บทที่ 5 หน้าที่
บทที่ 4
หน้าที่
“แม่น้องปิ่นเหรอ?” หญิงสาวทำท่าครุ่นคิด “ไม่นะ ฉันไม่เคยเห็นหน้าเลย แต่ก็เคยได้ยินมาว่าเลิกกับพี่ปุณณ์ไปตั้งแต่น้องปิ่นได้ขวบนึง”
ครั้งหนึ่งเคยได้ยินมาจากปุริมปรัชญ์ว่าบิดามารดาหลานสาว ต้องหย่าร้างกันไปเพราะอะไรหลาย ๆ ไม่เข้ากัน ทั้งเวลาที่ปรัตถกร มีไม่เพียงพอต่อความรักความต้องการของหญิงสาว สุดท้ายทั้งสองคนจึงเลือกที่จะเดินไปทางใครทางมัน ส่วนปิ่นมณีก็อยู่ในกรรมสิทธิ์การเลี้ยงดูของคนเป็นพ่อ
“ว่าแต่แกเถอะถามทำไม”
“แค่อยากรู้เฉย ๆ เพราะตั้งแต่ที่ฉันมาก็ไม่เคยเห็นเขามาหา น้องปิ่นเลย”
เธอรู้แค่ว่าปรัตถกรเลิกรากับมารดาของปิ่นมณี แต่ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นดวงหน้าของหญิงสาวมาหาลูกสาวเลย จึงนึกสงสัยว่าไม่คิดถึงลูกตัวน้อย ๆ บ้างหรือ แต่ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือปิ่นมณีไม่เคยร้องหามารดาเลยสักครั้ง หรือมันกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
“คงจะนาน ๆ มาครั้งมั้ง”
“คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน...แต่เอาเถอะเรื่องในครอบครัวฉันไม่ยุ่งน่าจะดีที่สุด” เธอพอจะรู้นิสัยของปรัตถกรว่าเขาขีดเส้นความสัมพันธ์ต่าง ๆ เอาไว้ชัดเจนขนาดไหน มันคงไม่ถูกใจเขาแน่หากเธอจะก้าวก่าย ข้ามเส้นไป
“กลับบ้านกันเถอะมะลิ ตะวัน น้องปิ่นง่วงนอนแล้วครับ” ปุริมปรัชญ์อุ้มปิ่นมณีแนบอก เดินมาหาสองสาวที่นั่งพูดคุยกันอยู่
“เอาสิ มะลิก็รู้สึกเหมือนจะเริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” เธอพูดพลางลูบท้องเบา ๆ “ตะวันทำแกงเขียวหวานให้มะลิกินหน่อยได้ไหม แกงเขียวหวานของตะวันคือที่สุดอ่ะ” สาวเจ้ายกนิ้วโป้งให้ เธอเคยได้ลองลิ้มรสแกงเขียวหวานของทานตะวันครั้งหนึ่งแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างมันกลมกล่อมไปหมด อร่อยขนาดที่ว่าแกะสูตรมาลองทำ แต่ก็ทำไม่เหมือนสักครั้ง
“ได้ เดี๋ยวฉันแถมไก่ทอดสูตรเด็ดให้ด้วยเลย เชิญคุณแม่กินให้ พุงกางไปเลยนะคะ”
“รักตะวันที่สู้ด” ว่าที่คุณแม่โผตัวเข้ากอดเพื่อนสาว ปุริมปรัชญ์ยืนอุ้มน้องปิ่นได้แต่ยืนมองตาละห้อย เขาเองก็อยากโดนสุมาลีกอดแบบนั้นบ้าง
กลับมาถึงเรือนใหญ่ทานตะวันก็อุ้มปิ่นมณีที่หลับสนิทไปแล้ว พาขึ้นไปนอนด้านบน ขับกล่อมอีกเล็กน้อยก็ออกมา ทว่าหลังจากปิดประตูลงและกำลังจะลงไปด้านล่างเพื่อไปเตรียมของระหว่างรอสุมาลีกับปุริมปรัชญ์ไปจ่ายตลาดก็ดันเจอเข้ากับปรัตถกรที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองมาทางเธออยู่
“ตามผมมาที่ห้องทำงานหน่อยครับ”
“ถ้าคุณปุณณ์มีเรื่องอยากจะพูดกับตะวัน พูดตรงนี้ก็ได้ค่ะ”
“แน่ใจเหรอครับ ว่าตะวันอยากจะให้ผมพูดตรงนี้” ก็เอาสิ หากอยากให้พูดตนก็จะพูด ไม่ได้มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว
ทานตะวันเริ่มชั่งใจเมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่ปรัตถกรจะพูดออกมามันอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับเธอสักเท่าไร สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายที่ต้องตอบรับเอง จนได้
ปรัตถกรรู้แล้วว่าทานตะวันคิดอย่างไร จึงได้เดินนำหน้าอีกคนไป หญิงสาวก้าวเท้าเดินตามเงียบ ๆ ห้องทำงานของชายหนุ่มอยู่ห่างจากห้องนอนของปิ่นมณีถัดมาสองห้อง เขาตั้งใจให้ห้องทำงานกับห้องนอน อยู่ใกล้ ๆ กับห้องลูกสาวเพราะเวลาเจ้าตัวเกิดงอแงตอนกลางคืนจะได้ รีบรุดมาได้ทัน
“นั่งสิครับ”
“ค่ะ”
หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาตามที่ชายหนุ่มบอก ทานตะวันพยายามที่จะไม่สบตาปรัตถกร เธอนั่งก้มหน้าก้มตามองมือของตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายต้องเงยหน้าขึ้นเมื่อมีซองเอกสารบางอย่างเลื่อนมาวางตรงหน้าเธอ
“อะไรคะ”
“เปิดดูสิครับ”
ทานตะวันเปิดซองเอกสารตรวหน้าดู สิ่งที่อยู่ในมือคือรายการ การเดินบัญชีของนายทินกร เจิดจรัส หญิงสาวเริ่มสับสน เธอไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มหยิบยื่นสิ่งนี้มาให้ทำไม แต่ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นคงจะเป็น ตัวเลขที่ปรากฏขึ้น มันมากจนเธอสงสัย
“จำนวนเงินเข้าออกไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ”
“คุณปุณณ์จะบอกว่าพ่อของตะวันมีส่วนเอี่ยวในการยักยอก เหรอคะ?” ใช่...ฟังไม่ผิด รายการการเดินบัญชีนี้เป็นของบิดาเธอ
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยนะ”
“แล้วที่เอามาให้ตะวันดู คุณปุณณ์ต้องการอะไรกันแน่คะ”
“ก็ตะวันอยากให้ผมช่วยไม่ใช่เหรอ ก็นี่ไงผมกำลังทำอยู่”
“ตะวันไม่เข้าใจ” เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรัตถกรต้องการจะสื่อ
“เงินจำนวนมากขนาดนั้น ตะวันคิดว่าลุงเติมจะเป็นคนโอนเงิน เข้าออกเองเหรอ?”
“...”
“ผมจะตรวจดูอีกทีว่ามีอะไรที่ผิดปกติอีกบ้าง” เขายื่นมือออกมาคว้าเอาเอกสารในมือของทานตะวันไป
“แต่ตะวันอยากรู้มากกว่านี้ คุณปุณณ์ช่วยบอกมาเถอะนะคะ” เธอร้อนเนื้อร้อนใจ มันไม่ใช่เรื่องปกติของบิดาเลย ท่านไม่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีทางโอนเงินจำนวนมาก ๆ ขนาดนี้แน่นอน
“ผมบอกแล้วว่าผมจะตรวจสอบให้แน่ใจอีกที ตอนนี้ตะวันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ”
“ถ้ามีอะไรที่ตะวันพอจะช่วยได้...”
“ถ้าผมต้องการผมจะบอก” เขาพูดแค่นั้นก็ลุกออกจากห้องไป ปล่อยหญิงสาวไว้เพียงลำพัง
ทานตะวันคิดหนัก เธอไม่รู้เลยว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไรจำนนเงินมากมายปรากฏให้เห็นในบัญชีรายชื่อของบิดา ไม่มีทาง...
พ่อเธอไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด
“ตะวัน”
ทานตะวันหลุดออกจากห้วงความคิดเมื่อหูแว่วได้ยินเสียงของสุมาลีดังมาจากด้านนอกห้อง เธอจึงรีบลุกแล้วเดินไปหาต้นเสียง
“อยู่นี่เอง ปล่อยให้ฉันหาซะทั่วบ้าน”
“กลับมาแล้วเหรอ”
“ใช่ ปะลงไปทำกัน ฉันหิวจะแย่แล้ว”
“จ้ะ”
กลิ่นหอมพร้อมควันจากหม้อแกงเขียวหวานไก่ลอยคลุ้งส่งกระแสความหอมไปทั่ว หากใครต่อใครที่เดินผ่านมาคงจะไม่วายเดินตามหากลิ่นกันเป็นแถว
“กลิ่นอะไรหอมจัง” ปรรณวัชรที่เดินตามกลิ่นหอมมาร้องถาม
“แกงเขียวหวานไก่ค่ะพี่ปัตถ์ ฝีมือตะวันอร่อยมากค่ะ สนใจรับ สักจานไหมคะ” สุมาลียิ้มแย้มตอบกลับพี่ชายพ่อของลูก
“เอาสิ พี่กำลังหิวพอดี” ชายตัวโตยิ้มก่อนหย่อนกายลงนั่งรับเอาจานข้าวกับสุมาลี
“พี่ปัตถ์ลองชิมดูนะคะ ตะวันไม่แน่ใจว่าจะถูกใจไหม มะลิชอบพูดเว่อร์เกินค่ะ” ทานตะวันตักแกงเขียวหวานไก่ใส่ถ้วยแล้วนำมาวางลงตรงหน้าของปรรณวัชร
“แต่พี่ว่าน่าจะอร่อยตามที่มะลิชมนะ” ปรรณวัชรลองตักแกงที่อยู่ในถ้วยมาลองชิม ปรากฏว่ามันรสชาติดีอย่างที่สุมาลีโอ้อวดเอาไว้ไม่มีผิด
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ปัตถ์”
“อร่อยอย่างที่มะลิบอกเอาไว้เลย ฝีมือระดับนี่นี่เปิดร้านได้สบาย ๆ เลยนะตะวัน”
“จริงเหรอคะ พี่ปัตถ์ไม่ได้โกหกตะวันนะคะ” ส่วนใหญ่เธอไม่ค่อยได้ทำอาหารให้ใครได้รับประทาน แต่ก่อนมีสุมาลีเป็นคนช่วยชิมส่วนมาก เจ้าตัวก็ประกาศป่าว ๆ อยู่ว่ามันอร่อย แต่เธอก็ไม่ได้เชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองมากขนาดนั้น
“จริงสิพี่ชอบ รสชาติมันกลมกล่อมพอดีไปหมด”
“เห็นไหมตะวัน ฉันบอกแล้ว” เพื่อนไม่ค่อยอยากจะเชื่อเธอเลย
“ก็ไม่ค่อยมีคนได้กินอาหารรสมือฉันนิ มีแต่แกที่กินจะให้ฉันเชื่อ ในฝีมือตัวเองร้อยเปอร์เซ็นได้ยังไงเล่า” ถึงปรัตถกรจะเคยชิมมาแล้วครั้งหนึ่งก็เถอะ ส่วนน้องปิ่นนี่ไม่ต้องนับเพราะเด็กหญิงยังตัวน้อยนักแต่กระนั้นมันก็เป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ที่เธอสามารถทำให้เด็กที่ไม่ชอบผักอย่างปิ่นมณี กินผักได้
“คราวนี้ก็เชื่อได้แล้วจ้ะ” ว่าที่คุณแม่บอก
“พี่ปุณณ์ลงมาพอดี กินแกงเขียวหวานหน่อยไหมครับ” ปรรณวัชรหันไปเจอพี่ชายที่กำลังเดินผ่านห้องครัวพอดีจึงได้เรียกไว้
“ไม่ล่ะ”
“ไม่เอาจริง ๆ เหรอคะพี่ปุณณ์ ตะวันเป็นคนทำ อร่อยนะคะ”
“พอดีพี่มีธุระครับมะลิ ไว้เดี๋ยวพี่กลับมากินแล้วกัน”
“ได้ค่ะ” เจ้าของชื่อยิ้มแป้น
“ธุระหรือครับ ให้ผมไปเป็นเพื่อนเปล่า”
“เอาสิ ฉันก็ว่าจะชวนอยู่พอดี” ชายหนุ่มตอบน้องชายก่อนจะหันไปหาหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกัน “ผมฝากตะวันช่วยดูน้องปิ่นด้วยนะครับ ไม่น่าเกินชั่วโมงก็น่าจะตื่นแล้ว”
“ค่ะ” จบคำตอบรับของทานตะวันปรัตถกรก็เดินออกไปจากห้องครัวทันที ส่วนปรรณวัชรก็เอ่ยขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยแล้วตามไปติด ๆ
“ตะวัน” ยามที่หลงเหลือกันเพียงสองคนสุมาลีก็คิดอยากตั้งคำถามขึ้นมา
“ว่า”
“พี่ปุณณ์ใจดีกับแกหรือเปล่า” เธอกำลังรู้สึกว่าระหว่างสองคนนี้คล้ายมีเรื่องบางอย่าง มันไม่เหมือนเจ้านายกับลูกจ้างทั่วไป สีหน้าแววตาของทานตะวันในบางครั้งก็ชอบเหม่อลอยจนชวนให้เธอนึกเป็นห่วง
“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”
“ฉันแค่อยากรู้เฉย ๆ”
“ใจดี ก็เหมือนเจ้านายทั่วไปที่เคยเจอนั่นแหละ”
“งั้นก็ดีแล้ว แต่ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจแกบอกฉันเลยนะ” หากเพื่อนไม่อยากพูด เธอก็จะไม่คะยั้นคะยอบังคับเอาความเด็ดขาด จะรอวันที่อีกฝ่ายพร้อมเปิดเผยเรื่องราวนั้นด้วยตัวเอง
“ได้ค่าคุณมะลิ” ทานตะวันตักแกงเขียวหวานในส่วนของสุมาลี มาวางให้เจ้าตัวได้รับประทาน พร้อมเสิร์ฟคู่กับปีกไก่ทอดร้อน ๆ
“หอมมาก น่ากินสุด ๆ”
“แกกินไปก่อนนะมะลิ เดี๋ยวฉันไปดูน้องปิ่นก่อน”
“โอเค”
ระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ทานตะวันอาศัยอยู่ภายในไร่ธุวานันท์ เธออดยอมรับไม่ได้ว่ามันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทุกวันจะมีสุมาลีกับ ปิ่นมณีคอยอยู่ใกล้ ๆ ตกกลางคืนก็นอนคุยสาระทุกข์สุขดิบบ้างก็อ่านนิทานให้น้องปิ่นฟังก่อนนอน บางคืนหลังจากอ่านจบหันไปอีกทีคุณแม่ท้องแก่ ก็เคลิ้มปิดเปลือกตาไปพร้อมกับเจ้าตัวน้อย
ทานตะวันรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนนอนหลับเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยได้ทำมานาน เพราะบ่อยครั้งที่ปรัตถกรมักชอบหาเศษหาเลยกับหญิงสาวตลอด ชายหนุ่มดูเป็นคนเงียบและสุขุมก็จริง แต่ยามที่อยู่บนเตียงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยสักนิด ซึ่งต่อจากนี้เห็นทีว่าเวลาแห่งความสุขของหญิงสาวมันจะจบลงแล้ว
“อยู่ต่ออีกสักอาทิตย์ไม่ได้เหรอ” สุมาลีเว้าวอน เขย่ามือของเพื่อนรักเอาไว้ โดยที่มีปุริมปรัชญ์คอยยืนประคับประคองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“ไม่ได้หรอก คุณปุณณ์มีธุระต่อ เดี๋ยวเอาไว้แกไปหาฉันที่รีสอร์ทสิ ให้โปรดพาไป” เธอเองก็อยากจะอยู่ต่อเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อปรัตถกรจะกลับ
“ก็ได้” หญิงสาวตอบรับด้วยน้ำเสียงแสนเศร้า ดวงตาคล้ายมีน้ำตาคลอ
“อย่าขี้แงไปน่า” หญิงสาวเอื้อมมือไปเช็ดรอยน้ำตาที่ทำท่าว่าจะกลิ้งหล่นลงมาจากดวงตาคู่โตของสุมาลีแผ่วเบา รอยยิ้มประทับบนใบหน้านึกเอ็นดูว่าที่คุณแม่ ที่คล้ายว่าช่วงนี้ฮอร์โมนอาจยังไม่คงที่ สุมาลีถึงได้ เจ้าน้ำตามากมายกว่าปกติ
“ก็จะไม่ไห้ร้องได้ยังไง เจอกันแค่แปบเดียวเอง”
“เอาน่าทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” เธอบอกเพื่อนก่อนจะคว้ากระเป๋า “ฉันไปก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเจอกัน”
“โอเคจ้ะ ถึงชลบุรีแล้วก็อย่าลืมทักข้อความมาบอกนะ”
ทานตะวันทำมือโอเคให้คำตอบแก่สุมาลี ซึ่งก่อนที่ปรัตถกรจะ ตรงกลับรีสอร์ทที่อยู่ห่างออกไปราวยี่สิบห้ากิโลเมตร ชายหนุ่มจะตีรถไปจังหวัดชลบุรีเพื่อไปทำธุระให้เสร็จสิ้นก่อน หลังจากนั้นถึงจะได้ขับรถกลับมาราชบุรี
ใช้เวลาไม่เกินสามชั่วโมงรถเมอร์เซเดส-เบนซ์เคลื่อนตัวเข้าสู่ที่พักแห่งหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเขตจังหวัดชลบุรีซึ่งกว่าจะมาถึงก็มืดค่ำแล้ว ปรัตถกรเปิดห้องพักจำนวนสองห้องคือห้องของเขาและห้องของทานตะวัน ห้องทั้งสองอยู่ไม่ไกลกันมากถัดไปเพียงหนึ่งห้องเท่านั้น
“น้องปิ่นนอนกับพ่อนะครับ” เดินมาถึงหน้าห้องพัก ชายหนุ่มบอกลูกสาวที่อุ้มอยู่ในอก เด็กหญิงเมื่อได้แบบนั้นก็หน้ามุ่ยขึ้นมาทันที
“น้อนปิ่นยักนอนกับพี่ตะวัน”
“ไม่ได้ครับ พี่ตะวันเหนื่อยให้พี่ตะวันได้พักผ่อนบ้าง”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณปุณณ์ ถ้าน้องปิ่นอยากนอน-”
“ให้น้องปิ่นไปนอนกับผมนั่นแหละครับ ส่วนตะวันก็นอนห้องนี่ไป”
“คุณป้อขา”
“ไม่ได้ครับน้องปิ่น” เขารู้ว่าลูกสาวจะพูดอะไรจึงได้ดักทางเอาไว้ เจ้าตัวหน้าบูดอีกครั้ง แต่ไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่อย่างใด
ทานตะวันมองสองพ่อลูกเดินหายเข้าไปภายในห้องอีกห้อง ลับสายตาไปแล้วจึงได้เปิดเข้าห้องของตัวเอง พอเข้ามาภายในห้องแทบจะล้มตัวลงนอนเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันได้ล้มตัวลงนอนเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน พอมองดูว่าเป็นใครก็อดลอบยิ้มออกมาไม่ได้ จำได้ว่าเธอเพิ่งส่งข้อความไปหาเมื่อกี้นี้เอง
“ว่ายังไงคะคุณแม่”
‘ไม่ว่ายังไงหรอก แค่โทรมาดูว่าถึงที่พักจริง ๆ หรือยัง’
“นี่แกเห็นฉันขี้โกหกขนาดนั้นเชียวเหรอมะลิ”
‘เปล่าซะหน่อย แล้วนี่น้องปิ่นล่ะ’
“อยู่กับพ่อเขา คุณปุณณ์ให้น้องปิ่นไปนอนด้วย”
‘เจ้าตัวยอมด้วยเหรอ ปกติติดแกแจเลย’ เพราะตั้งแต่ที่ทานตะวันมาหาที่ไร่ เธอก็เห็นปิ่นมณีตัวติดกับทานตะวันแทบจะเป็นเงา
“ไม่ยอมก็ต้องยอม แต่แกก็รู้ว่าตอนที่คุณปุณณ์ดุน้องปิ่นน่ากลัวขนาดไหน” ยังไม่นับตอนที่เขาโกรธหรือโมโหอีก อานุภาพมันมากกว่าตอนที่ดุลูกสาวตัวน้อยเป็นร้อยเท่า พอได้คิดเธอก็นึกขยาดกลัว
“แล้วดึกขนาดนี้คุณแม่ไม่นอนหรือยังไงคะ” หญิงสาวเย้าถาม ว่าที่คุณแม่
“ดึกที่ไหนเพิ่งสองทุ่มเอง”
“คนท้องใกล้คลอดเขาต้องรีบนอนไม่ใช่เหรอ ลูกออกมาจะได้แข็งแรง แกนอนดึกแบบนี้ระวังเถอะตาจะเป็นหมีแพนด้า”
‘ไม่กลัวหรอกยะ ไม่ต้องมาหลอกฉันซะให้ยาก’ สุมาลีหัวเราะ ผ่านสายโทรศัพท์ ‘งั้นแค่นี้แหละนะ ฉันไม่กวนแล้ว’
“โอเค ฝันดีนะ”
‘เหมือนกันจ้ะ’
หลังจากวางสายจากสุมาลี ทานตะวันก็ตรงไปยังห้องน้ำเพื่อชำระคราบไคล้ให้หมดไป อีกอย่างน้ำอุ่น ๆ ช่วยให้ร่างกายคลายความเมื่อขบลงไปมาก หญิงสาวปล่อยให้สายน้ำอุ่นไหลผ่านร่าง ใบหน้าเงยรับความสดชื่นแทรกผ่านเข้ามาดวงตาหลับพริ้มจนไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง จนกระทั่งลืมตาขึ้นมาเห็นคนมาใหม่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
“คะ...คุณปุณณ์”
หญิงสาวรีบหันไป แต่ก่อนที่จะได้พูดหรือทำอะไรมากกว่านั้น ก็โดนปรัตถกรดันกายให้ติดไปกับกำแพง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ใบหน้าชายหนุ่มสะท้อนผ่านกระจกบานใหญ่ติดผนัง สีหน้าเขาดูไม่ได้ยินดีหรือ ยินร้ายใด ๆ ความรู้สึกของปรัตถกรมันอ่านยากเสมอสำหรับเธอ ความคิดกระจายหายไปจากสมองแทบทันตาเมื่อชั่ววินาทีถัดมามีบางอย่างแทรกเข้ามากลางกายสาว ใบหน้าทานตะวันเหยเกด้วยความเจ็บเล็กน้อยเมื่อเธอไม่ทันได้ตั้งตัวกับสิ่งที่ปรัตถกรกระทำ
“คะ...คุณปุณณ์”
“...”
แม้ทานตะวันจะขานชื่อเขา แต่หญิงสาวก็ไม่ได้อะไรกับมาเลยนอกจากความเงียบและเสียงเนื้อกระทบกันที่ดังลั่นไปทั้งห้องน้ำ
“คุณปุณณ์ขะ…ขอตะวันอาบน้ำให้เสร็จก่อนได้ไหมคะ” คนที่โดนชายหนุ่มตอกตึงหันมาบอกเขา แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่คิดฟังใด ๆ เลย
“ผมรอไม่ได้”
ปรัตถกรที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากทานตะวันบอกแค่นั้นก็ดันแกนกายเข้าออกกายสาวเป็นจังหวะทันที ปรัตถกรค่อย ๆ ทำเพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้ทานตะวันยังไม่พร้อม แต่หากให้รอก็ไม่อาจทานทนไหว
“แต่ตะวันอยากอาบน้ำ”
“อยากอาบก็อาบไปสิครับ”
“ก็คุณปุณณ์อื้อ…”
ยังไม่ทันได้พูดให้จบ ปรัตถกรก็จับสะโพกผายให้โก่งรับกับตัวตนของเขามากขึ้น กายหนาแนบชิดไปกับแผ่นหลังเนียนหน้าท้องแกร่ง เป็นลอนงามสัมผัสกับผิวนุ่ม ปรัตถกรถอยตัวตนออกเพียงนิดก่อนจะดันแทรกชำแรกอีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งโหยงอีกระลอก แล้วความรู้สึกเสียวซ่านก็เข้ามาครองพื้นที่เมื่อริมฝีปากหนากระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
“ผมทนไม่ไหวตะวัน” หลายวันนักที่เขาไม่ได้ปลดปล่อย ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทานตะวันวนเวียนอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่เขา ไม่สามารถคว้าหญิงสาวมาสยบใต้ร่างเขาได้ แน่นอนว่ามันน่าหงุดหงิดใจ
“คุณปุณณ์ละ…แล้วน้องปิ่น อ๊ะ!”
“หลับแล้วครับ” เพราะเดินทางมาเหนื่อย ๆ ลูกสาวเขาจึงสลบไสล นอนน้ำลายยืดไปแล้ว
“เราควรไปดูน้องปิ่น เดี๋ยว…อื้อ!”
ปรัตถกรขบเม้มเข้าที่ซอกคอขาวจนทานตะวันเมื่อสาวเจ้าเริ่มทำตัวน่ารำคาญ เช่นนั้นหญิงสาวจำต้องกลืนคำพูดลงคอ เมื่อดูเหมือนว่าตอนนี้เขากำลังตั้งใจทำรอย
“คุณปุณณ์ อย่าทำแบบนี้นะคะ” หากเขาทิ้งร่องรอยเอาไว้มันไม่ดีแน่
“ผมไม่ชอบที่ตะวันทำตัวน่ารำคาญ”
“…” คนโดนว่านิ่งเงียบไป ก่อนจะกลั้นใจพูด “งั้นก็อย่ามายุ่งกันสิคะ”
“ลืมหรือเปล่าว่าตัวเองอยู่สถานะไหน ตะวันไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม”
“ตะวันแค่บอกให้รู้ค่ะ ไม่ได้สั่ง” สถานะแสนขมขื่นเธอจะลืมได้อย่างไร
“เหรอครับ?” น้ำเสียงเย็นชาถามกลับมา
“ค่ะ อ๊ะ! คุณปุณณ์” เธอหันไปค้อนเขาเบา ๆ เมื่ออยู่ ๆ ชายหนุ่มก็กระแทกกระทั้นเนื้อกายเข้ามาหนักกดย้ำและบดขยี้ ไม่พอยังเอื้อมมือมาคว้าเต้าอวบอิ่มทั้งสองข้างเอาไว้และออกแรงบีบขยำ
“อยู่นิ่ง ๆ ผมไม่อยากได้ยินเสียงตะวัน”
