บทที่ 15 15

15

คนเรียบร้อยถามคำตอบคำอย่างการะเกดนี่นะ กลายเป็นคนพูดจายอกย้อนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน! แต่ปากก็รีบตอบออกไป

“ไม่ผิดดอกจ้ะ”

แต่ดูเหมือนคนฟังจะยังไม่พอใจกับคำตอบ เพราะเบือนหน้าไปถามท่านเจ้าคุณผู้เป็นบิดาอีกคน

“ที่ลูกปรับเปลี่ยนการแต่งกาย เป็นเพราะเบื่อหน่ายการแต่งแบบเดิมๆ อยากลองแต่งแบบนี้ดูบ้าง เผื่อเวลาออกไปข้างนอก มีคนพูดถึงบุตรสาวของเจ้าพระยารามณรงค์เดชว่าแต่งกายงาม จะได้เป็นเกียรติแก่เจ้าคุณพ่อ หรือลูกแต่งแบบนี้แล้วไม่งามคะ”

คำพูดฉะฉานที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากปากของบุตรสาว ทำให้ท่านเจ้าคุณต้องพยักหน้าหงึกหงักเพราะเห็นจริงตามนั้น

“งามมากลูก”

แต่ชรินทร์ยังไม่คลายจากอาการสงสัยแกมแปลกใจในตัวน้องสาวลงแต่อย่างใด

“น้องดูแปลกๆ ไปนะ” พูดพลางจ้องหน้าน้องสาวอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง “หรือเป็นเพราะทรงผม เลยทำให้น้องของพี่ดูเปลี่ยนไป”

รสิกาในคราบของการะเกดหัวเราะเสียงพลิ้วหวาน “แล้วน้องปล่อยผมยาวเช่นนี้สวยไหมล่ะคะคุณพี่” ถามพลางสะบัดผมไปมา แล้วพูดออกมาตามที่ใจคิด “ถ้าได้ผ้าคาดหน้าผากสักผืนคงจะดีมากกว่านี้”

เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาว ชรินทร์ถึงกับหันไปสบตากับบิดาแวบหนึ่ง เรื่องแต่งฝรั่งยังทำให้เขาประหลาดใจไม่หาย ทว่าคราวนี้มาพูดถึงเรื่องผ้าคาดหน้าผาก ซึ่งเวลานี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาวในวงสังคมชั้นสูง แล้วน้องสาวผู้มีนิสัยเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ทั้งยังไม่มีปากมีเสียงกับใคร ชอบทำอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียวนี่นะ มิหนำซ้ำไม่ค่อยได้ออกไปไหนนอกจากไปวัดทำบุญ รู้เรื่องแฟชั่นผ้าคาดหน้าผากนี่ด้วย

“น้องไปจำมาจากใครหรือจ๊ะเรื่องผ้าคาดหน้าผาก”

ดวงหน้าของคนถูกถามจุดรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงใส

“น้องไม่ได้จำมาจากใครหรอกค่ะ นึกอะไรได้ก็พูดขึ้นมา คุณพี่ก็รู้นี่คะว่าน้องไม่ค่อยได้ออกไปไหนกับใครเขา”

หญิงสาวเกือบจะหลุดปากบอกออกไปแล้วว่าจำมาจากพระวรกัญญาปทาน เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้นำแฟชั่นเรื่องผ้าคาดหน้าผากจนเป็นที่แพร่หลายในสมัยนั้น แต่ยับยั้งคำพูดไว้ได้ทัน ด้วยคิดว่าเรื่องของพระองค์ท่านอาจมีทั้งคนที่เห็นใจหรือเห็นด้วยและที่ไม่เห็นด้วย อาจเป็นคนหัวเก่าที่ยังไม่ยอมรับในแนวความคิดสมัยใหม่ของพระองค์ก็เป็นได้

ชรินทร์ฟังคำตอบของน้องสาวแล้วถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก “ได้ยินอย่างนี้ค่อยเบาใจหน่อย”

จวงซึ่งกำลังหาโอกาสเหมาะอยู่รีบคลานปราดๆ เข้ามา เพราะถ้าขืนยังพูดกันต่อไป กลัวว่าคุณหนูของนางอาจหลุดคำพูดแปลกๆ ออกไปอีก “ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ แม่แช่มให้บ่าวมาเรียนว่าเชิญรับประทานอาหารค่ำที่โต๊ะได้แล้วเจ้าค่ะ”

“ดีเหมือนกัน ฉันก็กำลังหิวอยู่พอดี” เจ้าพระยามรามณรงค์เดชพูดพลางมองนาฬิกาที่ผนัง “นี่ก็เย็นมากแล้ว แม่บุษรินกับลูกสาวไม่อยู่บ้านกันดอกรึ”

“เห็นนังจันทร์บอกว่าออกไปงานวันเกิดคุณหญิงอะไรนี่แหละเจ้าค่ะ บ่าวก็จำชื่อไม่ได้เจ้าค่ะ”

ชรินทร์ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปบอกกับผู้เป็นบิดา

“คงจะเป็นงานวันเกิดของคุณหญิงวิไลเลขากระมังขอรับเจ้าคุณพ่อ กระผมได้ยินหลายคนที่กระทรวงพูดถึงงานนี้กันว่าคงจัดยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานแซยิด”

รสิกาฟังแล้วหูผึ่งขึ้นมาทันที ตามที่เคยอ่านหนังสือผ่านตามา จำได้ว่างานวันเกิดสมัยก่อนไม่ค่อยมีใครนิยมจัดกันนัก เพราะถือกันว่างานวันเกิดเป็นงานสำคัญสำหรับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นจัดไปทางงานครบรอบหกสิบปีหรือแซยิดกันมากกว่า

“อ๋อ ลูกสาวท่านชายรวีโชติ” เจ้าพระยามรามณรงค์เดชพยักหน้ารับ ทว่าน้ำเสียงยามเอ่ยนามของบุคคลที่พูดถึงดูเยาะหยันยังไงชอบกล ทั้งยังพูดขยายความต่อไปอีกว่า “ท่านชายรวีทรงเป็นพวกขี้โอ่ ทั้งยังชอบอวดมั่งอวดมี ทั้งที่แทบไม่เหลือสิ่งดีจะให้อวด งานการไม่ทำ ผลาญสมบัติเก่าไปวันๆ”

“เจ้าคุณพ่อรู้จักท่านชายรวีโชติด้วยหรือขอรับ”

สีหน้าของเจ้าคุณเปลี่ยนไปนิดหนึ่งก่อนจะเป็นปกติ

“รู้จักสิ รู้จักดีทีเดียว ใครๆ ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของท่านชายองค์นี้กันดีทั้งนั้นแหละ ท่านชายรวีทรงเลือกคบคน ถ้าใครไม่มีอำนาจราชศักดิ์หรือทรัพย์สมบัติท่านไม่ทรงคบหรอก ถึงทรงผลักดันอยากให้ลูกสาวได้เป็นหม่อมของท่านชายก้อง ภาติยะของเสด็จพระองค์หญิงตำหนักริมน้ำ เพราะรู้ว่าเสด็จฯ ทรงมีทรัพย์สมบัติศฤงคารมหาศาล”

คนนั่งฟังและเก็บข้อมูลที่ได้รับรู้ไปด้วยอย่างรสิกาฟังแล้วให้นึกขบขันยิ่ง คาดว่าสังคมของคนสมัยนี้คงไม่ค่อยกว้างนัก ถึงได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของบุคคลอื่นกันดีถึงเพียงนี้ น่าจะเรียกว่ารู้ไส้รู้พุงกันเลยทีเดียว ท่านชายก้องที่เจ้าคุณพูดถึงคงเป็นผู้ชายหน้าตาเต็มกลืนเต็มทน ถึงหาคนแต่งงานด้วยไม่ได้ จนต้องมีคนผลักดันผู้หญิงมาให้ คงไม่หล่อสมาร์ตแบบท่านชายพจน์ปรีชาจากเรื่องปริศนา นิยายเรื่องโปรดของเธออีกเรื่องหรอก

“เท่าที่พ่อรู้มา หม่อมประภาชายาของท่านชายรวีก็ยังติดการพนันงอมแงม” ท่านเจ้าคุณพูดกับลูกชาย

“ถ้าอย่างนั้นข่าวที่ล่ำลือกันก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิขอรับ ที่บอกว่าจัดงานวันเกิดให้ลูกสาวซะหรูหราเพื่อลบคำครหา เพราะเวลานี้มีผู้คนติฉินนินทาว่าฐานะของท่านชายรวีโชติยอบแยบเต็มที”

“ข่าวทุกอย่างมันต้องมีมูลความจริงทั้งนั้นแหละลูก”

รสิกาฟังแล้วก็ให้นึกปลงอยู่ในใจ ข่าวลือนี่มันมีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณจริงๆ แล้วก็อดปากไวพูดตามที่เคยอ่านหนังสือออกไปไม่ได้ “ปกติงานวันเกิดไม่ค่อยมีใครนิยมจัดกันไม่ใช่หรือคะเจ้าคุณพ่อ เพราะถือว่าเป็นงานสำคัญสำหรับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเท่านั้น”

คำสนทนาของทั้งคู่หยุดชะงักลงกลางคัน เจ้าพระยารามณรงค์เดชมองหน้าบุตรสาวอย่างเพ่งพิศอีกครั้ง รู้สึกฉงนระคนสงสัยมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ท่านแต่งงานใหม่ ซึ่งตอนนั้นการะเกดอายุเพิ่งได้ห้าขวบ ก็เสมือนเกิดความห่างเหินกับบุตรสาวคนเล็กไปโดยปริยาย เพราะอีกฝ่ายมีจวงซึ่งเป็นบ่าวคนสนิทของภรรยาผู้ล่วงลับเป็นคนเลี้ยงดู โดยมีจันทร์เป็นผู้ช่วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป