนี้กำลังจะเข้าช่วงไฮซีซั่น ด้วยแล้ว ปรัตถกรคงได้วิ่งวุ่นมากกว่าเดิม

“น่าจะสักสี่ห้าวัน เพราะฉันว่าจะลงไปดูที่ที่ชลบุรีสักหน่อย”

“ใช่ที่ที่พี่ปุณณ์พูดถึงเมื่อคราวก่อนหรือเปล่า” ครั้งล่าสุดที่เจอกันพี่ชายบอกว่าไปเจอที่ดินทำเลดีมา ตั้งอยู่ในตัวเมืองเป็นแหล่งท่องเที่ยวสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ผู้คนสัญจรผ่านไปผ่านมาเที่ยวตลอดทุกช่วง ของปี เรียกได้ว่าไม่มีทางขาดทุนจากการลงแรงครั้งนี้แน่นอน

“ใช่ ที่นั่นแหละ”

“เจ้าของเขายอมขายแล้วเหรอ”

“ยอมแล้ว แต่กว่าจะยอม ฉันก็หมดน้ำลายไปหลายลิตรเหมือนกัน” จากที่พูดคุยในตอนแรกอีกฝ่ายไม่ยอมเพราะข้อตกลงที่ไม่ลงตัว เขาจึงต้องหาข้อเสนอที่ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

“แล้วน้องปิ่นล่ะครับ จะพาไปด้วยรึเปล่า”

“ไปสิ ว่าจะพาไปเที่ยวด้วยซะเลย”

“ดีเลยครับ พานางฟ้าตัวน้อยของผมไปเปิดหูเปิดตาซะบ้าง...แล้วนี่หายไปไหนล่ะครับ ไม่มาให้ผมเห็นหน้าเลย”

“ติดหนึบอยู่กับมะลิ สงสัยพาตะวันเอาของไปเก็บ”

“ตะวัน?”

“พี่เลี้ยงน้องปิ่น เพื่อนของมะลิ”

“อ้อ ใช่คนที่พี่ปุณณ์บอกว่าเป็นลูกสาวลุงเติมใช่ไหมครับ”

“ใช่”

“คุงป้อขา”

“ครับน้องปิ่น” โหมดเสียงของปรัตถกรเปลี่ยนแปลงทันทีเมื่อต้องขานรับลูกสาวตัวน้อย แขนแกร่งอ้ารับปิ่นมณีที่โผตัววิ่งเข้าหา

“น้อนปิ่นจานอนกับพี่ตะวันกับอามะลิ” คนอยู่ในอ้อมแขนบิดาออดอ้อนทำตาแป๋ว

“นอน?”

“พอดีว่ามะลิอยากให้ตะวันนอนกับมะลิน่ะค่ะ น้องปิ่นเลยขอนอนด้วย” สุมาลีเดินเคียงคู่มากับทานตะวันก่อนนั่งลงโซฟาฝั่งตรงข้าม     หญิงสาวเอ่ยบอกความประสงค์ของตัวเองและเด็กน้อย

“จะดีเหรอมะลิ พี่ว่าให้ตะวันนอนอีกห้องก็ได้เดี๋ยวจะรบกวนเราเปล่า ๆ ส่วนน้องปิ่นเราก็มีห้องตัวเองอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?” ประโยคหลัง  เขาหันไปถามลูกสาว

“มะลิคิดถึงตะวันน่ะค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยอยากนอนเล่น   นอนคุยด้วยกันสักหน่อย ส่วนน้องปิ่นก็ไม่มีปัญหาเลยค่ะ มีตะวันอยู่ทั้งคน”

“นะคะคุงป้อ” ดวงตากลมตาเว้าวอนบิดา ใครผ่านไปผ่านมามีแต่จะเอ็นดู

“น้องปิ่นจะไม่ไปกวนอามะลิเขาแน่หรือครับ อามะลิมีน้องอยู่นะ”

“ไม่กวงค่ะ น้อนปิ่นจะเปงเด็กดี สังยา” นิ้วก้อยน้อย ๆ ชูขึ้น  เพื่อตอบรับคำพูดขอตัวเอง สัญญาว่าจะไม่ดื้อไม่ซนเด็ดขาด

“น้องปิ่นสัญญาขนาดนี้แล้ว ให้หลานไปนอนกับมะลิเถอะครับ   ดูสินั่นทำหน้าตาน่าสงสารแล้ว” ปรรณวัชรช่วยพูดอีกแรง

“พ่อให้ไปนอนก็ได้ครับ แต่ถ้าอามะลิบอกว่าน้องปิ่นดื้อต่อไป  พ่อจะไม่ให้น้องปิ่นนอนแล้วนะ”

“โอเกค่ะ”

“เก่งมากครับ” มือหนาลูบผมยาวบุตรสาวเบา ๆ แล้วยิ้มละมุนออกมา เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงนางฟ้าตัวน้อยอย่างปิ่นมณีเท่านั้นที่จะได้รับ

“อ้อมะลิลืมเลย...พี่ปัตถ์คะ นี่ตะวันเพื่อนมะลิพี่เลี้ยงน้องปิ่นค่ะ” ว่าทีคุณแม่อาสาแนะนำเพื่อนสาวให้อีกฝ่ายรู้จัก

“สวัสดีค่ะคุณปัตถ์” ทานตะวันยกมือขึ้นไหว้คนอายุมากกว่า  เธอพอจะเคยได้ยินชื่อปรรณวัชรมาบ้างแต่ไม่เคยได้เจอตัวจริงสักครั้ง     พี่น้องบ้านนี้ดีเอ็นเอความหน้าตาดีกินกันไม่ลงเลยสักคน

“สวัสดีครับตะวัน เรียกพี่เหมือนมะลิก็ได้ครับ”

“ขอบคุณนะคะ” สาวเจ้ายิ้มหวานส่งให้ อาการเกร็งผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายแสดงความเป็นมิตรออกมา

“อาโปรก!” สาวน้อยตะโกนขึ้น รีบไถลตัวลงจากตักบิดาวิ่งไปหาคุณอาสุดหล่ออีกคน

“ส่วนคนที่เดินเจ้ามาเหมือนศพตายซากนั่นก็โปรด ตะวันน่าจะ จำได้” สุมาลีชี้ไปด้านหลัง ปุริมปรัชญ์กำลังเดินอุ้มหลานสาวเข้ามา สีหน้าเหนื่อยอ่อนพอตัว

“ว่ายังไงครับ น้องปิ่นคิดถึงอาไหม”

“คิดเถิงที่สู้ดค่า”

“มะลิ โปรดสภาพเหมือนศพตายซากขนาดนั้นเลยเหรอ”        ว่าที่คุณพ่อได้ยินก็เดินอุ้มปิ่นมณีมาหาแล้วร้องโอดโอย หน้าตาเขาออกจะหล่อเหลาเอาการขนาดนี้ สุมาลีมาบอกว่าเขาเหมือนศพตายซากได้อย่างไร คุณพ่อไม่ปลื้มเลย

“ก็พอตัว แล้วนี่โปรดทำงานตามที่มะลิบอกเสร็จแล้วเหรอ”

“เรียบร้อยแล้วครับ เห็นไอ้ชิดบอกน้องปิ่นมาก็เลยมาหาหลาน...”

“ก็ดี เดี๋ยวมะลิจะให้พี่ชิดถ่ายรูปส่งมาให้ดู”

พอได้ยินว่าหญิงสาวจะตรวจเช็คงานปุริมปรัชญ์ก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้ ได้แต่ยิ้มแหย่ ๆ และตอบรับคำแสนสุภาพกลับไป

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะตะวัน” คราวนี้เขาหันไปทักทายเพื่อนสนิทของสุมาลี ที่เขาเองก็จำได้

“จ้ะ” หญิงสาวตอบด้วยประโยคสั้น ๆ ด้วยรอยยิ้มเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดีเนื่องจากเธอเองก็ไม่ได้สนิทกับคนตรงหน้ามากนัก

“ตะวัน เราเข้าไปในไร่กันไหมพาน้องปิ่นไปเดินเล่น...น้องปิ่น   ไปไหมคะ?” สุมาลีคิดอะไรดี ๆ ออก ทานตะวันมาหาทั้งทีจะให้อุดอู้อยู่แต่ในบ้านคงไม่ดีแน่ ตอนนี้ที่ไร่ผลส้มกำลังออกเต็มต้นคิดว่าคนที่เพิ่งเคยมาอย่างทานตะวันน่าจะชอบอีกอย่างมีพื้นที่ให้ปิ่นมณีวิ่งเล่นก็เยอะพอตัว

“ไปค่า” เจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนอาตอบรับ

“แดดมันร้อนนะมะลิ เดี๋ยวจะเป็นลม” ปุริมปรัชญ์คิดเป็นห่วง เดี๋ยวนี้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็คิดกังวลไปได้หมด

“มะลิแค่ท้องโปรด ไม่ได้อ่อนแอแดดแค่นี้ทำเหมือนโลกจะแตก ไปได้...พี่ปุณณ์ว่ายังไงคะ มะลิพาน้องปิ่นไปเดินเล่นที่ไร่ได้หรือเปล่าคะ?”

“ตามใจมะลิเลยครับ ให้น้องปิ่นได้ไปวิ่งเล่นที่กว้าง ๆ บ้างก็ดี” ส่วนใหญ่แล้วปิ่นมณีจะวิ่งเล่นแค่ที่สวนหน้าบ้าน พื้นที่ในการเรียนรู้จึงน้อยกว่าการได้ออกไปวิ่งในไร่กว้าง ๆ

“ขอบคุณนะคะ” สุมาลียิ้มแป้น

“งั้นให้โปรดไปด้วยนะ...” แต่เห็นทีคนเป็นห่วงอย่างปุริมปรัชญ์อยากจะคัดค้านใจจะขาด

“โปรดอย่าทำเหมือนมะลิช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หน่อยได้ไหม  มะลิแค่จะพาหลานไปเดินเล่น ไม่ต้องไป”

“ก็คนมันห่วงนิ...ใช่ไหมครับน้องปิ่น”

“ชั่ยค่า” ปิ่นมณีเห็นอาถามอะไรไปก็ตอบรับทุกคำพูด จนปรรณวัชแอบนั่งขำ

“ให้ไอ้โปรดมันไปด้วยเถอะครับมะลิ ไม่งั้นโอดโอยไม่หยุดหรอก” ปรรณวัชรบอกสุมาลี ถ้าไม่ยอมให้ไปไม่วายเถียงกันไม่จบแน่ ๆ

สาวเจ้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดของปรรณวัชรไม่เกินจริงเลย  สักนิด เธอพอจะรู้นิสัยของปุริมปรัชญ์ดีว่าเป็นอย่างไร “มะลิจะพาหลาน ไปเดินเล่น ถ้าโปรดอยากจะตามไปก็แล้วแต่”

เอ่ยจบคุณแม่ใกล้คลอดก็เดินหน้าไป ส่วนทานตะวันก็คว้าเอา  ปิ่นมณีมาอุ้มเอาไว้เองแล้วเดินตามหลังสุมาลีไปติด ๆ ปุริมปรัชญ์หน้าระรื่นขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้นจากปากสุมาลี

“เดี๋ยวฉันขึ้นไปข้างบนก่อนแล้วกัน” พอทั้งสี่คนเข้าไร่ไป ปรัตถกรก็ขอตัวขึ้นด้านบนทันที

“ตามสบายครับ”

สุมาลีพาทานตะวันกับปิ่นมณีเดินเล่นรอบ ๆ ไร่โดยมีปุริมปรัชญ์คอยเป็นบอดี้การ์ดเดินตามอยู่ด้านหลัง บรรยากาศภายในไร่ธุวานันท์ดูสงบและร่มเย็น ต้นส้มออกดอกออกผลเต็มต้น ผู้คนผ่านไปผ่านมาล้วนเข้ามาทักทายสุมาลีไม่ขาดสาย ทานตะวันเฝ้ามองเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้ม     อย่างน้อย ๆ ตอนนี้เพื่อนเธอก็ไม่ต้องทุกข์ใจเหมือนวันวาน

“คนที่นี่ดูใจดีจังเลยเนอะ”

สองสาวเพื่อนซี้นั่งกันอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ สายตาพลางทอดมองไปยัง ปุริมปรัชญ์กับปิ่นมณีที่วิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ทั้งยังมีชิดลูกน้องคนสนิทของชายหนุ่มมาเพิ่มกำลังเสริมด้วยอีกคน

“ใช่ ใจดีมาก ถ้าแกมาอยู่ที่นี่สักเดือนฉันรับรองเลยว่าแกจะ     ไม่อยากกลับ”

“ถ้าฉันมาอยู่นี่แล้วใครจะดูน้องปิ่นล่ะ”

“งั้นก็ย้ายกันกลับมาให้หมดเลยสิ ฉันอยากให้แกมาอยู่ใกล้ ๆ กัน อยู่คนเดียวแล้วเหงา” คุณแม่ใกล้คลอดนึกความคิดดี ๆ ออก จับแขนเพื่อนรักแล้วเขย่าเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้น

“เหงาที่ไหน มีโปรดอยู่ทั้งคน”

“คนนั้นขอไม่นับได้ไหม เบื่อขี้หน้าแล้วเห็นกันอยู่ทุกวัน”

“เอาน่า ๆ นับ ๆ ไปเถอะ” หญิงสาวหัวเราะออกมาเพราะเข้าใจดีว่าเพราะอะไร เธอไม่รู้จะสงสารหรืออย่างไรดี ในเมื่อตลอดเส้นทางที่เดินมา ปุริมปรัชญ์คอยเอาแต่ห่วงกลัวว่าที่คุณแม่จะล้มทรงตัวไม่อยู่ประคับประคองจนสุมาลีนึกรำคาญความเว่อร์วังของคนตัวโต

“โถ่...ตะวัน”

“ไม่ถงไม่โถ่หรอกจ้ะ อยู่แบบนี้แหละให้โปรดดูแล วันไหนถ้าแกเหงาก็โทรหาฉันได้นิ ลืมแล้วเหรอ”

“ไม่ลืมค่า แต่อยากอ้อนคุณเพื่อนบ้าง”

“งั้นระหว่างที่ฉันอยู่ที่นี่ ฉันอนุญาตให้แกอ้อนได้เต็มที่ อยากกินอะไรเดี๋ยวจะทำให้กิน โอเคไหม” เธอเข้าใจการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของคุณแม่ดีว่ามันแปรปรวนขนาดไหน จึงไม่ได้ถือสาอะไรกับเหตุผลของสุมาลี กลับกันเธอก็คิดถึงเพื่อนอยู่เหมือนกัน

“โอเคจ้ะ ตะวันใจดีที่สุด”

“ว่าแต่มะลิ ฉันขอถามอะไรหน่อย” ทานตะวันคิดอยากตั้งคำถาม มือทั้งสองข้างวางทับซ้อนกันเมื่อเธอชั่งใจอยู่ชั่วครู่หนึ่งว่าควรจะถามออกไปดีรึเปล่า

“หืม อะไรเหรอ?”

“เออ...ไม่มีอะไรแล้ว” เธอตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าควรถามดีไหม

“มีอะไรก็ถามมาเถอะ ถ้าฉันตอบได้ฉันก็จะตอบให้”

“พอดีว่า...”

“อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้” ว่าที่คุณแม่เร่งเร้า

“ก็ได้ ๆ” สุดท้ายหญิงสาวก็ตัดสินใจถามออกไป

“ว่ามาจ้ะ”

“แม่ของน้องปิ่น มะลิเคยเห็นเขาบ้างไหม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป