บทที่ 7 จำเลยสังคม
บทที่ 6
จำเลยสังคม
ปรัตถกรและทานตะวันแยกกันตามหาปิ่นมณี หญิงสาวเดินสลับวิ่งหน้าตั้งไปตามทาง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนี้ไม่ได้ใหญ่มากแต่ทำไมถึงหาเด็กหญิงไม่เจอ
ทานตะวันไล่ถามนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมคนแล้วคนเล่า ก็ได้คำตอบที่ไปทางเดียวกันหมดคือไม่เห็น หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้า อย่างลวก ๆ ด้วยความกังวลเด็กหญิงหายไปอยู่ที่ไหนกัน เธอเดินไปตามทางผ่านอุโมงค์ปลาขนาดใหญ่สายตาสอดส่องมองหาแต่ก็ยังไม่พบ เช่นนั้นจึงได้เดินไล่ขึ้นไปอีกจนถึงเส้นทางที่แยกออกไปยังสถานที่ที่เปิดใหม่
ท่อน้ำกลมใสขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถง บรรดาปลาเล็กปลาน้อยเวียนว่ายไปมาบ้างก็แทรกตัวอยู่ปะการัง ทานตะวันสอดสายตามองหาปิ่นมณีก่อนจะเบิกตากว้างและรีบพุ่งตัวเข้าไปเมื่อเจอเด็กน้อยยืนอยู่กับชายคนหนึ่ง
“น้องปิ่น!”
“พี่ตะวัน” เห็นพี่เลี้ยงวิ่งมาหาจึงได้รีบโผตัวเข้ากอด
“ทำไมถึงเดินมาคนเดียวคะ พี่ตะวันเป็นห่วงมากเลยรู้ไหม”
“น้อนปิ่นขอโตดค่ะ” เด็กหญิงรู้ตัวว่าตัวเองทำผิดก็รีบขอโทษ ด้วยใบหน้าสำนึกผิด
“คราวหน้าคราวหลังไม่เดินมาคนเดียวแบบนี้แล้วนะคะ ถ้าพี่ตะวันหาน้องปิ่นไม่เจอจะทำยังไง” ทานตะวันทำเสียงดุเล็กน้อย ปิ่นมณีทำหน้าเศร้าเพราะรู้ตัวว่าตัวเองกระทำผิด
“คุณเป็นผู้ปกครองน้องปิ่นเหรอครับ” ชายหนุ่มที่อยู่กับปิ่นมณีหันมาถามหญิงสาวที่นั่งยองพูดกับเด็กหญิง
“ใช่ค่ะ” เธอตอบพลางเงยหน้าขึ้นมอง แล้วรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาแปลก ๆ ก่อนนาทีต่อมาจะนึกขึ้นได้ “อ้าวคุณ”
“คุณเองเหรอครับ”
“ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่น้องปิ่นมารบกวน” ผู้ชายคนนี้เธอจำได้ เพราะเขาเป็นคนบอกทางเธอเมื่อคืนนี้เอง หากไม่ได้ชายตรงหน้าป่านนี้เธอคงเดินหลงไม่รู้ทิศ
“ไม่เป็นไรครับ” เขายืนอยู่ตรงนี้ก่อนแล้ว กำลังเฝ้ามองปลา แหวกว่ายอย่างเพลิด ๆ อยู่ลำพังแต่จู่ ๆ ก็มีมือน้อย ๆ มากระตุกชายเสื้อ ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยรอยน้ำตา พอได้ถามไถ่ก็รู้ว่าชื่อน้องปิ่น พลัดหลงจากบิดา “ผมกำลังจะพาน้องปิ่นไปที่ประชาสัมพันธ์พอดี โชคดีที่เจอคุณ เข้าก่อน”
“ต้องขอบคุณจริง ๆ นะคะ”
“น้องปิ่น” เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง ปิ่นมณีและทานตะวันหันไปมอง เห็นปรัตถกรเดินหน้าเครียดมุ่งตรงเข้ามาหา
“หายไปไหนมาครับ รู้ไหมว่าพ่อเป็นห่วง ถ้าหายไปแล้วพ่อเกิดหาไม่เจอจะทำยังไง”
“น้อนปิ่นขอโตดค่ะ”
“น้องปิ่นทำผิดรู้ตัวใช่ไหมครับ” คุณพ่อถาม เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึก ๆ
“ดีมากครับ ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ” ปรัตถกรย้ำเตือนลูกสาวเพราะเขาเองก็ใจจะขาดยามที่ปิ่นมณีหายไป
“ค่ะ”
ฟังลูกตอบรับก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มที่ยืนพูดคุยอยู่กับทานตะวัน “ขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยดูลูกสาวผม”
“ไม่เป็นไรครับ”
ปรัตถกรยิ้มและโน้มหัวเชิงขอบคุณอีกครั้ง แล้วหันไปย่อกายลงตรงหน้าบุตรสาว “กลับบ้านกันครับน้องปิ่น”
“เออ…เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะคะ ยินดีที่ได้พบอีกครั้งนะคะคุณ…”
“ปริญครับ”
“อ้อ ตะวันค่ะ” เธอยิ้มแล้วยื่นมือไปทักทายอีกฝ่าย
“ผมพาน้องปิ่นไปรอที่รถนะครับตะวัน” ปรัตถกรบอกแล้วอุ้ม ปิ่นมณีเดินออกไปทันที
“ฉันไปก่อนนะคะ” เพราะรู้ว่าต้องรีบตามไปจึงบอกลาปริญ รีบสาวเท้าตามปรัตถกรไปติด ๆ
ตลอดที่รถเคลื่อนตัวเดินทางจากชลบุรีไปราชบุรีไม่มีบทสนทนาหรือใด ๆ เกิดขึ้น ปิ่นมณีก็อ่อนเพลียจนหลับไปแล้ว นั่นยิ่งเพิ่มความอึดอัดให้ทานตะวันเข้าไปอีก เธอรู้ว่าตัวเองมีส่วนผิดที่คลาดสายตาจากเด็กหญิง
“ตะวันขอโทษนะคะที่ปล่อยให้น้องปิ่นคลาดสายตา”
“ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกครับ ผมเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน” แม้จะโกรธแต่ก็พอจะเหตุผลมารองรับได้ อีกอย่างเขาก็มีส่วนผิดที่ปล่อยปละละเลยลูกสาว
“แต่ตะวันเป็นพี่เลี้ยงน้องปิ่น ควรดูแลน้องปิ่นให้ดีกว่านี้”
“ถ้าอยากจะขอโทษจริง ๆ ตะวันก็น่าจะรู้นะครับว่าควรทำยังไง” เขาพูดพลางมองกระจกหลัง สังเกตสีหน้าหญิงสาว
“สัปดาห์หน้าจะมีงานเลี้ยงของพนักงานที่รีสอร์ท ผมอยากให้ตะวันไป”
ทุกปีเขาจะจัดงานเสี้ยงสังสรรค์ให้แก่พนักงานทุกคนในรีสอร์ท ตอบแทนความเหนื่อยและความทุ่มเทที่มีให้กันมาตลอดทั้งปี
“ตะวันไม่อยากไปค่ะ”
“ผมว่ามันไม่น่าเกินความสามารถตะวันหรอกนะครับ”
“แต่คุณปุณณ์”
“น้องปิ่นคงอยากให้ตะวันไปด้วย” เขาตัดบทแล้วหันไปสนใจกับถนนเบื้องหน้าแทน
ปรัตถกรเคยพูดเรื่องนี้กับทานตะวันแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งหญิงสาวก็ปฏิเสธและเขารู้เหตุผลชัดเจนว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่หากหญิงสาวยังคงหนีแบบนี้ต่อไปมันก็ไม่ได้มีผลดีอะไรขึ้นมานักหรอก
วันที่น่าอึดอัดใจของทานตะวันมาถึง ตกเย็นเธอต้องจับปิ่นมณีอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยรอเวลาที่ปรัตถกรจะมารับไปงานเลี้ยงที่จัดขึ้น วันนี้คงเป็นวันที่หลายต่อหลายคนตื่นเต้นแต่ทานตะวันไม่ใช่หนึ่งในนั้น
งานเลี้ยงประจำปีประดับประดาไปด้วยไฟตกแต่งสีส้มสวยงามห้อยตามต้นไม้และพุ่มไม้น้อยใหญ่ โต๊ะยาวถูกจัดวางเรียงรายบนโต๊ะมีอาหารหลายอย่างแทบนับไม่ได้ตั้งเอาไว้ เครื่องดื่มหลายชนิดวางตั้งมากมายไม่แพ้กัน ทั้งยังมีเวทีสำหรับแสดงดนตรีสดให้ได้ฟังเพื่อเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนาน
ทานตะวันกระวนกระวายใจ การได้ไปอยู่ท่ามกลางความอึดอัดแบบนั้น ไม่ชอบเอาเสียเลยทำไมปรัตถกรถึงบังคับในเรื่องนี้ด้วย และทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ทานตะวันได้รับสายตาที่ไม่เป็นมิตรส่งมาทันที เธออยากมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
“พี่ตะวันคะ น้อนปิ่นไปหาคุงป้อนะคะ”
“จ้ะ เดินระวัง ๆ นะ”
“โอเคค่า”
ทานตะวันเฝ้ามองปิ่นมณีวิ่งไปหาบิดาที่ยืนคุยอยู่กับผู้จัดการของ รีสอร์ทอยู่อีกทางด้านหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงไปถึงปรัตถกรอย่างปลอดภัยจึงได้ละสายตาแต่ก็ไม่ได้ลุกไปไหน ทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ อยู่ในมุมมืด ๆ ที่ไม่มีใครสนใจของตัวเองแต่ก็ไม่วายโดนคำเหน็บแนม
“คนอะไรหน้าด้านหน้าทน” พนักงานประชาสัมพันธ์คนหนึ่งพูดขึ้น สายตามองเหยียดไปยังคนที่นั่งอยู่
“...” เหมือนอีกฝ่ายจะพูดลอย ๆ แต่ทานตะวันก็รู้ดีว่าจุดประสงค์คือพยายามด่าเธอกราย ๆ จึงได้ลุกขึ้นหมายจะเดินออกไปจากตรงนี้ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องมีราว
“เชื้อคงไม่ทิ้งแถว พ่อมันโกงยังไงลูกมันก็คงโกงยังงั้น ยืนอยู่เป็นตัวอัปรีย์ กาลกิณีจริง ๆ น่าจะตายตามพ่อชั่ว ๆ แกไป” หญิงสาวตำแหน่งเดียวกันหันไปพูดเสริม
คนฟังกำมือแน่นพยายามอย่างสุดกำลังที่จะระงับอารมณ์ความโกรธที่มันจวนจะปะทุเอาไว้ ตอนนี้เธอยังหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ลองหาได้ก่อนเถอะจะเอามาฟาดหน้าให้ดู
“จริงสินะ น่าสมเพช”
“หรือมันจะเป็นทั้งครอบครัว แม่พี่น้องก็คงไม่ต่างกัน”
คำดูถูกมากมายแทบจะฝั่งลึกตอกย้ำให้ทานตะวันได้รับรู้ คนกลุ่มนี้ดูแคลนทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัวของเธอ หากจะด่าจะว่าตนกับบิดาอย่างไรก็ไม่คิดอยากจะสนเพราะมันยังหาข้อโต้แย้งไม่ได้ แต่พอมันเริ่มลามมาถึงมารดาแล้ว อาการหัวร้อนเริ่มปะทุกรุ่น
“แล้วแม่ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย ถ้าปากมันว่างนักก็กินเข้าไปซะข้าวน่ะ จะได้เอาไปเลี้ยงสมองร้อยเซลล์ของพวกเธอ” ทานตะวันปล่อยหมัดเด็ดเสร็จก็สะบัดเดินจะหนี แต่ผมยาวกลับถูกคว้าเอาไว้
“โอ้ย! ปล่อยนะ”
“ปากดีเหลือเกินนะ”
“ก็ดีกว่าปากหมา” หญิงสาวหมุนตัวจนหันมาประจันหน้าอีกฝ่าย ไม่คิดเกรงกลัวแม้ผมจะโดนดึงเอาไว้
“อีนี่!” อีกคนปรี่เข้ามา ง้างมือหมายจะฟาดลงบนใบหน้าแต่ก็เป็นอันต้องค้างอยู่กลางอากาศเมื่อทานตะวันไม่ได้มีท่าที่จะกลัว แถมยังคิดสู้กลับ
“เอาสิ ตบมาฉันต่อยกลับ คิดว่ามีมือคนเดียวรึไง”
“คิดว่าพวกฉันกลัวเหรอ”
“ก็ลองดูสิจะได้รู้”
“อีเวรนี่ ฝากไว้ก่อนเถอะ” คนมาหาเรื่องก่อนจำยอมเป็นฝ่าย ล่าถอยออกไป
เมื่ออีกฝ่ายหนีไปจนลับสายตาทานตะวันแทบเสียแรงทรงตัว มือคว้าเอากำแพงเป็นหลักยึดน้ำตาคลอหน่วงบริเวณขอบดวงตา ทำไมเธอต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ มันทั้งน่าอึดอัดจนแทบหายใจ ไม่ออก แถมยังต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น ปรัตถกรสนุกมากใช่ไหม ที่เห็นเธอต้องเป็นแบบนี้...
เขามีความสุขมากหรือเปล่าที่เห็นเธอทรมานกับการโดนดูถูกเหยียดหยามมากมายขนาดนี้
หญิงสาวทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหว เธอไม่อาจทานทนรับสายตาที่มองมาจากหลาย ๆ คนได้ พวกเขาทำราวกับว่าเธอเป็นตัวประหลาดตัวหนึ่ง รู้อยู่ว่าเรื่องของบิดามันคงแพร่กระจายให้ได้รู้ในวงกว้าง มองไปทางไหน ก็ตกเป็นจำเลยสังคม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นลูกสาวของคนโกง
คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ส่งข้อความไปบอกเจ้าของ รีสอร์ทว่าตนเองขอกลับก่อนหลังจากแน่ใจแล้วว่าปิ่นมณีสนุกสนานอยู่กับบิดา แม้เขาจะถามถึงเหตุผลแต่ทานตะวันก็ไม่มีกระจิตกระใจจะเปิดอ่านข้อความ เธอปล่อยใจเดินไปเรื่อยตามทางของรีสอร์ทที่ไร้ผู้คน
“พี่ตะวัน”
“บีม” รีบยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาทิ้งเมื่อเห็นรณพีร์ขี่มอเตอร์ไซค์ เข้ามาทักทาย ปรับสีหน้าจากที่เศร้าสร้อยให้เป็นปกติ
“จะเดินไปไหนครับ มืดค่ำแบบนี้”
“พี่จะกลับบ้านคุณปุณณ์น่ะ ว่าแต่เราเถอะไปไหนมา ไม่ได้ไป กินเลี้ยงกับเขาเหรอ”
“ไปทำงานบ้านเพื่อนมาครับ เพิ่งจะกลับ”
“ช่วงนี้คงยุ่ง ๆ น่ะสิ ใกล้จะจบแล้ว” ชีวิตวัยมัธยมปลายของรณพีร์ใกล้จะจบลง ช่วงนี้คงหัวหมุนพอตัวเพราะไหนจะต้องทำงานส่งคุณครู ไหนจะต้องเลือกเส้นทางของชีวิตวาจะเอายังไงต่อ เด็กช่วงวัยนี้คงจะเครียดไม่น้อยเพราะเธอก็เคยผ่านจุดนี้มาเหมือนกัน
“นิดหน่อยครับ แล้วนี่พี่ตะวันให้ผมไปส่งไหม เดินคนเดียวน่ากลัวออก”
“เอาสิ พี่เองก็ชักจะเริ่มขี้เกียจเดินแล้วเหมือนกัน”
ทานตะวันขึ้นซ้อนท้ายรถรณพีร์กลับไปยังบ้านของปรัตถกรที่ห่างออกไปราว ๆ เกือบห้าร้อยเมตร โชคดีที่ชายรุ่นน้องผ่านมาพอดี ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เดินขาลากแน่ ๆ
“ขอบใจนะบีม” ก้าวลงจากท้ายรถก็หันไปขอบใจรณพีร์ที่อุตส่าห์มาส่ง ทั้ง ๆ ที่เส้นทางกลับบ้านพักคนงานของเจ้าตัวนั้นก็อยู่อีกทาง
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เอง”
“บีมกลับบ้านเถอะ ดึกแล้วเดี๋ยวลุงแช่มจะเป็นห่วง”
“พี่ตะวันไม่เป็นอะไรแน่นะ สีหน้าพี่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“จะให้พี่เป็นอะไรล่ะ”
“ไม่รู้สิ ก็ดูเศร้า ๆ”
“ดูออกขนาดนั้นเลย”
“ครับ สีหน้าพี่ตะวันตอนนี้ดูง่ายยิ่งกว่าอะไรซะอีก”
ทานตะวันเงียบไป ดวงตาของเธอตอนนี้มันแสดงออกมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
“บีมเคยได้ยินเรื่องพ่อพี่มาบ้างใช่ไหม?”
“พ่อพี่ตะวัน” เด็กหนุ่มทำท่าครุ่นคิดก่อนจะจำได้ “ก็พอจะเคย ได้ยินมานิดหน่อยครับ”
“อืม นั่นแหละ วันนี้พี่ไปงานเลี้ยงมาทุกคนมองพี่เหมือนพี่ไปฆ่าใครตาย” หญิงสาวพูดพลางเดินไปนั่งลงเก้าอี้ไม้สีขาวหน้าบ้าน รณพีร์ดับเครื่องมอเตอร์ไซค์ลงเดินมานั่งตามติด ๆ
“ที่แท้ก็เรื่องนี้”
“พี่อึดอัดถึงได้กลับมาก่อนนี่แหละ”
“พี่ตะวันไม่ต้องคิดมากหรอก”
“เราคิดว่าพี่ไม่ทำเหรอ” พยายามแล้วแต่มันยากเหลือเกิน “แล้วเราเถอะ ไม่เกลียดพี่เหมือนคนอื่นรึไง”
“แล้วมีเหตุผลอะไรให้ผมเกลียดล่ะครับ ลุงเติมกับพี่ตะวัน ก็คนละคนกันอีกอย่างมันก็ข่าวลือ” เขาโตพอที่จะแยกแยะได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไรไม่ได้ไหลตามน้ำเกลียดชังคนตรงหน้าเหมือนคนอื่น ๆ อีกอย่างทานตะวันกับบิดาก็เป็นคนละคนกัน แม้ทั้งสองคนจะเป็นพ่อลูกก็ใช่ว่าจะนิสัยเหมือนกันซะหน่อย หนำซ้ำเรื่องราวพวกนี้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
พอมาคิดดูปรัตถกรก็คงคิดไม่ต่างไปจากเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ แต่สำหรับคนอื่นแล้ว...มันคงเป็นเรื่องยาก
“ถ้าคนอื่นคิดแบบบีมได้ก็ดีสิ เห้อ...พี่ล่ะเหนื่อย” เธอต้องทนรับแรงกดดันมากมาย มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยสักนิดยิ่งคิดยิ่งท้อจนน้ำตาคลอ คนพวกนั้นกำลังทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอต้องชดใช้ผลกรรมแทนบิดาทั้งหมด
“ถ้าร้องไห้ระวังพรุ่งนี้เช้าตื่นขึ้นมาแล้วตาบวม ไม่สวยแถมน้องปิ่นจะกลัวเอานะครับ” พอเห็นพี่สาวทำทีเหมือนจะร้องไห้ก็รีบพูดดักเอาไว้ ซึ่งเหตุผลจริง ๆ คือเขาไม่อยากเห็นอีกฝ่ายร้องไห้นั่นแหละถึงได้อ้างสารพัดเหตุผล
“ไม่ได้อยากร้อง แต่มันกลั้นไม่อยู่” เกิดมาเป็นทานตะวันทำไมมันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้กันนะ
เสียงรถยนต์เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ ทานตะวันรีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าเจ้าของรถนั้นเป็นใคร ส่วนรณพีร์ก็รีบขอตัวกลับก่อน
“ผมกลับก่อนนะครับ”
“จ้ะ ขับรถดี ๆ นะ ขอบใจมากที่มาส่งพี่”
ปรัตถกรเปิดประตูลงมาจากรถ รณพีร์ไหว้เจ้านายลุงไปหนึ่งที ก่อนจะสตาร์ทรถออกไป ส่วนคนตัวโตพยักหน้ารับก่อนเดินอ้อมไปอีกฝั่งเปิดประตูคว้าเอาลูกน้อยที่ทำท่าจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่มาอุ้มเอาไว้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับอีกคนที่ยืนอยู่เลย
“พี่ตะวัน” คนง่วงนอนเรียกหาเมื่อพยายามฝืนเปิดเปลือกตามาเห็นพี่เลี้ยงยืนอยู่ แขนป้อม ๆ อ้ากว้างคล้ายอยากให้อีกฝ่ายตอบรับอ้อมกอด ปรัตถกรจำต้องยอมส่งลูกสาวให้ทานตะวันไป
“น้อนปิ่นง่วง” เจ้าตัวบอกทั้ง ๆ ที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น
“เดี๋ยวพี่ตะวันพาไปนอนนะคะ”
ทานตะวันพาปิ่นมณีขึ้นห้องไปนอน ขับกล่อมเด็กหญิงให้เข้าสู่ ห้วงนิทราพร้อมห่มผ้าเพิ่มไออุ่น ก่อนจะผละตัวล่าถอยออกมากลับไปยังห้องของตัวเองเมื่อคนตัวเล็กหลับปุ๋ยไปแล้ว ทว่าพอเปิดประตูออกมา กลับเจอเข้ากับปรัตถกรยืนกอดอกอยู่ สาวเจ้าทำเป็นไม่เห็นเขาเดินผ่านหน้าไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายโดนดึงรั้งแขนเอาไว้
“...”
“ร้องไห้ทำไม” เขามาทันที่จะเห็นทานตะวันนั่งร้องไห้อยู่รณพีร์
“...”
“ตะวัน ผมถาม”
“คุณปุณณ์น่าจะรู้คำตอบดีนะคะว่าตะวันร้องไห้ทำไม” เพราะเขานั่นแหละที่ดึงดันให้เธอไปเผชิญกับความอึดอัดแบบนั้น
“อย่าประชดผมแบบนี้”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ดึกแล้วตะวันขอไปนอนก่อน”
“อยู่คุยกันให้รู้เรื่องครับตะวัน”
“…” หญิงสาวมองเขาครู่หนึ่ง คิดว่าหากไม่พูดคงไม่มีทางที่จะหลุดจากปรัตถกรไปได้ง่าย ๆ แน่
“งานเลี้ยงวันนี้คุณปุณณ์รู้หรือเปล่าว่ามันน่าอึดอัดมากขนาดไหนสำหรับตะวัน...ทำไมต้องบังคับให้ตะวันไปงานเลี้ยงนั้นด้วย ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ดีว่าคนเขาเกลียดตะวันกันขนาดไหน ตะวันขอร้องแล้วขอร้องอีก แต่คุณ ก็ยังให้ตะวันไป”
คราวนี้หยาดน้ำตาของทานตะวันไหลราวกับเขื่อนแตก ความในใจถูกพ่นออกมาแทบทั้งหมด น้ำเสียงสั่นสะอื้นจนหากใครผ่านมาเห็นคงอดสงสารไม่ได้
“พอไปถึงก็ต้องทนมองสายตารังเกียจที่มองมา ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูถูกสารพัด คุณคิดว่าตะวันจะทนกับมันไหวเหรอคะ คุณคิดแบบนั้นเหรอคะคุณปุณณ์”
“เพราะผมอยากให้ตะวันเผชิญหน้ากับความเป็นจริง”
“...” ความเป็นจริงเหรอ ความเป็นจริงที่เธอต้องเจ็บปวดอย่างนั้นเหรอ?
“คุณปุณณ์ไม่คิดว่าจะเล่นกับความรู้สึกของตะวันมากเกินไป เหรอคะ” ทานตะวันเฝ้าถามปรัตถกรอย่างเหม่อลอย เธอยังเป็นคนอยู่นะ มีเลือดเนื้อจิตใจเหมือนคนอื่น ๆ เหมือนกัน
“แล้วแต่จะคิดครับ เพราะสิ่งที่ผมทำ ผมคิดว่ามันสมควรแล้ว”
“ใจร้าย...ทำไมถึงทรมานตะวันได้มากขนาดนี้ ทำไม...”
หยดน้ำตากลิ้งไหลเอ่อล้นอีกครั้ง ทานตะวันปรี่ตัวเข้าหา ใช้มือกระหน่ำทุบลงที่อกแกร่งของคนตัวโต ก่อนหญิงสาวจะเริ่มหมดแรง ใบหน้าฟุบอกกับหน้าอกของปรัตถกร เสียงร้องไห้โฮดังลอดออกมา หยดน้ำตาใส ๆ ไหลเปรอะเปื้อนลงบนเสื้อของปรัตถกร แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าจะผลักไสออกไป
“คุณปุณณ์เห็นความรู้สึกของตะวันเป็นของเล่นใช่ไหม ถึงได้ทำแบบนี้”
ร่างกายแทบทรุดลงกับพื้น เงยใบหน้าขึ้นพร้อมน้ำตาที่ไหลเอ่อ ทานตะวันร้องไห้ออกมาต่อหน้าต่อตาปรัตถกรอย่างไม่นึกอาย นาทีนี้เธอไม่มีอะไรให้ต้องอดกลั้นต่อไปอีกแล้ว
ชายหนุ่มมองนิ่งก่อนจะช้อนใบหน้าของหญิงสาวขึ้นมา สายตา ทั้งสองสบประสานจ้องลึกเข้าหากัน แววตาคมจะไล่มองดวงหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของทานตะวัน สิ่งที่ปรัตถกรกระทำมันยังคงยากต่อการเข้าถึงเหมือนเดิม คนที่กำลังเจ็บปวดไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า แววตาคู่นี้และหัวใจดวงนี้ของเขามันรู้สึกอย่างไรกันแน่
“ผมไม่ได้เห็นความรู้สึกของคนใครเป็นของเล่น ขอให้จำเอาไว้”
สิ้นเสียงทุ้มมือหนาก็ผละออกจากราวกับคนตรงหน้าเป็นของร้อนแล้วเดินจากไปอย่างไม่ใยดี แม้เพียงแค่หันหลังกลับมามองคนตัวโตก็ไม่คิดจะทำ ทานตะวันจ้องมองแผ่นหลังหนาที่หายเข้าไปภายในห้องนอน กายสาวทรุดลงนั่งกับพื้นคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น หัวใจดวงน้อยบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออกภาพที่เห็นมัวหมองลงไปเรื่อยเพราะมันถูกปกคลุมด้วยความช้ำ ก่อนเสียงร้องไห้โฮจะดังออกมาอย่างน่าสงสาร...
“ฮึก...ฮือ ๆ”
ทานตะวันตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ด้วยอาการที่ไม่สดใส เมื่อคืนหลับไปตอนเธอก็ไม่อาจล่วงรู้ กระนั้นสัญลักษณ์ของความเจ็บช้ำมันยังคงติดตรึงอยู่บนใบหน้า หญิงสาวเหลือบไปดูนาฬิกาพบว่ามันสายกว่าทุกวัน เช่นนั้นจึงได้สลัดความรู้สึกทุกอย่างให้หลุดลอยออกไปรีบไปชำระร่างกาย แต่งตัวก่อนจะตรงดิ่งไปยังห้องของนางฟ้าตัวน้อย ทว่าภายในกลับไม่มีปิ่นมณีอยู่
“ป้าน้อมคะ น้องปิ่นออกไปแล้วเหรอคะ?” ทานตะวันเดินเข้ามาถามป้าน้อมที่กำลังทำความสะอาดบริเวณโถงกลางบ้านอยู่ ซึ่งป้าน้อมจะเข้ามาทำงานเช้าแล้วเย็นก็กลับไปพักที่บ้านพักพนักงาน แน่นอนว่าทุก ๆ เช้าคนสูงวัยมาทันก่อนที่เจ้านายหนุ่มจะออกไป
“จ้ะ เพิ่งออกไปกับคุณปุณณ์เมื่อไม่นานนี้เอง”
“ออกไปแล้ว...”
“ใช่ ว่าแต่เราเถอะตะวัน เป็นยังไงบ้างเห็นคุณปุณณ์บอกว่าเรา ไม่ค่อยสบาย”
ปรัตถกรบอกป้าน้อมแบบนั้นเหรอ? หญิงสาวคิดในใจ
“เอ่อ...ไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะป้าน้อม ดีขึ้นบ้างแล้ว” ทานตะวันจำต้องตามน้ำไป เธออยากให้ป้าน้อมคิดตามที่ปรัตถกรบอก
“งั้นก็อย่าลืมกินข้าวกินยานะลูก ป้าต้มข้าวต้มไว้ให้น่ะ อยู่ในหม้อกำลังร้อน ๆ เลย” ป้าน้อมเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นของบิดาทานตะวัน แต่ท่านก็พอจะแยกแยะอะไรต่อมิอะไรได้
“ขอบคุณมากเลยนะคะ ตะวันจะกินให้เกลี้ยงหม้อเลย”
“เก่งมากจ้ะ” คนสูงวัยยิ้มให้
ก่อนเสียงกดออดจากหน้าบ้านจะดังขึ้น ป้าน้อมที่ทำท่าจะเดินออกไปดูต้องชะงักไว้เมื่อทานตะวันขออาสา “ป้าน้อมรออยู่ในบ้านดีกว่าค่ะ เดี๋ยวตะวันออกไปดูเอง”
“จ้ะ”
หญิงสาวยิ้มแล้วเดินออกไป ห่างมองจากระยะไกล สาวเจ้าเห็นใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่รู้สึกคล้ายเป็นผู้หญิง แถมยังแต่งตัวดูดีมีฐานะอยู่ไม่น้อย พอมาใกล้ ๆ ก็เห็นดวงหน้าชัดเจน สิ่งที่รู้สึกได้ในตอนแรกคือผู้หญิงคนนี้สวยไม่เบา ใบหน้าหวานหยดจนชวนให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเหมือนต้องมนต์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่ทราบว่ามาหาใครคะ”
“ฉันมาหาคุณปุณณ์ค่ะ ไม่ทราบว่าอยู่หรือเปล่า”
“คุณปุณณ์ออกไปทำงานแล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยฝากบอกเขาทีนะคะ” หากไม่เจอเธอก็อยากฝากฝังให้ผู้หญิงที่ยืนอยู่เป็นคนบอก
“ว่าแม่น้องปิ่นมาหา”
