บทที่ 6 คล้ายว่าจะเป็น...

บทที่ 5

คล้ายว่าจะเป็น...

เตียงโยกไหวไม่มีหยุด ปรัตถกรจับพลิกกายสาวให้หันหลังและนอนราบลงไปแนวเดียวกับที่นอน มือหนายันที่นอนเอาไว้มั่นช่วงล่างยังคงทำงานและตอกตึงเข้าออกไม่มีลดละ หลังจากปลดปล่อยในห้องน้ำเรียบร้อย ชายหนุ่มก็อุ้มหญิงสาวมาที่เตียงแล้วบรรเลงบทร้อนต่อทันที จนตอนนี้ ผ่านมาเกือบสองชั่วโมงแต่ปรัตถกรกลับไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยอีกคนไปง่าย ๆ

ทานตะวันนอนเอามือปิดปากพลางกัดผ้าห่มเล็กน้อยพยายาม สกัดกลั้นเสียงครวญครางของตัวเองเอาไว้ เธอไม่อยากปล่อยออกไปให้ คนตัวโตได้ยิน แม้กระทั่งยามที่ปรัตถกรดันตัวตนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะกดแช่อยู่อย่างนั้นเมื่อถึงจุดสุขสมหญิงสาวก็ยังคงเงียบเสียงของตัวเองเอาไว้

ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ทานตะวัน ดวงตาคู่คมปิดแน่น ปรับพ่นลมหายใจให้เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ก่อนเปิดขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงเคลื่อนไหว

“จะไปไหน”

“จะออกไปสูดอากาศค่ะ” หญิงสาวพูดโดยที่ไม่หันไปมองหน้า อีกฝ่าย เธอเดินไปคว้าเสื้อผ้าออกมาสวมใส่แล้วเดินเปิดประตูออกไปจากห้องทันที

หนทางไกลแค่ไหนทานตะวันไม่อาจล่วงรู้ เธอเดินออกมาจากที่พัก เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยผู้คนทว่าเธอกลับรู้สึกว่าตัวเองแสนเปล่าเปลี่ยว ในตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ปล่อยให้เรื่องมันดำเนินมาแบบนี้ เธออยากสืบค้นหาความจริงให้ปรากฏ แต่ทำไมยิ่งทำกลับยิ่งรู้สึกท้อถอย ไปทุกที

เบื้องหน้าเป็นหาดทรายและทะเล หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งสายตา ทอดมองออกไป สิ่งที่เห็นล้วนมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนจิตใจเธอในตอนนี้ ทานตะวันพ่นลมหายใจออกมารู้สึกปลงตกกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เธอจะมา คิดท้อตอนนี้ไม่ได้ หากเริ่มทำแล้วก็ควรที่จะทำมันให้สำเร็จ สุดท้ายอย่างไรเธอก็ต้องสู้ให้จนถึงที่สุด

เสียงโทรศัพท์ดังช่วยเรียกให้คนเศร้าหลุดออกจากภวังค์    สายตาชำเลืองมองก็เห็นว่าเป็นปรัตถกรที่โทรมา ทานตะวันรู้ดีว่าเขาอาจอารมณ์เสียหากไม่รับสาย แต่ตอนนี้เธอไม่มีกระจิตกระใจอยากจะพูดคุยกับคนใจร้าย จึงได้ปล่อยให้มันดังและดับไปเอง

เวลาผ่านไปร่วมเกือบสองชั่วโมงหลังจากที่ปรัตถกรโทรมา    หญิงสาวลุกขึ้นปัดทรายที่ติดอยู่กับกางเกงให้หายไป เห็นทีคงต้องกลับแล้ว แม้การมานั่งปล่อยใจอยู่ริมชายหาดแบบนี้มันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่อย่างน้อย ๆ มันก็พอทำให้เธอได้ปลดปล่อยความเหนื่อยล้าออกมาบ้าง

มาวันนี้เธอเข้าใจวลีที่ว่า ‘นั่งโง่ ๆ ที่ริมทะเล’ แล้วว่ามันเป็นอย่างไร มันไม่ได้ดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรสักนิด ทว่ามันกลับช่วยชะล้างความอ่อนล้าออกไปได้มากเหลือเกิน

ทานตะวันตัดสินใจเดินกลับที่พักเพราะระยะทางไม่ได้ไกลกันมาก แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเลยสักนิดเมื่อเธอรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะสับสนเส้นทางเข้าให้แล้ว

“เอ่อ…ขอโทษนะคะ”

“ครับ?”

“พอดีว่าฉันหาทางไปที่พักที่นี่น่ะค่ะ คุณพอจะทราบเส้นทางไหมคะ” หญิงสาวตัดสินใจถามคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นให้ช่วยก่อนจะเปิดชื่อพร้อมรูปสถานที่ให้เขาดู

ทานตะวันขอบคุณอีกฝ่ายจนแทบนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อเขาบอกเส้นทางให้ เธอค่อย ๆ เดินไปเรื่อยตามที่ได้รับข้อมูลมา โชคดีที่ตลอดเส้นทางยังมีผู้คนและร้านสังสรรค์เปิดให้บริการอยู่ จึงเบาใจเรื่องที่ต้องเดินคนเดียวไปได้บ้าง ไม่นานนักทานตะวันก็มาถึงจุดหมาย

“คิดอยากเรียกร้องความสนใจเหรอครับ” กายหนายืนพิงกำแพงหน้าห้องของเขา น้ำเสียงเยือกเย็นสาดเข้าใส่คนที่เพิ่งมาถึง

“ตะวันไม่เคยคิดทำแบบที่คุณปุณณ์พูดค่ะ” เหลียวใบหน้าหันไปมองแล้วตอบเขาไป

“แล้วที่หายไปหลายชั่วโมง โทรไปก็ไม่รับล่ะครับ อธิบายผมมาหน่อย เผื่อว่าคำพูดของตะวันมันจะพอทำให้ผมเอาไปพิจารณา”

“ตะวันบอกคุณปุณณ์แล้วไงคะ ว่าออกไปสูดอากาศ อีกอย่างตะวันคิดว่าคุณปุณณ์อาจจะลืมว่าตะวันเองก็มีเวลาส่วนตัวเหมือนกัน”

“จริงสินะ ผมลืมไปเลยแต่ตะวันก็คงลืมเหมือนกันว่าตัวเองอยู่ในความดูแลของผม” เขาไม่อยากพูดแบบนี้แต่ ทานตะวันเป็นพนักงานที่อยู่ในการปกครองของเขา หากเกิดเรื่องคงไม่พ้นต้องเป็นเขาที่ต้องรับผิดชอบ

“ถ้าคุณปุณณ์กังวลว่าตะวันจะทำให้คุณลำบาก ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะตะวันไม่ทำให้คุณปุณณ์เดือดร้อนแน่นอน”

ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้นก็เลิ่กคิ้วขึ้น ทานตะวันรับรู้ถึงกระแสอารมณ์ของเขาจึงได้รีบตัดบทเสีย “ดึกแล้ว ตะวันขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”

สาวเจ้าจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเองแต่ปรัตถกรก็เดินเข้ามาคว้าข้อมือแล้วบีบเอาไว้แน่น “ดูเหมือนว่าตะวันจะอวดดีขึ้นมากกว่าเดิม   หรือเปล่าครับ?”

“คงอย่างนั้นค่ะ” บิดข้อมือให้หลุดออกจากพันธะของเขา ก่อนจะรีบเดินเข้าห้องและล็อกประตู

ทานตะวันทิ้งตัวลงนั่งหลังพิงประตู ยกมือขึ้นมาเสยผมที่ปรกหน้าเอาไว้อย่างลวก ๆ ด้วยความสับสนระคนเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นศีรษะสัมผัสกับประตูแล้วปิดดวงตาลง ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา    มันไม่ง่ายเลยสักนิดที่จะให้เธอยืนหยัดอยู่ตรงนี้

“รอหนูหน่อยนะพ่อ”

“พี่ตะวัน” หนูน้อยในชุดกระโปรงลายสก็อตสีดำ คอเสื้อเป็นแบบปกแขนยาวสีครีมดูน่ารักสดใสสมวัยรีบวิ่งปรี่เข้ามาหาทานตะวันที่ยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงแรม

“ว่ายังไงคะ”

“น้อนปิ่นฉวยไหมคะ” คำถามของเด็กน้อยไม่พ้นไปคำว่าสวย หรือไหม ปิ่นมณีหมุนตัวให้ทานตะวันดูหนึ่งรอบด้วยรอยยิ้มที่ยังคงสดใสอยู่เช่นเดิม

“สวยค่ะ แต่ทรงผมน้องปิ่น พี่ตะวันว่า...”

“คุงป้อเป็นคนทำค่ะ น้อนปิ่นไม่ชอบเยย มันไม่ฉวย” เจ้าตัวบอกพี่เลี้ยงที่รักพลางทำหน้ามุ่ยใส่บิดาที่ยืนไม่พูดไม่จาอยู่ข้าง ๆ กัน

ทานตะวันอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่ติดตรงที่ว่ากลัวปิ่นมณีจะเสียใจ ทรงผมที่ปรัตถกรทำอ้อ...จะเรียกว่าทรงผมได้หรือเปล่านะ     ในเมื่อมันดูยุ่งเหยิงจะเป็นเปียก็ไม่เป็นจะเป็นผมแกะสองข้างก็ไม่ใช่

“มาค่ะ เดี๋ยวพี่ตะวันทำให้ใหม่”

ซึ่งปรัตถกรก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะเขาเองก็พอจะรู้ว่าฝีมือ   ในการมัดผมให้ลูกสาวนั้นเข้าขั้นห่วยแตกแค่ไหน จึงได้ปล่อยให้ทานตะวันแก้ทรงผมให้ปิ่นมณีกลับมาเป็นหนูน้อยน่ารักน่าชัง

สองคนพากันไปนั่งลงบนโซฟาที่เอาไว้รองรับ ปรัตถกรยืนรอและมองดูอยู่ไม่ไกล เขาไม่รู้ว่าตัวเองเพลิดเพลินกับการได้ยืนมองทานตะวันกับปิ่นมณีตั้งแต่ตอนไหน แต่รู้สึกดีทุกครั้งเวลาที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกัน   ลูกสาวเขาดูมีความสุขมากกว่าที่ผ่าน ๆ มา

“คุงป้อคะ” เด็กหญิงวิ่งมาเรียกขานแต่ดูเหมือนว่าคนเป็นพ่อจะไม่ได้ยิน

“...”

“คุงป้อ”

“คะน้องปิ่น”

“พี่ตะวันทำผมให้เสร็จแย้วค่ะ”

“อ้อครับ” เขาตอบลูกสาวพลางสำรวจทรงผมใหม่ ทานตะวันถักเปียคาดผมด้านหน้าส่วนด้านหลังปล่อยให้ผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังเล็ก ๆ “งั้นเราไปกันครับ”

ปรัตถกรแวะไปทำสัญญาเรื่องที่ดินก่อน ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นาน ก็สำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดีโดยมีสองสาวต่างวัยนั่งรออยู่อีกโต๊ะ สถานที่ต่อไปเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เปิดบริการแก่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมคิดว่าปิ่นมณีน่าจะชอบจึงได้พามาเที่ยว

“สวยจังเยยค่ะคุงป้อ”

ดวงตากลมโตของปิ่นมณีลุกวาวเมื่อเห็นแมงกะพรุนตัวน้อยใหญ่ลอยละล่องอยู่เต็มไปหมด ภายในตู้มีแสงไฟสีสวยที่จัดแสดงส่องลอดผ่านกระทบตัวแมงกะพรุน ใครที่ผ่านไปผ่านมาก็ล้วนหยุดและเชยชม     ความสวยงามนี้เพราะท่ามกลางความมืดกลับมีสิ่งสวยงามที่แสนลึกลับ และโรแมนติกอยู่

“น้องปิ่นชอบไหมครับ”

“ชอบค่ะ”

“น้องปิ่นมาดูนี่สิคะ ตรงนี้มีลูกแมงกะพรุนด้วย” ทานตะวันจูงมือเด็กหญิงเดินไปดูสัตว์ทะเลที่คล้ายวุ้นร่างกายมีมวลน้ำกว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

ไม่ใช่แค่ปิ่นมณีที่สนใจสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ทานตะวันเองก็จ้องมองลึกเข้าไป เธอเคยได้ยินมาว่าแมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่ไม่มีสมอง ทั้งมันยังไม่มีหัวใจ...

มาคิด ๆ ดูแล้ว เธอเองก็อยากไร้หัวใจเหมือนกัน เผื่อว่ามันจะช่วยให้เธอต้องไร้ความรู้สึก และเฉยชากับทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นไปด้วยได้    บางทีหากไม่มีสิ่งเหล่านี้เธออาจจะไม่ต้องทนเจ็บปวดอยู่อย่างทุกวันนี้ก็ได้

“คุงป้อขา น้อนปิ่นยักถ่ายรูป” ปิ่นมณีวิ่งมาร้องขอบิดาให้ช่วยถ่ายรูปสวย ๆ ให้

“ได้ครับ น้องปิ่นไปยืนตรงนั้นนะ เดี๋ยวพ่อถ่ายให้” เขาหมายถึงบริเวณที่มีแมงกะพรุนลอยอยู่ท่ามกลางไฟหลากสีสัน

“ได้ค่ะ” เจ้าตัวเล็กรับคำก็วิ่งจู๊ดไปยืนตรงที่บิดาจัดแจงให้

“เอาแล้วนะครับ ยิ้มหวาน ๆ นะ” ปรัตถกรยกมือถือเครื่องแพงขึ้นมาเตรียมจะบันทึกความทรงจำของลูกสาวเอาไว้ด้วยภาพถ่าย        แต่เสียงน้อยก็ค้านไว้ก่อน

“เดี๋ยวก่องค่ะคุงป้อ” มือป้อมยกขึ้นห้าม พลางสายตาหันไปหา  พี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ “พี่ตะวันมาถ่ายรูปกันค่ะ”

“น้องปิ่นถ่ายเลยค่ะ เดี๋ยวพี่ตะวันรออยู่ตรงนี้ดีกว่า”

“ไม่อาวค่ะ มาเยว” มือน้อย ๆ ลากจูงทานตะวันให้เข้ามาถ่ายรูปด้วยกัน หญิงสาวหันไปมองปรัตถกรก่อนหนึ่งรอบแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าอะไร

“ก็ได้ค่ะ”

“ถ่ายเยยค่ะคุงป้อ”

ปิ่นมณีชูสองนิ้วขึ้น แถมยังเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ น่ารักโผล่พ้นออกมา ทานตะวันเองก็ยืนยิ้มเฉย ๆ ไม่ได้มีท่าทางพิเศษเหมือนกับคนตัวเล็กข้างกาย ส่วนคนโดนลูกสั่งให้เป็นช่างภาพจำเป็น     ก็จำต้องเร่งกดถ่ายเพราะกลัวว่าหากชักช้าจะไม่ทันใจนางฟ้าตัวน้อยของเขา

“คุงป้อมาถ่ายด้วยกันค่ะ”

“งั้นเดี๋ยวพี่ตะวันไปเป็นตากล้องให้นะคะ”

“ไม่อาวค่ะ พี่ตะวันถ่ายด้วย”

“ถ้าพี่ตะวันมาถ่ายด้วย แล้วใครจะถ่ายให้เราล่ะครับ” ปรัตถกร ตั้งคำถามกับลูกสาว

“อืม...ขอน้อนปิ่นคิดก่อง” ปิ่นมณีทำท่าครุ่นคิด เมื่อคิดออกจึงวิ่งไปหาคนที่ยืนอยู่แถวนั้น

“น้องปิ่น ทำอะไรครับ” คุณพ่อเรียกลูกสาวไว้แต่ก็ไม่ทัน

“พี่ฉาวคะ ช่วยถ่ายรูปให้หนูหน่อยค่ะ”

“ได้จ้ะ”

“น้องปิ่นเดี๋ยวพี่ตะวันถ่ายให้ค่ะ อย่าไปรบกวนพี่เขาเลยนะ” ทานตะวันวิ่งเข้าไปหาปิ่นมณี

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันถ่ายให้ค่ะ”

“ขอบคุงค่ะพี่ฉาว” ปิ่นมณียกมือขึ้นไหว้สวย ๆ พร้อมย่อไหว้ย่องาม ๆ อีกหนึ่งที แล้วดึงมือของทานตะวันให้ไปยืนรวมกันกับบิดาที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้

“คุณพ่อคุณแม่ยืนชิด ๆ กันหน่อยค่ะ”

“เออ...ไม่”

“ขยับเข้ามาครับตะวัน”

ปรัตถกรบอกเสียงนิ่ง ทานตะวันจำต้องขยับเข้ามาใกล้ ๆ เขา  เข้าไปอีก สามคนส่งรอยยิ้มเมื่อพี่สาวใจดีบอกให้ยิ้มหวาน ๆ ใส่หน้ากล้อง ภาพรวมของปรัตถกร ทานตะวันและปิ่นมณีคล้ายเป็นรูปถ่ายของครอบครัวที่จับมือกันพามาเที่ยวก็ไม่ปาน ตู้แมงกะพรุนที่ส่องแสงอยู่ด้านหลังก็ช่วยดึงโทนภาพนี้ให้ออกมาดูอบอุ่นราวกับครอบครัวสุขสันต์

“ขอบคุณมากเลยนะคะ” ทานตะวันไม่ลืมพาปิ่นมณีเดินเข้าไปขอบคุณหญิงสาวที่ถ่ายรูปให้

“ด้วยความยินดีค่ะ ครอบครัวคุณน่ารักจังเลยนะคะ”

“คือเราไม่-”

“แฟนฉันตามแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ”

ยังไม่ทันที่ทานตะวันจะได้แก้ต่าง หญิงสาวคนนั้นก็รีบวิ่งไปหาแฟนหนุ่มที่กวักมือเรียกหาเสียแล้ว เธอมีโอกาสตั้งสองรอบแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกได้สักรอบ

สามคนพากันเดินชมบรรยากาศภายในโลกใต้น้ำที่ช่างน่าหลงใหล ผืนน้ำสีฟ้ากระทบกับแสงไฟจนเป็นประกายวาววับบ้างก็มีคลื่นน้อย ๆ ลอยกระทบกันไปมาคล้ายจำลองสถานที่ใต้ทะเล กระเบนและฉลามต่างพากันลอยละล่องท่องไป เต่าทะเลตัวใหญ่ว่ายอวดโฉมแก่ผู้ชม ปลาหลากชนิด  ที่ไม่รู้จักหลายพันธุ์เวียนว่ายกันเป็นกลุ่มช่างดูตื่นตา

“พี่ตะวันคะ น้อนปิ่นยักดูปลาตรงนั้นค่ะ” มือน้อยกระตุกชายเสื้อพี่เลี้ยงให้หันมามอง

“ดูปลาเหรอคะ ไปสิ...เดี๋ยวพี่ตะวันพาไป”

“คุงป้อคะ น้อนปิ่นไปดูปลากับพี่ตะวันตรงนั้นนะคะ” นิ้วชี้เล็ก ๆ ไปทางที่ตัวเองอยากไปให้บิดาได้รับรู้

“ได้ครับ”

ครั้นบอกกล่าวเสร็จสรรพสองสาวต่างวัยก็พากันเดินจูงมือไปยัง  ตู้ปลาที่ตั้งอยู่ไม่ไกล มือน้อย ๆ เกาะติดกระจก ดวงตากลมโตมองจ้องจนแทบไม่กระพริบ ทั้งปลาการ์ตูนตัวเล็ก ปลาตัวสีน้ำเงินที่เคยเห็นในการ์ตูนที่บิดาเคยเปิดให้ดูแหวกว่ายเต็มไปหมด ไหนจะปะการังต้นน้อยใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ นี้อีก ทุกสิ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนที่เพิ่งลืมตาดูโลกมาได้เพียงสี่ปี

“น้อนปิ่นขอไปดูปลาตู้นั้นนะคะ” ปิ่นมณีหมายถึงตู้ปลาอีกตู้ที่อยู่ถัดไป

“ได้สิจ้ะ” ทานตะวันตอบพลางลูบผมเด็กหญิงเบา ๆ อย่างเอ็นดู นับวันเธอยิ่งรู้สึกผูกพันกับปิ่นมณีเข้าไปทุกที หากมีวันใดวันหนึ่งต้องจากกัน เธอจะทำใจลาขาดจากเด็กน้อยแสนรู้คนนี้ได้หรือเปล่านะ?

“เย้! ขอบคุณค่า”

เท้าเล็กวิ่งไปหาเป้าหมาย ทานตะวันยืนมองด้วยรอยยิ้ม ปิ่นมณีไม่วายยืนเกาะตู้กระจกเหมือนเดิม แถมยังตื่นเต้นมากกว่าเดิมซะอีก เมื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเด็กหญิงไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต

ทานตะวันเองก็เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เธอไม่อยากเข้าไปรับกวนการเรียนรู้ของปิ่นมณี เด็กวัยนี้กำลังช่างสังเกตเวลาเห็นอะไรที่ผิดแปลกจากที่เคยเห็นอยู่ทุกวันก็ใคร่อยากรู้ไปเสียหมด

“น้องปิ่น พี่ตะวันว่าเราเดินกลับไปหาคุณพ่อกันดีกว่าค่ะ” เกือบสิบนาทีได้ที่เธอปล่อยให้ปิ่นมณีเพลิดเพลินกับการดูปลาอยู่เพียงลำพัง เห็นทีว่ามันถึงเวลากลับไปหาปรัตถกรที่บอกจะรออยู่ที่โซนแมงกะพรุน ทว่าหญิงสาวต้องตกใจเมื่ออยู่ ๆ จุดที่เคยมีปิ่นมณีอยู่ ตอนนี้มันกลับไม่มีแล้ว

“น้องปิ่น”

ทานตะวันรีบเดินเข้ามาจุดที่เคยเห็นปิ่นมณี สายตาลองจ้องมองหาอีกที แต่มันก็ไม่พบเหมือนเดิม

“น้องปิ่นอยู่ไหน ออกมาหาพี่ตะวันหน่อยค่ะ น้องปิ่น”

หัวใจร้อนรนขึ้นเมื่อไม่เห็นแม่แต่เงาของเด็กหญิง หากปิ่นมณีไม่อยู่ตรงนี้แล้วจะหายไหน เธอจ้องมองไม่ให้คาดสายตาอยู่ตลอด แล้วปิ่นมณี จะหายไปได้ยังไง

“น้องปิ่น ออกมาหาพี่ตะวันหน่อย น้องปิ่น” คราวนี้พี่เลี้ยงสาวเริ่มน้ำตาคลอ

“เกิดอะไรขึ้นครับตะวัน”

“คุณปุณณ์...” เธอหันไปหาเขาทั้งดวงหน้าที่เปรอะไปด้วยรอยน้ำตา

“ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

“น้องปิ่น...น้องปิ่นหายไปไหนไม่รู้ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป