บทที่ 9 9

9

“อ้อ ฉันลืมไปว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทกับคุณหญิงแต้ว แถมคุณแม่เธอยังเป็นมิตรสนิทกันในวงไพ่กับหม่อมแม่ของคุณหญิงแต้วอีก ถึงได้รู้เรื่องไปหมดแบบนี้”

น้ำเสียงดังกล่าวของคนพูดคล้ายเหน็บอยู่กลายๆ แต่คนฟังน่าจะไม่รู้สึกตัว เพราะยังพูดเจื้อยแจ้วต่อไปไม่หยุด

“ฉันยังรู้มาอีกนะว่าเสด็จป้าของท่านก้องไม่โปรดหญิงแต้วนัก”

“จริงรึพิมล”

“ฉันพูดตามที่รู้มา ถ้าเสด็จพระองค์หญิงตำหนักริมน้ำไม่โปรด หญิงแต้วก็ออกจะน่าสงสารนะ” น้ำเสียงที่พูดว่าน่าสงสารของคนพูด ฟังดูแล้วไม่ได้รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย จนชวาลาที่ยืนรับลมอยู่หลังกระถางต้นไม้ใหญ่ได้ฟังถึงกับส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

ผู้หญิงพวกนี้ช่างสอดรู้สอดเห็นกันนัก ซ้ำยังชอบนินทากันอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่แต่ละคนก็เป็นลูกผู้ดีมีตระกูลกันแทบทั้งสิ้น แม้แต่เวลากำลังคุยกันยังมีแอบเหน็บแนมกันอยู่กลายๆ ช่างน่ากลัวจริงๆ คิดแล้วก็ส่ายหน้าอีกครั้งก่อนเดินออกมาหยุดจ้องหน้าทุกคนนิ่งๆ โดยไม่พูดว่าอะไรก่อนจะเดินผละไป ทำให้กลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกปากถึงกับเงียบเสียงลงในบัดดล

ชวาลาไม่รู้เลยว่าเมื่อเขาผละไป คนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาต่อไปก็คือตัวเขานั่นเอง

ในห้องโถงกว้างของวังทินวงศ์ที่เวลานี้ดูคับแคบไปถนัดตา เฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งแม้จะไม่มากชิ้นแต่ก็หรูหรา และมองดูด้วยตาก็รู้ว่าเป็นของนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น เวลานี้องค์ประธานของงานที่หม่อมเจ้ารวีโชติทูลเชิญมาคือพระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสร พรหมกุล หรือเสด็จพระองค์หญิงกลาง หรืออีกพระนามที่คนในวงสังคมชั้นสูงต่างเรียกขานคือเสด็จพระองค์หญิงตำหนักริมน้ำ ประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้หลุยส์องค์หรูดูเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติหลายคนที่นั่งเฝ้ารับเสด็จอยู่บนพื้นพรมนุ่ม รวมทั้งหม่อมเจ้ารวีโชติ พร้อมด้วยธิดาที่ล่วงหน้าข้ามาก่อน

เสด็จพระองค์หญิงกลางเป็นพระเชษฐภคินีของเสด็จในกรม พระชนกของหม่อมเจ้าดนัยเทพรังสรรค์ ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ท่านชายยังเยาว์ชันษา ดังนั้นท่านชายจึงทรงอยู่ในความดูแลของเสด็จฯ ที่มิได้เสกสมรสเพราะต้องทรงดูแลภาติยะกำพร้า แม้จะยังทรงมีท่านแม่หรือหม่อมเจ้าหญิงแพรวพรรณรายอยู่ก็ตาม ทว่าพระองค์ก็ทรงหวั่นวิตกว่าถ้าท่านหญิงแพรวเสกสมรสใหม่ ภาติยะของพระองค์จะทรงลำบาก ท่านชายก้องจึงทรงไม่ค่อยสนิทกับท่านแม่นัก ผิดจากเสด็จป้าซึ่งทรงรักและเกรงพระทัยเป็นที่สุด ไม่ต่างจากเสด็จพระองค์หญิงที่ทรงโปรดปรานภาติยะกำพร้ามากเช่นกัน

เมื่อท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ทรงดำเนินเข้ามาจนถึงห้องโถงกว้าง ก็ทอดพระเนตรเห็นพระวรกายแบบบางของเสด็จพระองค์หญิง ที่แม้จะทรงอยู่ท่ามกลางผู้คนที่แต่งตัวหรูหรา รวมทั้งตกแต่งด้วยเครื่องประดับเพียบ แต่รัศมีอันเรืองรองกลับจับอยู่ที่พระวรกายเพียงพระองค์เดียวอย่างเด่นชัด

เสด็จพระองค์หญิงผู้ทรงมีทีท่าเป็นผู้ดีทุกระเบียดนิ้วมีพระฉวีงามเหลืองลออ ทรงฉลองพระองค์ลูกไม้สีขาว ส่วนพระภูษาเป็นโจงกระเบนแดงเข้มขึ้นกลีบงาม ทรงถุงน่องสีขาวและฉลองพระบาทเรียบๆ ไว้พระเกศายาวครึ่งพระศอ และประดับสร้อยพระศอมุกเพียงเส้นเดียว ทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นภาติยะองค์โปรด พระพักตร์เรียบเฉยก็เปลี่ยนเป็นแย้มสรวลอย่างดีพระทัยทันที

“มาแล้วหรือชายก้อง ป้าก็นั่งรออยู่ไม่เห็นเข้ามาซะที ทำไมถึงมาช้านักล่ะ บอกให้มาพร้อมกันก็ไม่เอา”

ท่านชายคลานพระชานุเข้าไปหาเสด็จพระองค์หญิงด้วยท่าทางเรียบร้อยนุ่มนวล ยิ่งทรงฉลองพระองค์โจงกระเบนกับเสื้อราชปะแตนด้วยแล้ว ท่าทางดังกล่าวจึงจับตาคนที่เฝ้าแหนอยู่ยิ่งนัก ก่อนจะทรงหมอบกราบลงกับพื้น แล้วนั่งพับเพียบอยู่ตรงหน้าพระเก้าอี้ ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นกราบทูลเสียงอ่อนโยน

“ชายติดธุระนิดหน่อยค่ะเสด็จป้าเลยมาช้า ขอประทานอภัย”

“ไม่เป็นไรหรอก ป้าก็บ่นไปอย่างนั้นเอง แล้วนี่พ่อต้นกับพ่อพีระไม่มาด้วยหรือ เห็นตัวติดกันตลอด ไปไหนก็ไปกันสามคน”

“เห็นบอกชายว่าจะยืนรับลมอยู่ด้านนอก ส่วนพีระแวะหยุดทักทายคนรู้จัก นั่นมาพอดีค่ะเสด็จป้า”

ท่านชายทรงเหลียวไปทอดพระเนตรพระสหายกับพีระที่กำลังเดินเข้าประตูมาพร้อมๆ กัน และคลานปราดๆ เข้ามาหมอบกราบอยู่ใกล้ๆ

“เป็นไงบ้างพ่อต้น กำลังถามหาอยู่พอดี” เสด็จพระองค์หญิงทรงทักชายหนุ่ม เพราะอีกฝ่ายก็มีศักดิ์เป็นหลานเช่นกัน

“สบายดีกระหม่อม” ชวาลาตอบเสียงสุภาพเท่าที่จะสุภาพได้ แม้จะมีศักดิ์เป็นหลานแต่ตัวเขาก็ไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับท่านนัก ใครๆ ต่างก็รู้กิตติศัพท์ว่าท่านทรงดุจะตาย คงมีท่านชายเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงใจดีด้วย

เสด็จพระองค์หญิงแย้มสรวลให้นิดหนึ่งก่อนจะหันไปทางพีระ “ได้ข่าวว่าพ่อหายดีแล้วรึ”

“เป็นพระกรุณาที่มีรับสั่งถามถึง ตอนนี้พ่อของกระหม่อมสบายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พีระตอบอย่างเป็นทางการ

“ดีแล้ว ฉันก็เป็นห่วงอยู่” ทรงตอบก่อนมีรับสั่งกับภาติยะ “อย่าลืมแวะไปหาหญิงแพรวด้วยนะชายก้อง เดี๋ยวแม่เราจะมาพูดค่อนขอดป้าเอาอีก หาว่ากักตัวลูกชายเอาไว้คนเดียว ได้ข่าวว่าไม่ค่อยสบายเหมือนกันนี่นา ไม่งั้นงานหรูๆ แบบนี้มีหรือจะพลาด”

น้ำเสียงของเสด็จพระองค์หญิงมีแววเหน็บแนมคล้ายไม่ชอบพระทัย ท่านหญิงแพรวที่มีรับสั่งถึงคือหม่อมเจ้าหญิงแพรวพรรณราย ซึ่งเป็นท่านแม่ของภาติยะองค์โปรด

“ค่ะเสด็จป้า ชายตั้งใจจะเข้าไปหาพรุ่งนี้อยู่แล้ว” ท่านชายน้อมเศียรรับ

เสียงวงมโหรีที่ทางองค์เจ้าภาพจัดหามาบรรเลงขับกล่อมในตอนแรก เวลานี้เปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลงของฝรั่งดังขึ้นแทนจากการเปิดแผ่น ซึ่งหมายถึงงานเต้นรำกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

“ขอทูลเชิญเสด็จพระองค์หญิงทรงเปิดงานเลี้ยงด้วยกระหม่อม” หม่อมเจ้ารวีโชติที่ทรงหมอบกราบอยู่เงยพักตร์ขึ้นทูลเชิญ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป