บทที่ 3 3

เธอคือผู้หญิงในฝันของท่านชัดๆ แล้วเหตุไฉนเธอจึงมาปรากฏกาย ณ ที่นี้ได้

ทว่า...เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นกระชากพระสติที่กำลังลอยคว้างให้กลับคืนมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้าในฉับพลัน แล้วพระอาการขุ่นเคืองพระทัยก็เข้ามาแทนที่ ไฉนนางในฝันของท่านจึงมีกิริยามารยาทเช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาซะเลย ไม่รู้จักสงวนท่าทีตัวเองเอาไว้บ้าง ทรงดำริก่อนส่งสายพระเนตรดุๆ ไปให้

ดูสิ! ท่านอุตส่าห์ช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้ล้มคว่ำลงกับพื้น ยังจะมายืนหัวเราะอีก ทรงไม่ค่อยได้พบสตรีใดในสยามที่มีกิริยาเช่นนี้นัก ถ้าเป็นการแสดงออกของสตรีจากประเทศอังกฤษที่ทรงเพิ่งจากมาคงไม่ประหลาดพระทัยนัก เพราะที่นั่นมีอิสรเสรีในการแสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องหวั่นต่อสายตาผู้ใด แต่นี่เป็นประเทศสยามที่เคร่งครัดในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ผิดจากกิริยามารยาทของผู้หญิงในฝันของท่านราวหน้ามือกับหลังมือ แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันก็ตาม

ขณะกำลังทรงคำนึงในพระทัยอยู่นั้น ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เมื่อจู่ๆ ร่างของผู้หญิงในฝันที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็หายวับจากสายพระเนตรโดยไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ทอดพระเนตรชะเง้อชะแง้หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

ทำไมถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ หรือเธอเป็นนางฟ้า หรือว่า...นางไม้?

หม่อมเจ้าดนัยเทพรังสรรค์หลับพระเนตรลง ด้วยหวังว่าเมื่อลืมพระเนตรขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะปรากฏกายอยู่ตรงเบื้องพักตร์ดังเดิม ทว่าความหวังต้องสูญสิ้น เมื่อลืมพระเนตรแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ดวงพักตร์งามสมชายหมองหม่นลงคล้ายดวงหทัยของท่านปลิดปลิวลอยตามเธอไปกระนั้น นางในฝันที่ท่านชายทรงเคยพบเจอแค่ในความฝัน เพิ่งจะทรงพบตัวจริงก็วันนี้ แค่เห็นครั้งแรกหทัยทั้งดวงก็ดูเหมือนจะยอมสยบให้เธอแต่เพียงผู้เดียว ต่อให้เธอมีกิริยามารยาทไม่เหมือนที่เคยพบในความฝันก็ตาม

อาการดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นกับท่านชายมาก่อนตั้งแต่ประสูติจนถึงบัดนี้ หรืออาการเช่นนี้ที่เขาเรียกว่ารักแรกพบ

เพียงแรกพบสบพักตร์พี่รักเจ้า

อยากขอเฝ้าเคล้านางไม่ห่างหาย

หากได้น้องครองแนบชิดสนิทกาย

หญิงทั้งหลายพี่ไม่แลมองแค่เธอ

ขณะเหลียวพระเนตรแลหาสตรีผู้กระชากดวงหทัยอยู่นั้น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา แต่งกายในชุดโจงกระเบนผ้าม่วงสีเขียวเข้ม สวมเสื้อราชปะแตนสีขาว สวมรองเท้าถุงเท้าพร้อม มีหมวกถืออยู่ในมือและกำลังโบกพัดไปมา ก็เดินแกมวิ่งเข้ามาหา

“ฝ่าบาท หม่อมกับพีระตามหาอยู่ตั้งนานสองนาน ทำไมถึงทรงดำเนินมาแถวนี้ได้ล่ะ” ชวาลาผู้เป็นพระสหายสนิทเอ่ยถามด้วยอาการเหนื่อยหอบ เนื่องจากตัวเขาเองมัวแต่แวะทักทายคนรู้จัก ครั้นหันมาอีกทีท่านชายก็ทรงหายไปจากสายตาซะแล้ว

“แล้วพีระล่ะต้น” ท่านชายไม่รับสั่งตอบ แต่ทรงถามหาคนสนิทที่มักจะติดสอยห้อยตามท่านมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งยังเป็นคนขับรถให้เวลาเสด็จไปไหนมาไหน

“ตอนแรกยังยืนอยู่ด้วยกัน แต่หม่อมมัวแต่มองหาฝ่าบาท สงสัยคงพลัดกันตอนนั้น” ชวาลาตอบด้วยน้ำเสียงยังไม่คลายจากอาการเหนื่อยหอบ

ชวาลา พิริยะศักดิ์ บุตรชายคนเดียวของเจ้าพระยาพิริยะศักดิ์ ข้าราชการสำคัญในกระทรวงมหาดไทย มารดาคือหม่อมราชวงศ์ประกายดาว สกุลเดิมพรหมกุล พระญาติในเสด็จพระองค์หญิงตำหนักริมน้ำ ซึ่งเป็นเสด็จป้าของท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ ชวาลาเป็นพระสหายของท่านชายมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จนกระทั่งไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกัน สนิทสนมรักใคร่กันมากจนแทบจะเข้าไปกินนอนอยู่ในตำหนักริมน้ำที่ท่านชายทรงพำนักอยู่

“อ้าว...นั่นไงมาพอดี”

ชายหนุ่มที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเป็นชายร่างสูง แต่เตี้ยกว่าท่านชายดนัยเทพรังสรรค์กับชวาลาเล็กน้อย หน้าตาคมสัน ในชุดผ้าม่วงหางกระรอก สวมเสื้อราชปะแตนไม่ต่างกัน เป็นบุตรชายของมหาดเล็กเก่าแก่ในวังของเสด็จพระองค์หญิง และเสด็จฯ ทรงชุบเลี้ยงส่งเสียให้เรียนต่อพร้อมๆ กับภาติยะ พีระจึงจงรักภักดีต่อเสด็จพระองค์หญิงกับท่านชายมาก ถึงขั้นยอมตายถวายชีวิตแทนให้ได้

“นั่นสิกระหม่อม ทำไมฝ่าบาทถึงได้ทรงดำเนินเร็วนัก กระหม่อมกับคุณต้นเดินตามหากันให้ควั่ก ทรงดำเนินมาไกลจนถึงที่นี่เลยรึ” พีระพูดพลางหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ในมือมีกล่องสีสวยถืออยู่

“ฉันเดินเล่นมาเรื่อยๆ” ท่านชายก้องเกือบจะพลั้งโอษฐ์รับสั่งเรื่องนางในฝันที่ทรงพบตัวจริงเมื่อครู่ให้ทั้งสองฟัง แต่ยั้งโอษฐ์ไว้ได้ทัน

“ทรงดำเนินเล่นมาเรื่อยๆ นี่นะ มันไม่ใช่ใกล้ๆ เลยนะ กระหม่อมซื้อของเสร็จก็มองไม่เห็นฝ่าบาทแล้ว แต่ยังแลเห็นคุณต้นอยู่ เพราะมัวแต่มองหาฝ่าบาท หันมาอีกทีคุณต้นก็หายไปอีกคน” พีระพูดด้วยน้ำเสียงยังไม่คลายจากอาการเหนื่อยหอบนัก

“จริงของพีระ ทรงดำเนินมาจนถึงตรงนี้ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย แล้วพักตร์ของฝ่าบาทเหตุใดจึงดูแปลกๆ เป็นอะไรไปรึเปล่าหม่อม” ชวาลาเอ่ยถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะจากจุดที่เดินมาจนถึงตรงนี้ไม่ใช่ใกล้ๆ ขนาดเขากับพีระเดินตามมายังถึงกับหอบแฮกๆ

“ไม่ได้เป็นอะไรดอกน่า” ทรงปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่ภายในหทัยนั้นโหวงไหว ราวกับหทัยทั้งดวงสูญสิ้นไป ทรงถามพีระเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพระสหาย เนื่องจากอีกฝ่ายพูดไม่ผิดความจริงไปนัก ไม่รู้ว่าอะไรดลพระทัยให้ท่านทรงดำเนินมาไกลถึงตรงนี้ได้ “แล้วแกซื้ออะไรมาเป็นของขวัญวันเกิดให้หญิงแต้วหรือพีระ”

“ผ้าเช็ดหน้ากระหม่อม” พีระตอบด้วยสีหน้าปั้นยาก

“แกซื้อผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญวันเกิด เขาไม่ถือกันดอกรึ” ท่านชายทรงถามเสียงเรียบ

“หม่อมคิดว่าถือกันนะ เพราะได้ยินมาว่าคนเป็นคู่รักห้ามให้ผ้าเช็ดหน้ากันเป็นอันขาด ถือว่าจะเป็นลางไม่ดี กลัวจะต้องเอาไว้ซับน้ำตาน่ะฝ่าบาท” ชวาลาเป็นผู้ตอบ

“ผมไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ นะครับคุณต้น ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าซื้ออะไรก็ได้ ผมเลยซื้อผ้าเช็ดหน้านี่แหละ ซื้อซะครึ่งโหลเลย” พีระตอบเสียงอ่อยๆ

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือ” ท่านชายตรัสอย่างไม่ใส่พระทัยนัก

ชวาลาส่ายหน้าก่อนเอ่ยออกมาตรงๆ “หม่อมคิดว่าเรื่องผ้าเช็ดหน้าคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าประเด็นที่ว่า ถ้าคุณหญิงแต้วรู้ว่าของขวัญชิ้นนี้ฝ่าบาทไม่ได้ทรงซื้อด้วยพระองค์เอง จะรู้สึกอย่างไร”

“ถ้าแกกับพีระไม่ปริปากบอก หญิงแต้วจะรู้ได้อย่างไร” ท่านชายรับสั่งตอบอย่างไม่ใส่พระทัย ราวกับคนที่รับสั่งถึงหาได้มีความสำคัญไม่

ชวาลาหันไปมองหน้ากับพีระแล้วต่างพากันถอนหายใจ นึกสงสารหญิงสาวที่ถูกพูดถึงขึ้นมาทันที

“ถ้าอย่างนั้น เรารีบไปที่งานกันเถอะ เย็นมากแล้ว ป่านนี้คุณหญิงแต้วคงนั่งรอฝ่าบาทแล้ว”

ดวงพักตร์งามสมชายพลันเคร่งขรึมลง เมื่อทรงคิดว่าจะต้องไปร่วมงานฉลองวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของหม่อมราชวงศ์วิไลเลขาหรือคุณหญิงแต้ว ที่ดำรงฐานะเป็นคู่หมายที่จะต้องหมั้นกันในอนาคต ซึ่งท่านชายเองทรงบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ทรงเหลียวหานางในฝันอีกครั้งเพราะทรงหวังว่าจะเจอเธอ แต่ก็สิ้นหวังเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงา

หรือนางในฝันของท่านเป็นนางฟ้าจริงๆ ถึงได้หายตัวไปรวดเร็วนัก!

“ทรงมองหาใครหรือกระหม่อม” ชวาลาทูลถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นท่านชายเหลียวเนตรคล้ายกับเหลียวหาผู้ใดอยู่

“ปละ...เปล่าหรอก เรารีบไปกันเถอะ แต่วันนี้ฉันอยากนั่งรถรางนะต้น พีระ แกเอารถยนต์จอดไว้แถวนี้แหละ ค่อยมาเอาวันรุ่งขึ้น”

สาเหตุที่ท่านชายอยากประทับรถราง เพราะทรงหวังว่าจะเจอเธอบนนั้น และการที่เอารถจอดไว้แถวนี้ก็ทรงหวังอีกเหมือนกันว่าจะเจอเธออีกในวันรุ่งขึ้น

“รถราง ฝ่าบาทนี่นะจะประทับรถราง”

ชวาลากับพีระถามขึ้นพร้อมกันอย่างแปลกใจ จะไม่ให้แปลกใจได้ยังไง ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ราชนิกูลผู้แสนจะโก้หรูในวงสังคมชั้นสูงจึงอยากประทับรถรางที่ส่วนใหญ่คนธรรมดาเท่านั้นถึงใช้บริการ

“ทำไมฉันจะขึ้นรถรางไม่ได้ ฉันก็เป็นคนธรรมดาเหมือนแกสองคนนั่นแหละ” ท่านชายตรัสเสียงเข้ม

“ตามพระทัยฝ่าบาทแล้วกัน” ชวาลาไม่อยากขัดพระทัย เพราะดวงพักตร์ของอีกฝ่ายดูหงุดหงิดชอบกล ผิดกับก่อนหน้าที่ยังทรงอารมณ์ดีอยู่เลย

หลังจากรอให้พีระกลับไปนำรถยนต์มาจอดแถวๆ นี้ตามพระประสงค์ ทั้งสองก็พาท่านชายขึ้นไปประทับบนรถรางตรงส่วนหน้าซึ่งเป็นเบาะนุ่ม เพื่อจะได้ประทับสบายๆ แล้วก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนในรถทันที เพราะด้วยเครื่องแต่งกายที่โก้หรูของทั้งสาม ที่ผิดแผกแตกต่างจากคนบนรถ แต่สายตาดังกล่าวไม่ได้ทำให้ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์สนพระทัยแต่ประการใด ได้แต่สอดส่ายพระเนตรหาผู้หญิงคนนั้นบนรถ แต่ก็ไม่เจอเหมือนเดิม

พระกริยาดังกล่าวของท่านชายสร้างความสงสัยให้เกิดแก่ชวาลากับพีระไม่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป