บทที่ 17 17

17

ล่าเตียงคิดเตียงน้อง

นอนเตียงทองทำเมืองบน

ลดหลั่นชั้นชอบกล

ยลอยากนิทรคิดแนบนอน

เธออดยิ้มออกมาไม่ได้ จนชรินทร์ที่นั่งตรงข้ามต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย

“น้องยิ้มอะไรรึจ๊ะ”

คนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย “น้องยิ้มเพราะกำลังนึกอยากรับประทานล่าเตียงอยู่พอดีค่ะคุณพี่” ก่อนจะหันไปบอกแม่แช่ม “รับรองว่าแม่แช่มได้ทำอาหารโปรดให้ฉันรับประทานอยู่บ่อยๆ แน่นอนจ้ะ เพราะต่อไปนี้ฉันจะมาร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้าคุณพ่อและคุณพี่ทุกวัน”

แม่ครัวร่างอ้วนยิ้มจนเห็นฟันดำๆ อีกครั้ง

“จริงหรือคะคุณหนู บ่าวดีใจจริงๆ เจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณหนูต้องรับประทานเยอะๆ นะเจ้าคะ เพราะวันนี้มีหมี่กรอบสามรสอาหารโปรดของคุณหญิงท่านด้วยเจ้าค่ะ” พูดพลางก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ตักข้าวใส่จานให้ทุกคน

“พ่อเป็นคนสั่งให้แม่แช่มทำเองแหละ คิดถึงแม่ของลูก”

คนที่ต้องสวมบทบาทเป็นการะเกดลอบค้อนคนพูด ผู้ชายไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็มักจะเป็นเช่นนี้ ปากก็บอกว่ารักอย่างโน้นรักอย่างนี้ แต่พอเมียตายไม่ทันไรก็มีใหม่ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าคิดถึง ถ้าคิดถึงแล้วจะมีใหม่ทำไมกัน!!!

ตามที่รู้จากจวง คุณหญิงนวลละออแม่ของการะเกดเสียชีวิตไม่เท่าไหร่ เจ้าคุณรามณรงค์เดชก็แต่งงานใหม่ ทั้งๆ ที่ลูกสาวอายุแค่ห้าขวบเท่านั้น มันน่านัก!!!

“รับประทานอาหารกันเถอะขอรับเจ้าคุณพ่อ” ชรินทร์เอ่ยขึ้น

ตามธรรมเนียมเก่าๆ ของการรับประทานอาหารตามที่ได้รับรู้มา บ้านเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย เด็กกับผู้ใหญ่มักจะถูกแยกสำรับ จะรับประทานพร้อมกันไม่ได้ แต่สมัยนี้คงไม่ต้องแยกถึงเพียงนั้น และเธอก็ไม่ใช่เด็กนี่นา

เจ้าพระยารามณรงค์เดชชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปาก มองอาหารบนโต๊ะแล้วคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“ฉันจะถามแม่แช่มหลายคราแล้ว ทำไมหลายวันที่ผ่านมา อาหารบนโต๊ะจึงดูน้อยลงกว่าปกติ”

แม่ครัวร่างอ้วนเกิดอาการอ้ำอึ้งพูดไม่ออกทันที จะให้นางบอกออกไปได้อย่างไรว่านางได้รับเงินจำกัดจำเขี่ยมาหลายวันแล้วจากคุณบุษริน ที่เป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างภายในบ้าน และวันนี้มีอาหารตามที่ท่านเจ้าคุณอยากรับประทานมาจัดวางอยู่บนโต๊ะได้ เป็นเพราะคุณหนูการะเกดเป็นผู้จัดการให้ นางยังแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณหนูจึงไม่พูดอะไรออกมาบ้าง

รสิกานั่งฟังอยู่อย่างไม่เข้าใจนัก ทั้งยังคิดตามไปพลางๆ ด้วยว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะเวลานี้มากเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ หรือจะเป็นอย่างที่เคยอ่านจากหนังสือว่าอาหารขึ้นโต๊ะตามบ้านผู้ลากมากดีสมัยก่อนจะต้องมีทั้งต้ม แกง ยำ รวมทั้งของหวานพร้อม

ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หางตาก็เหลือบเห็นผู้หญิงสองคนก้าวเข้ามาในห้อง คนเดินนำน่าจะอายุประมาณสี่สิบต้นๆ รูปร่างค่อนข้างท้วม ผิวขาว เกล้าผมตึงตรงท้ายทอยส่วนด้านหน้าตีโป่ง สวมเสื้อลูกไม้สีชมพูอ่อนมีระบายที่คอและปลายแขน นุ่งโจงกระเบนสีกลีบบัว สวมถุงน่องสีขาว ดวงหน้าไม่ถึงกับขี้ริ้วแต่ก็ไม่ได้จัดว่าสวย ส่วนอีกคนอายุน่าจะใกล้เคียงกับเธอ แต่งกายคล้ายสตรีคนแรกราวฝาแฝด หน้าตาละม้ายกัน ทั้งคู่สวมเครื่องประดับที่คอแพรวพราว

หญิงสาวหลงยุคมองแล้วพอจะคาดเดาได้ว่าผู้หญิงสองคนนี้ คนเดินนำหน้าคงเป็นคุณบุษรินภรรยาใหม่ของท่านเจ้าคุณซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของการะเกดเป็นแน่แท้ ส่วนอีกคนคงเป็นลูกสาวที่ชื่อบุษยา เพราะหน้าตาและท่าทางของทั้งคู่ฉายแววร้ายกาจออกมาตามที่จวงบอกไว้ไม่มีผิด โดยเฉพาะดวงตาวาววับของฝ่ายแรกที่จ้องเขม็งมายังเธอ พร้อมทั้งแสดงกิริยาอาการไม่พอใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

คนถูกจ้องอย่างรสิกาหาได้กลัวเกรงไม่ ทั้งยังจ้องกลับไปเขม็งเช่นกัน จนอีกฝ่ายต้องหลบสายตาลงโดยพลัน

ให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ!

“ดิฉันดีใจจังเลยเจ้าค่ะท่าน ที่กลับมาทันเวลาอาหารค่ำพอดี ตอนนั่งอยู่บนรถม้าหนูบุษยาก็เร่งรัดมาตลอดทาง กลัวว่าจะมาไม่ทันรับประทานอาหารค่ำพร้อมเจ้าคุณลุงกับคุณพี่” คุณบุษรินพูดเสียงอ่อนเสียงหวานไม่แพ้รอยยิ้มที่ตามมาแล้วจึงทรุดลงนั่งข้างชรินทร์

บุษยาเหลือบมองอาหารบนโต๊ะแล้วจึงพูดเสียงอ่อนหวานไม่แพ้มารดา

“ใช่แล้วเจ้าค่ะเจ้าคุณลุง หลานบอกคุณแม่ให้รีบกลับบ้านเรา อาหารในงานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่ง ไม่ค่อยจะถูกปากหลานนัก อยากมารับประทานอาหารไทยๆ พร้อมกับเจ้าคุณลุงกับคุณพี่มากกว่าเจ้าค่ะ” ก่อนจะหันไปทางแม่แช่มแล้วพูดเสียงสูง “แม่แช่ม ทำไมถึงไม่รีบเตรียมจานกับช้อนมาให้ฉันกับคุณแม่ มัวแต่นั่งเซ่ออยู่ได้”

แม่ครัวร่างอ้วนลุกขึ้นแล้วรีบจัดจานพร้อมช้อนมาวางให้ตรงหน้า

อาการจีบปากจีบคอพูดของสองแม่ลูก ทำให้รสิกานึกถึงนางร้ายในละครย้อนยุคที่เคยดูผ่านตามา ที่ต่อให้ร้ายอย่างไรนั่นก็คือการแสดง แต่ตรงหน้าของเธอเวลานี้คือของจริงแท้ ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะได้ประสบด้วยสายตาตัวเองเช่นนี้

ถ้าตาของเธอไม่ฝาดจนเกินไปนัก เมื่อกี้เธอเห็นสายตาของแม่แช่มตวัดค้อนไปยังสองแม่ลูกด้วย

คุณบุษรินเห็นอาหารหลายชนิดวางอยู่บนโต๊ะก็หันไปส่งเสียงกึ่งตวาดใส่แม่ครัวที่ยืนอยู่ทันที “แม่แช่ม ทำไมวันนี้มีอาหารหลายชนิดจัง ฉันสั่งแล้วไม่ใช่รึว่าให้ลดจำนวนลงบ้าง แกไม่เชื่อฟังฉันเลยรึไง”

แม่ครัวร่างอ้วนเหลือบตามองไปยังท่านเจ้าคุณแวบหนึ่งก่อนตอบเสียงดังฟังชัด “ท่านเป็นคนสั่งให้บ่าวทำเจ้าค่ะ”

คนถามหน้าซีดลงเมื่อได้รับคำตอบก่อนจะหันไปทางผู้เป็นสามี “ท่านอยากรับประทานดอกรึ ทำไมไม่บอกดิฉันล่ะเจ้าคะจะได้จัดการให้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป