บทที่ 8 ผิดที่ผิดทาง

บทที่ 7

ผิดที่ผิดทาง

ทานตะวันยืนยิ้มหลังจากรับปากอีกฝ่ายว่าจะเป็นคนส่งสารให้ถึง ปรัตถกร ก่อนจะขอตัวกลับไปแล้วยังบอกอีกว่าอีกวันสองวันจะมาหาปิ่นมณี

“ใครมาล่ะตะวัน” ป้าน้อมที่วุ่นอยู่ในครัวหันไปถามหญิงสาวรุ่นลูกที่เพิ่งเดินเข้ามา

“เป็นผู้หญิงสวย ๆ แต่งตัวดีเขาบอกว่าเป็นแม่น้องปิ่นน่ะค่ะ”

“อ้อ คุณผิง”

“ป้าน้อมรู้จักเขาด้วยเหรอคะ”

“รู้จักสิ คนที่นี่ไม่มีใครไม่รู้จักคุณผิงหรอก”

“คุณผิงเขาดูเป็นคนใจดีนะคะ”

“ที่สุดเลยแหละ แต่เสียดายไม่น่าหย่ากับคุณปุณณ์เลย”

ทานตะวันรับบทเป็นผู้ฟังที่ดี หญิงสาวยืนรับสารจากป้าน้อมที่กำลังสาธยายความดีของผลิกาอย่างออกรสออกชาติ จากที่ฟังมาคร่าว ๆ ก็พอรู้แล้วว่าคนที่นี่รักหญิงสาวกันมากขนาดไหน ส่วนปรัตถกรเองก็ไม่ต้องพูดถึง คนคบกันมาหลายปีจนแต่งงานมีลูกหากไม่รักมากก็คงไม่ลงหลักปักฐาน

กระนั้นเธอก็ไม่เห็นว่ามันจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องเลิกลาในเมื่อฟังจากปากของป้าน้อมทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดี แถมยังมีโซ่ทองคล้องใจอีก แต่ก็นั่นแหละ...เธอเป็นเพียงแค่คนนอก ไม่รู้ลึกตื้นหนาบางในเรื่องของความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคนหรอก

ทานตะวันพยายามจะเจอหน้าปรัตถกรเพื่อบอกเรื่องของผลิกา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นแม้แต่เงาปรัตถกรต ซึ่งก็ล่วงเลยมาสองวันแล้ว สองวันมานี้เขาพาปิ่นมณีมาส่งหลังจากเลิกเรียน ส่วนตัวเองก็บึ่งรถออกไปทันทีแต่ที่น่าแปลกคือวันนี้ ทานตะวันเหลียวสายตาไปมองนาฬิกามันล่วงเข้าสู่ห้าทุ่มแล้วแต่เธอกลับไม่เห็นสองพ่อลูกกลับมาเลย จะโทรศัพท์ไป เธอก็ไม่ได้มีสิทธิมากมายขนาดนั้น

ไม่นานนักหูก็แว่วคล้ายได้ยินเสียงรถขับเข้ามาคาดว่าเป็นปรัตถกรกับปิ่นมณีแน่นอน ทานตะวันจึงรีบออกไปดูเผื่อว่าเด็กหญิงจะง่วงเต็มทนเธอจะได้พาเข้านอน ทว่าพอเดินมาถึงกลับเห็นปรัตถกรเพียงคนเดียวในสภาพที่เธอเองก็แทบไม่เคยเห็นมาก่อน ชายหนุ่มดูเมามาย เนคไทถูกคลายออก กระดุมเสื้อถูกปลดจนเผยให้เห็นแผงอกที่โผล่มาเล็กน้อย ไม่พอผมเผ้ายัง  ไม่จัดเป็นทรงอีก

“น้องปิ่นล่ะคะคุณปุณณ์” ทานตะวันเดินตามเข้าไปภายในห้องรับแขก แต่ก็ไม่ได้คำตอบมาจากปากเขา

“คุณปุณณ์คะน้องปิ่น...อ้ะ!”

ร่างเล็กกว่าถูกมือหนาจับเหวี่ยงลงบนโซฟาอย่างแรงจนสาวเจ้าใบหน้าเหยเก ก่อนที่นาทีต่อมาปรัตถกรจะเข้ามาคร่อมทับเอาไว้ มือทั้งสองข้างกักขังไม่ให้อีกฝ่ายได้ถอยหนีจนทานตะวันตื่นตกใจกับพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติของเขา

“คะ...คุณปุณณ์”

“ผิงพูดอะไรกับตะวัน”

“...”

“ผมถาม!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจ มือหนาบีบเน้นลงบนข้อมือของหญิงสาว

“คุณปุณณ์ ตะวันเจ็บ”

“ตอบคำถามผมมา” เขาไม่สนใจสักนิดว่าทาตะวันจะรู้สึกอย่างไรเพราะความโมหะมันมากเกินกว่าจะควบคุม

“คุณผิงให้ตะวันบอกคุณปุณณ์ค่ะ ว่าเธอมาหา”

“แล้วทำไมตะวันไม่บอกผม” เขากดเสียงถามไม่พอปรัตถกรยังคงเพิ่มแรงบีบลงไปยังข้อมือเล็กอีก

“ตะวันพยายามบอกแล้วแต่คุณปุณณ์ไม่อยู่บ้านเลย”

“ผมว่ามันมีหลายวิธีนะที่คุณสามารถบอกผมได้ ไม่ใช่ให้ผมมารู้วันที่ผิงพาน้องปิ่นไป!”

“ถ้าคุณปุณณ์จะโทษว่าเป็นความผิดตะวันก็เชิญค่ะ แต่ถ้าคุณปุณณ์ยอมอ่านข้อความคุณผิงคุณก็คงไม่มาตีโพยตีพายใส่ตะวันแบบนี้หรอก”

“อ้อ จะบอกว่าเป็นความผิดผม!?”

“ค่ะ แล้วถ้ามีอะไรไม่ถูกใจคุณปุณณ์ต้นเหตุมันก็มาจากคุณ- อื้อ!”

ดวงตากลมโตเบิกโผง เสียงหวานถูกกลืนลงคอด้วยอุ้งมือของ ปรัตถกรที่ยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้ พร้อมกับซุกไซ้เข้าที่ซอกคอทั้งสองข้างของทานตะวัน สัมผัสวันนี้แตกต่างออกไปจากทุกครั้ง มันหนักหน่วงจนเธออยากถอยหนี ทว่าปรัตถกรกลับรั้งเอาไว้และเพิ่มความปรารถนามากขึ้น ไปอีก

ทานตะวันนอนน้ำตาซึม เธอไม่รู้ว่าความผิดของตัวเองมันมากมายขนาดไหน ปรัตถกรถึงได้ทำให้จิตใจเธอชอกช้ำขนาดนี้ นานกว่าเกือบ  สองชั่วโมงที่ชายหนุ่มกัดกินและตักตวงความหอมหวานจากร่างกายหญิงสาว ยามเมื่อเขาเสร็จสมชายหนุ่มก็ทอดทิ้งอย่างไร้ค่า

สาวเจ้าฝืนกายลุกขึ้นจากโซฟาตัวยาว หอบสังขารตัวเองกลับไปยังห้องนอนแล้วปิดประตูขังตัวเองเอาไว้ในนั้น ก่อนจะเผลอหลับไปด้วย ความเหนื่อยอ่อนกับโชคชะตาของชีวิต

เช้าวันใหม่แม้มีแสงแดดสีทองลอดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ทว่าคนบนเตียงกลับไม่มีเรียวแรงที่จะฝืนกายลุกขึ้นคล้ายคนกำลังจับไข้ เพราะรู้สึกปวดหนึบที่ศีรษะ ร่างกายก็เมื่อยล้าเต็มทนพยายามจะลุกขึ้นแต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งตัวลงนอนที่เดิมและหลับไปอีกรอบ

ทานตะวันไม่แน่ใจว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน แต่เพราะเสียงเคาะประตูหน้าห้องทำให้คนป่วยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา สาวเจ้าฝืนกายค่อย ๆ ประคับประคองตัวเองเดินไปเปิดประตู พบว่าคนที่มาเคาะมิใช่ใคร    นอกเสียจากป้าน้อม

“ค่ะป้า”

“เป็นอะไรหรือเปล่าตะวัน ป้าไม่เห็นเราออกจากห้องสักที”

“ปวดหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ”

“ไม่สบายเหรอ”

“ค่ะ ว่าแต่ป้าน้อมคะ น้องปิ่น...”

“คุณปุณณ์บอกว่าน้องปิ่นไปอยู่บ้านคุณผิงเสาร์อาทิตย์น่ะ    เดี๋ยวพรุ่งนี้เย็น ๆ น่าจะพามาส่ง”

“อ้อค่ะ”

“ถ้าเราไม่สบายก็พักเถอะ”

“ค่ะ” ทานตะวันตอบรับคนสูงวัย ป้าน้อมยิ้มรับเตรียมเดินกลับออกไป แต่หญิงสาวก็เรียกเอาไว้เมื่อรู้สึกว่ามีเรื่องที่เธออยากรู้ “เอ่อ...  ป้าน้อมคะ”

“ว่ายังไงล่ะ อยากได้อะไรหรือเปล่าเดี๋ยวป้าหามาให้”

“ไม่ค่ะ พอดีตะวันสงสัยว่าระหว่างคุณผิงกับคุณปุณณ์ เขาสองคนยังรักกันอยู่ไหมเหรอคะ?” เธอพอจะรู้ว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ค่อยน่าถามเท่าไร

“อืม...สำหรับคุณผิงป้าไม่รู้นะ แต่คุณปุณณ์น่าจะยังรักอยู่เพราะข้าวของอะไรก็ไม่เห็นจะทิ้ง”

“อ้อ”

“แต่ก็นะ ป้าไม่ใช่พวกคุณคุณเขา ป้าไม่รู้อะไรมากหรอก...เดี๋ยวป้าไปทำงานต่อก่อนแล้วกัน เรานอนพักเถอะ”

“ค่ะ”

ทานตะวันตอบรับก่อนจะปิดประตูลงแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนที่นอนอีกรอบ หญิงสาวพยายามไม่เก็บเอาเรื่องของปรัตถกรมาคิดให้ปวดหัวแต่มันทำได้ไม่ง่ายเลยเพราะความรู้สึกจากเมื่อคืนของชายหนุ่มมันมีบางอย่าง   ที่ผิดปกติ ทว่าเฝ้านึกว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไรนึกยังไงก็นึกไม่ออกสักที จนในที่สุดก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

แรงยวบบนเตียงและสัมผัสบางอย่างที่ต้องผิวกายมันทำให้คนจับไข้รู้สึกตัว ฝืนเปิดดวงตาท่ามกลางความมืดแสงสว่างด้านนอกแปรเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว ทานตะวันเห็นเป็นเงาใหญ่ตะคุ่ม ๆ กำลังคลอเคลียอยู่ที่บริเวณทรวงอกอิ่ม หญิงสาวแทบจะกรีดร้องออกมาหากไม่ได้ยินเสียงทุ้มซะก่อน

“ตื่นแล้วเหรอครับ” คนตัวโตเงยหน้าขึ้นมาถาม กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งแตะจมูกคนป่วยที่นอนอยู่

“คุณปุณณ์”

“ป้าน้อมบอกตะวันไม่สบาย”

“ที่ป่วยแบบนี้เพราะเมื่อคืนผมเอาตะวันแรงไปหรือเปล่า?” หากห้องนี้เปิดไฟสว่างปรัตถกรคงได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของทานตะวันไปแล้ว คนบ้ามาพูดอะไรแบบนี้ได้ยังไง หน้าไม่อาย

“ดื่มมาอีกแล้วเหรอคะ” มืออิ่มพยายามดันแผงอกให้ออกห่าง เธอไม่ตอบคำถามเขา

“เรื่องของผม”

“ถ้าเรื่องของคุณปุณณ์ งั้นก็อย่ามายุ่งกับตะวันค่ะ แล้วก็ช่วยลุกออกไปด้วยตะวันหนัก”

“ฮึ! ปากเก่งจังเลยนะครับ” ชายหนุ่มขยับใบหน้าเข้ามาชิดใกล้กับใบหน้าอีกฝ่าย นิ้วชี้เรียวยาวแตะสัมผัสลงบนริมฝีปากหญิงสาว รอยยิ้มคล้ายสมเพชเผยออกมา เขารู้สึกว่าทานตะวันกล้าพูดมากกว่าแต่ก่อนเหลือเกิน

ดี...

เขาชอบ แบบนี้อะไรอะไรมันจะได้สนุกขึ้น

“แต่คงเก่งไม่เท่าคุณ”

“จริงสิ ผมน่ะเก่งมาก โดยเฉพาะตอนที่เข้าไปในตัวตะวัน”

เอ่ยจบปรัตถกรก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มเดินหน้ารุกล้ำถกเสื้อนอนของทานตะวันขึ้นจนเผยเต้างาม ใบหน้าคมสันซุกไซ้และสูดกลิ่น ความหอมเข้าเต็มปอด

“อ้ะ! คุณปุณณ์จะทำอะไรคะ ตะวันป่วยอยู่นะ”

“ก็เห็นว่าป่วย เลยจะช่วยฉีดยา”

“ตะวันไม่ต้องการ อ๊ะ! คุณปุณณ์!”

ทานตะวันสะดุ้งหันมองค้อนคนตัวโตที่อยู่เหนือร่างที่อยู่ ๆ ก็ส่งนิ้วเข้าไปรุกล้ำอยู่ ๆ ก็ส่งนิ้วเข้าไปลุกล้ำดอกไม้เบื้องล่างผ่านเนื้อเยื้อของ   ผ้าบาง ๆ

“ตะวันอยากหรือเปล่าครับ”

“ไม่ค่ะ”

“แต่ผมอยาก ทน ๆ ให้เอาหน่อยแล้วกัน”

“คุณปุณณ์ ตะวันป่วยอยู่นะคะ”

“รู้ครับ ผมจะฉีดยาให้อยู่นี่ไง”

สิ้นเสียงชายหนุ่มก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลามากไปกว่านี้  เขาจัดการดึงรั้งกางเกงนอนพร้อมด้วยกางเกงชั้นในของทานตะวันออกและตามด้วยของตัวเองทันที ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่า ความปรารถนามันยิ่งพุ่งพรวดมากขึ้นกว่าเดิม กลิ่นกายหอม ๆ ของหญิงสาวลอยเตะจมูกจนเขาแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่

แม้เสียงหวานจะปฏิเสธย่างไรแต่สุดท้ายก็เป็นอันพ่ายแพ้ให้กับ คนชอบเอารัดเอาเปรียบ ปรัตถกรส่งนิ้วเรียวเข้าไปสำรวจและเปิดช่องทาง เมื่อสัมผัสได้ว่ามันพรั่งพร้อมเขาจึงขยับกาย แยกเรียวขาของทานตะวันออกกว้าง แทรกตัวเข้าหา จับตรึงปรัตถกรน้อยให้ผสานเข้ากับกลีบผกาตามด้วยแรงกายที่เคลื่อนคล้อยขึ้นลงก่อนจะเร่งเร้าจังหวะให้หนักหน่วงขึ้นจนทานตะวันสั่นคลอนไปทั้งตัว

สองมือของปรัตถกรจับกดข้อมือสองข้างของทานตะวันเอาไว้ ยามเมื่อหญิงสาวมีท่าทีว่าจะดันแผงอกแกร่งเพื่อถอยหนีจากเขา แล้วมีหรือ ที่ชายหนุ่มจะยอม ปรัตถกรยิ่งตอกย้ำตัวตนเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จนร่างสาวกระตุกไม่ไหวติงเมื่อถึงจุดที่ร่างกายสุขสม

“เสร็จแล้วเหรอครับ”

คนใต้ร่างเขินอายจนหน้าแดงก่ำยามได้ยินคำถามนี้จากปากคนตัวโต เนื้อกายสาวเกร็งกระตุกรัดแกนกายจนปรัตถกรปวดหนึบ เขาเองก็ใกล้แล้ว แต่ทานตะวันดันชิงตัดหน้าไปเสียก่อนนี่สิ

“ชิงตัดหน้าผมไปแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ”

“คุณปุณณ์...” แววตาหวานจับจ้องไปที่ชายหนุ่ม

“ขอผมต่อนะครับ”

ทานตะวันพยักหน้าให้แทนคำตอบ ปรัตถกรลอบยิ้มก่อนจะเร่งสวนเข้าตอกตรึงเข้าไปในร่องลึกอีกครั้ง...

หลังจากเสร็จสิ้นในยกแรก ปรัตถกรก็ไม่รีรอให้เสียเวลาเขาต่อในยกที่สองทันที ชายหนุ่มจับหญิงสาวนอนตะแคงข้างส่วนตัวเองล้มตัวลงไปซ้อนตัวอยู่ด้านหลัง ขณะเดียวกันจุดเชื่อมต่อนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหลุดออกก่อนจะเริ่มขยับสร้างความกระสันอีกระลอก

ปรัตถกรกระหน่ำสวนสะโพกสอบเข้าใส่ไม่ยั้ง มือหนาวกวนอยู่กับทรวงอกปลายจมูกโด่งสันซุกไซ้เข้าที่ซอกคอขาวไล่เลี่ยลงไปเรื่อยจนถึงหัวไหล่มน เขาจับขาของทานตะวันขึ้นแล้วพาดมันลงบนต้นขาของตัวเอง ท่วงท่านี้เผยให้เห็นจุดประสานที่กำลังหลุบเข้าและออกได้อย่างชัดเจน หากมีกระจกวางตั้งอยู่ด้านหน้าคงไม่วายที่จะเขินอาย

บทเร้าร้อนของสองคนดำเนินต่อไปเรื่อย เรี่ยวแรงของปรัตถกร มันมีมากจนทานตะวันเหนื่อยใจ เขาจะให้เธอได้พักตอนไหน...?

ทานตะวันไม่รู้ว่าปรัตถกรปลดปล่อยให้เธอเป็นอิสระเพราะความอ่อนเพลียทำให้หญิงสาวเผลอหลับ จะรู้ตัวอีกทีก็เช้าของอีกวัน แน่นอนว่าเพราะโดนคนตัวโตรังแกอาการของทานตะวันจึงไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด กลับกันมันยังหนักมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก ส่วนคนที่เป็นต้นเหตุก็หายไป   ไม่เห็นแม้กระทั่งเงา

โชคดีที่วันนี้ป้าน้อมหยุด ทานตะวันเลยไม่ต้องมานั่งตอบคำถามคนสูงวัย หลังจากฝืนนอนต่อไม่ไหวเธอจึงตัดสินใจออกมาจากห้อง รู้สึกว่าบ้านทั้งหลังในวันนี้มันเงียบเหงากว่าทุกวัน ไร้สิ้นเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างปิ่นมณี ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเฝ้าคิดถึงเหมือนที่เธอคิดถึงหรือเปล่า

ทานตะวันตัดสินใจเข้าห้องครัวเพื่อหาอาหารมาลองท้องและจะได้กินยา แม้จะไม่อยากกินแต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะหากเธอยังป่วยอยู่แบบนี้ มันจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน ทว่าจู่ ๆ ระหว่างที่กำลังเตรียมข้าวของอยู่นั่นอยู่ ๆ ดวงตาจากที่มองเห็นอะไรต่อมิอะไรชัดเจนมันก็ปรากฏเป็นภาพมัว ๆ ก่อนที่มันจะมืดลงจนมองไม่เห็น

หญิงสาวต้องหยุดมือจากทุกอย่าง สิ่งที่เคยเห็นตอนนี้มันมืดสนิท เธอมองไม่เห็นอะไรเลย มือบางค่อย ๆ คลำทางไปเรื่อย คนป่วยไม่ได้มีท่าทีที่ตกใจเพราะอย่างไรแล้วเธอก็เตรียมตัวเอาไว้บ้าง แต่พักหลังมานี้รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันจะเริ่มสร้างความลำบากเหลือล้ำเนื่องจากไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ได้ว่ามันจะมาหรือจะหายตอนไหนได้เลย

“ทำอะไรครับ?”

คนคลำไปตามที่วางของชะงักทันทียามได้ยินเสียงปรัตถกรดังมาจากด้านหลัง ทานตะวันไม่กล้าหันไปสบตา เธอทำได้แค่ยืนนิ่ง ๆ

“ตะวัน” เมื่ออีกฝ่ายยังคงชักช้าไม่ตอบคำถาม เขาจึงได้ถามย้ำ อีกรอบ

“เอ่อ...กำลังทำอาหารค่ะ” เธอตอบทั้ง ๆ ที่ไม่ได้หันไปมองหน้าเขาด้วยซ้ำ

“ผมพูดกับตะวันอยู่ ช่วยหันมาทางผมด้วยครับ”

ทานตะวันรู้สึกหนักใจเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขายืนอยู่ตรงไหน  หากดวงตาที่เปิดอยู่แต่ไม่ได้สบตาเขา ปรัตถกรคงเอาแต่ถามไม่หยุดแน่ ๆ แต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างเมื่อการมองเห็นของเธอในที่สุดมันก็คืนกลับมา เธอจึงได้หันกลับไปมองเขาได้ทัน ก่อนที่จะโดนไล่ต้อนอีกรอบ

“ตะวันจะทำข้าวต้มค่ะ แล้ววันนี้คุณปุณณ์ไม่ไปทำงานเหรอคะ”

“วันนี้วันหยุดผม”

จริงสิ...ทานตะวันลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งก็เป็นวันหยุดของคนตัวโต เคยได้ยินมาว่าตั้งแต่ที่ปิ่นมณีเกิดมาในหนึ่งสัปดาห์ ปรัตถกรจะมีวันหยุดหนึ่งวัน เพื่อจะได้ใช้เวลากับลูกสาวตัวน้อยตามภาษาพ่อลูก ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเขาแทบไม่เคยหยุดพัก

“คุณปุณณ์มีอะไรกับตะวันหรือเปล่าคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยสภาพที่ไม่ค่อยไหวติงสักเท่าไร

“หน้าซีดขนาดนั้นกลับเข้าห้องไปเถอะครับ”

‘ก็เพราะใครล่ะ’ เธออยากตะโกนตอบเขาไปแบบนั้น แต่ก็ทำได้แค่คิดในใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ตะวันไม่ได้อ่อนแออะไรขนาดนั้น” ป่วยอยู่ก็จริง แต่ใช่ว่าจะไร้เรี่ยวแรงจนเป็นลมล้มพับไปหรอกนะ

“ผมก็ลืมไปว่าตะวันสุดแสนจะเก่ง งั้นอยากจะทำอะไรก็เชิญครับ” ปรัตถกรเอ่ยจบก็พลิกกายหันหลังเดินออกไป ไม่ได้ใส่ใจอีกคนต่อ ผู้หญิงคนนี้อวดเก่งเหลือเกิน ไม่เหมือนเมื่อสองเดือนก่อนเลยสักนิด

หลังจากที่ปรัตถกรเดินหายออกไปคนป่วยก็หายใจหายคอได้คล่องอีกครั้ง ทานตะวันทบทวนกับสิ่งที่เธอเพิ่งเผชิญไปเมื่อครู่นี้ อาการมันเริ่มเกิดถี่มากขึ้นคล้ายเป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาของเธอมันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที หากยังชักช้ามากกว่านี้อาจจะไม่ทันการณ์ เห็นทีเธอต้องเร่งมือ

“พี่ตะวันขา”

“โอ๊ย!” เพราะมัวแต่คิดอะไรไปเรื่อย ประจวบกับได้ยินเสียงใส ๆ ของปิ่นมณีทำใหทานตะวันหลุดออกจากภวังค์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายซุ่มซ่ามเผลอโดนมีดเล่มคมบาดเข้าที่นิ้ว

“พี่ตะวันเปงอารายคะ” เด็กหญิงที่วิ่งเข้ามาหาพี่เลี้ยงด้วยความคิดถึงหยุดชะงัก แววตาสงสัยพร้อมเอียงคอถามทันทีหลังจากได้ยินเสียงร้องของทานตะวัน

“พี่ตะวันซุ่มซ่ามเลยโดนมีดบาดน่ะค่ะ แล้วน้องปิ่นไปอยู่กับคุณแม่มาสนุกไหมคะ” ทานตะวันรีบเอานิ้วที่โดนมีดบาดไปล้างน้ำก่อนคว้าทิชชู่มาซับแล้วหันมาสนทนากับนางฟ้าตัวน้อยของเธอ

“สนุกค่า คุณแม่ซื้อตุ๊กตาให้น้อนปิ่นด้วย”

“ไหนคะ น้องปิ่นต้องเอามาอวดพี่ตะวันแล้วน้า”

“ได้เยยค่ะ แต่พี่ตะวันต้องรอก่องนะคะ ตอนนี้คุงป้อกับคุงแม่  คุยกันอยู่น้อนปิ่นเข้าไปไม่ด้าย” ว่าจบคนพูดก็ทำหน้าตาเศร้าใจเพราะเอาตุ๊กตาตัวใหม่มาอวดให้พี่เลี้ยงที่รักดูไม่ได้ในทันที

“ได้เลยค่ะ พี่ตะวันรอได้”

ทานตะวันยิ้มหวานส่งให้ ทว่าหัวใจหญิงสาวกลับรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินว่าปรัตถกรกำลังพูดคุยอยู่กับผลิกา ทานตะวันเข้าใจดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอห้ามหัวใจและความรู้สึกตัวเองไม่ได้

“น้องปิ่นอยู่ไหนคะลูก” เสียงเรียกหาลูกสาว ปิ่นมณีที่ยืนยิ้มอยู่ ก็รีบโผล่ออกไปให้คุณแม่ได้เห็น

“น้อนปิ่นอยู่นี่ค่า” เด็กหญิงขานรับ มือป้อมชูขึ้นให้มารดาได้เห็น

“อยู่นี่นี่เอง มาให้คุณแม่หอมหน่อยค่ะคุณแม่จะกลับแล้ว” ผลิกาเดินยิ้มเข้ามาย่อตัวลงอ้าแขนรอรับอ้อมกอดจากลูกสาวที่วิ่งเข้ามา

“อยู่กับคุณพ่ออย่าดื้อนะคะ”

“น้อนปิ่นไม่ดื้อค่ะ” เจ้าตัวเล็กยืนยันเสียงหนักแน่นว่าตนเองนั้นไม่ได้ดื้อกับบิดาเลยสักนิดเดียว

“ดีมากค่ะ แล้วนี่...”

“สวัสดีค่ะ ลืมแนะนำตัวไปเลย ชื่อตะวันเป็นพี่เลี้ยงคนใหม่ของน้องปิ่นค่ะ”

“สวัสดีค่ะ ยายตัวแสบคงจะไม่ดื้อจนทำให้คุณตะวันเหนื่อย     ใช่ไหมคะ” เธอพอจะจำผู้หญิงคนนี้ได้ วันนั้นที่มาหาปรัตถกรก็ยืนพูดคุยกันอยู่ ไม่ยักจะรู้ว่าพี่เลี้ยงลูกสาวเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว

“ไม่เลยค่ะ น้องปิ่นเชื่อฟังดีมากค่ะ”

“ถ้างั้นขอฝากน้องปิ่นด้วยนะคะ”

“ได้ค่ะ ยังไงมันก็เป็นหน้าที่ของตะวันอยู่แล้ว”

“เหนื่อยหน่อยนะคะ” ผลิกาพูดกับทานตะวัน ก่อนจะหันไปหา ลูกสาวที่อยู่ในอ้อมแขน “เดี๋ยวน้องปิ่นปิดเทอมแล้วคุณแม่จะพาไปเที่ยวทะเลนะคะ”

อีกไม่เกินสองสัปดาห์ปิ่นมณีก็จะปิดเทอม เธออยากจะพาลูกสาวไปเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันตามภาษาครอบครัว เรื่องนี้ตนตกลงกับปรัตถกรเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้มีทีท่าจะคัดค้านสิ่งใดจึงคิดว่าเขา   ก็น่าจะเห็นดีเห็นชอบด้วย

“เย้! ไปเท่วตาเล”

“ใช่ค่ะ ไปเที่ยวทะเลแต่หลังจากน้องปิ่นปิดเทอมนะ”

“โอเกค่า”

ปิ่นมณีวิ่งไปส่งมารดาที่หน้าบ้านกับคนเป็นพ่อ หลังจากผลิกากลับไปแล้ว เด็กสาวก็รีบวิ่งมาออดอ้อนออเซาะหยิบตุ๊กตาตัวใหม่มาอวด พี่เลี้ยงคนเก่งต่อทันที ปิ่นมณีทำราวกับว่าการที่ไม่ได้เจอหน้าทานตะวันเพียงแค่สองวันเหมือนไม่ได้เจอกันมาสองเดือนเพราะตั้งแต่กลับมา      จนตอนนี้สองทุ่มก็ยังตัวติดกัน ปิ่นมณีนอนเอกเขนกหนุนแขนทานตะวัน หูน้อยคอยเงี่ยฟังหนังสือความรู้เรื่องสัตว์ใต้น้ำเรื่องโปรด ส่วนพี่เลี้ยงสาว  ก็ฝืนสุดกำลัง แม้จะป่วยแต่ก็ไม่เอ่ยปากบ่น โชคดีที่เนื้อตัวเธอไม่ร้อนมากทว่าอาการปวดศีรษะใช่ว่าจะบรรเทาลง

‘ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!’

“น้องปิ่นครับ” คนที่เคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามาเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากปรัตถกร ชายหนุ่มเดินมาหาลูกสาวที่นอนยิ้มหวานอยู่บนเตียง โดยมีทานตะวันนอนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งหญิงสาวก็ยันกายลุกขึ้นนั่งทันทีที่เห็นเขา

“นอนได้แล้วนะคะ ดึกแล้วนะ” ชายหนุ่มบอกลูกสาว

“น้อนปิ่นยังไม่ง่วงค่ะ” เจ้าตัวเล็กตอบตาใส

“ไม่ได้ครับ พรุ่งนี้น้องปิ่นต้องไปโรงเรียนครับ”

“ไม่อาวค่ะ ไม่ยักนอน ไม่ยักไปโยงเยียนด้วย” คราวนี้เริ่มมีอาการต่อต้าน คนเป็นพ่อยังคงใจเย็นเพราะเขารู้ดีว่าเด็กวัยนี้ยังไม่ประสา จะสอนหรือจะบอกอะไรควรค่อย ๆ พูดค่อย ๆ บอกเข้าไว้จะดีกว่า

“ทำไมน้องปิ่นไม่อยากไปโรงเรียนครับ ไหนลองบอกพ่อมาสิ” ปรัตถกรเดินไปหย่อนกายลงนั่งข้างลูกสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง      ทำหน้ามุ่ยปากแทบชิดจมูก กอดอกตัวเองเอาไว้ด้วยความไม่สบอารมณ์

“เกล้าชอบบอกว่าคุณป้อกับคุณแม่ไม่ยักน้อนปิ่น” ปิ่นมณีใช้ปากน้อย ๆ พูดเจื้อยแจ้ว

“ทำไมเกล้าถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ พ่อกับแม่รักน้องปิ่นจะตายไป”

มือหนาเข้าลูบที่ศีรษะทุยเบา ๆ เขาไม่เคยรับรู้ปัญหานี้ของน้องปิ่นเลยถ้าลูกสาวไม่พูดมันออกมา แล้วก็ไม่แน่ใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงได้พูดแบบนั้น เขาคิดมาตลอดว่าการที่ตนกับอดีตภรรยาไม่ได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกันเหมือนกับพ่อแม่คนอื่น ๆ มันไม่ได้ทำให้ลูกสาวเกิดปมในใจเลยเพราะต่างฝ่ายต่างก็ให้เวลากับปิ่นมณีแต่ดูเหมือนว่าตนจะคิดผิด

“น้อนปิ่นยู้ค่ะ น้อนปิ่นแค่ยำคาญ”

“ห้ะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป