บทที่ 10 10

10

เสด็จพระองค์หญิงเบือนพระพักตร์ไปยังกลางห้องโถงกว้างใหญ่ เวลานี้ผู้คนซึ่งรวมกลุ่มกันอยู่เมื่อครู่พากันกระจายออกเป็นวงกว้าง เพื่อสะดวกสำหรับการเต้นรำบนยกพื้นที่ทางเจ้าภาพจัดไว้ พระองค์เองไม่ค่อยโปรดงานแบบนี้นัก ทรงคิดว่าเป็นงานฟุ้งเฟ้อแต่ขัดมิได้

“ชายก้องมาเต้นรำกับป้า”

ท่านชายประทับยืนขึ้นแล้วยื่นหัตถ์ใหญ่ให้เสด็จป้า จากนั้นทั้งสององค์ก็ทรงเปิดงานที่ดูเหมือนจะกลายเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของบุคคลดังในวงสังคมแทนงานฉลองวันเกิดไปซะแล้ว ไม่นานห้องโถงกว้างก็กลายเป็นฟลอร์เต้นรำไปโดยปริยาย

งานเลี้ยงจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ ใครอยากจะรับประทานอาหารตรงไหนก็ได้ตามชอบใจ มีทั้งอาหารฝรั่ง อาหารไทย แล้วแต่ใครจะถนัด ส่วนเครื่องดื่มก็มีพนักงานเดินบริการไม่อั้น แต่ดูเหมือนท่านชายจะไม่ค่อยทรงพระสำราญนัก เพราะหลังทรงพาเสด็จพระองค์หญิงเปิดงานเต้นรำแล้วก็ไม่ได้เสด็จออกไปกลางฟลอร์อีกเลย ทั้งๆ ที่คู่เต้นรำคนต่อไปควรจะเป็นเจ้าของงานวันเกิดอย่างหม่อมราชวงศ์วิไลเลขา

ท่านชายทรงดำเนินไปตักอาหารมาให้เสด็จป้าเสวย และประทับอยู่ด้วยไม่ไปไหน จนกระทั่งเสด็จพระองค์หญิงมีรับสั่งขึ้น

“ชายก้อง ทำไมไม่เต้นรำกับหญิงแต้วล่ะหลาน”

แม้เสด็จพระองค์หญิงจะไม่โปรดหม่อมราชวงศ์วิไลเลขาซึ่งเป็นคู่หมายของภาติยะนักก็ตาม แต่ก็อดรู้สึกสมเพชไม่ได้ แม้พระองค์จะค่อนข้างหัวโบราณ ทว่าเรื่องความรักทรงคิดว่าเป็นเรื่องของคนสองคน บุคคลอื่นไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ถึงพระอนุชาจะเคยตรัสเปรยๆ เรื่องนี้กับหม่อมเจ้ารวีโชติซึ่งเป็นพระสหายสนิทไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ก็ตามที ที่สำคัญทรงดูออกว่าหลานชายของพระองค์ไม่ได้คิดอะไรกับฝ่ายหญิงเลยแม้แต่น้อย แต่ทางฝ่ายนั้นน่ะคิดแน่ เพราะคงถูกพูดกรอกใส่หูด้วยเรื่องนี้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่รู้องค์เองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่โปรดหม่อมราชวงศ์วิไลเลขา แม้อีกฝ่ายจะทำตัวอ่อนหวานนุ่มนวลเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว หรือแต่งกายตามแบบที่พระองค์โปรดก็ตาม

“นั่นสิฝ่าบาท ดูคุณหญิงแต้วสิทำหน้าละห้อยเชียว น่าสงสารออก หม่อมเห็นเธอชำเลืองมองมาทางนี้อยู่บ่อยๆ” ชวาลาทูลท่านชายพลางมองไปทางหญิงสาวที่พูดถึงอย่างสงสาร

ทั้งเสด็จป้าและพระสหายสนิททำให้ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์หันพักตร์ไปทอดพระเนตรคนถูกกล่าวถึงและทรงเห็นจริงดังว่า แม้หม่อมราชวงศ์วิไลเลขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนสนิทแต่สีหน้าดูไร้ความสุข ทำให้อดรู้สึกสงสารขึ้นมาวูบหนึ่งไม่ได้ จึงประทับยืนแล้วทรงดำเนินไปยังจุดที่หญิงสาวนั่งอยู่

“หญิงแต้ว เต้นรำกับพี่ไหม”

ถ้อยรับสั่งของท่านชาย แม้จะทรงพูดธรรมดาๆ แต่ทำให้สีหน้าราวกับต้นไม้ขาดน้ำของคนฟังดูแช่มชื่นขึ้นทันตาเห็น รีบลุกขึ้นยืนเดินตามร่างสูงสง่าของชายในดวงใจเข้าไปในฟลอร์ทันที

“หญิงนึกว่าท่านพี่จะไม่ทรงเต้นรำกับหญิงซะอีกเพคะ”

“พี่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยน่ะหญิงแต้ว” ท่านชายรับสั่งออกไปทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

“จริงหรือเพคะ อย่างนี้นี่เอง หญิงเห็นพักตร์ของท่านพี่ดูแปลกๆ ไป แล้วเสวยยาหรือยังเพคะ” คุณหญิงวิไลเลขาถามอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร เพราะพี่อยู่อีกสักประเดี๋ยวก็คงต้องขอตัวกลับ” ท่านชายทรงถือโอกาสรับสั่งออกองค์ไปกลายๆ ให้รู้ล่วงหน้าซะเลย

สีหน้าของหม่อมราชวงศ์วิไลเลขาหมองหม่นลงทันที แต่ก็ตอบออกไป “ไม่เป็นไรเพคะ ท่านพี่กลับไปพักผ่อนเถอะเพคะ”

เสียงเพลงบรรเลงหวานแว่วจากแผ่นเสียงที่เปิด แม้จะฟังดูไพเราะจับใจ และอาจทำให้คู่เต้นรำหลายคู่เกิดอาการเคลิบเคลิ้มตามไปด้วยโดยไม่ยาก แต่คงไม่ใช่ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ ที่แม้จะมีร่างอ้อนแอ้นงดงามของหม่อมราชวงศ์วิไลเลขาอยู่ในอ้อมพาหา ทว่ากลับไม่ได้ทำให้ท่านชายทรงมีความสุขแต่อย่างใด เพราะในหทัยของท่านชายเวลานี้มัวแต่นึกถึงดวงหน้าสวยแปลกตาของนางในฝันคนนั้นอยู่ร่ำไป

นางในฝันของท่านชายดนัยเทพรังสรรค์กำลังนั่งเบิกตากลมโตจ้องสำรับอาหารว่างที่จันทร์ยกเข้ามาให้ พลางอุทานออกมาในใจเมื่อมองเห็นถ้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายสวยงาม อุแม่เจ้า! แม้แต่ภาชนะที่ใส่ยังอลังการถึงเพียงนี้

เธอสั่งตัวเองให้หยิบจับดีๆ เพราะถ้าแตกเสียหายไปคงเสียดายแย่

“น่ากินมากๆ” หญิงสาวลืมตัวเผลออุทานออกไป เมื่อเปิดฝาแล้วเห็นของว่างหน้าตาสวยงามน่ารับประทาน

“พูดไม่เห็นเพราะเลยนะคุณหนูเจ้าขา ต้องบอกว่าน่ารับประทานสิ แล้วขนมช่อม่วงกับปั้นสิบปลาก็เป็นของโปรดคุณหนูไงล่ะเจ้าคะ”

คุณหนูผู้มาจากโลกอนาคตไม่ได้ใส่ใจฟังคำบ่นของจวงแต่ประการใด ด้วยกำลังใช้ส้อมเงินอันเล็กจิ้มขนมสีม่วงเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย นี่หรือขนมช่อม่วง รู้อย่างเดียวว่าเป็นขนมชาววังแต่ไม่เคยได้ลิ้มรสสักครั้ง ส่วนเจ้าปั้นสิบนี่ได้กินบ่อย แต่รสชาติก็อร่อยสู้ที่กำลังกินอยู่ตอนนี้ไม่ได้แม้จะสักเสี้ยว

เมื่อก้มลงมองช้อนเงินในมือที่ถืออยู่ที่มองแล้วน่าจะเป็นเงินแท้ ความคิดบางอย่างก็พลันแล่นแวบเข้ามาในสมอง ผู้คนสมัยก่อนยังใช้มือเปิบข้าวกันอยู่เลยนี่นา ถ้ามีการใช้ช้อนแบบนี้แสดงว่าต้องเป็นปีที่วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มแพร่หลายเข้ามาแล้วอย่างแน่นอน

แต่มันคือปีอะไรหว่า!

แม้สมองจะกำลังครุ่นคิดแต่มือก็จิ้มของว่างใส่ปากไม่ได้หยุดหย่อนเช่นกัน

จากการที่ตัวเองเป็นนักอ่านตัวยง ซ้ำยังเคยทำรายงานวิชาประวัติศาสตร์สมัยเรียนหนังสือ จึงพอจะจำได้ว่าคนไทยเริ่มใช้ช้อนส้อมเมื่อสมัยรัชกาลที่ห้า ตกลงเธอหลงเข้ามาในยุคของรัชกาลไหนกันแน่ระหว่างห้ากับหก ปากเร็วเท่าความคิดจึงถามโพล่งออกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป