บทที่ 12 EP 3/1 เด็กมันยั่วอย่างใสซื่อ
[3]
เด็กมันยั่วอย่างใสซื่อ
กลางดึกคืนนั้น
ฮึกๆ ฮึกๆ ฮือออ....
เสียงสะอื้นผะแผ่วสลับเสียงร้องฮือๆ ชวนขนลุก ทำให้เวหาต้องลุกมานั่งกลางดึก ภายในห้องรับแขกของทาวน์เฮาส์หลังน้อย เขาเปิดไฟสว่างจ้า กวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวง เขาไม่ใช่พวกกลัวผีหรอกนะ แต่ก็อดเกรงใจไม่ได้ บิดาของกฤติกาเพิ่งเสีย และเขา...ดันมานอนค้างที่นี่
ฮึกๆ ฮือออ...ฮึกๆ
เสียงร้องไห้แว่วมาอีกแล้ว เวหานั่งไม่ติด ลุกจากโซฟาเดินไปที่ห้องนอนของดาราสาว ถือวิสาสะเปิดเข้าไป เพื่อจะได้พบต้นตอของเสียงนั้น กฤติกานั่งอยู่ข้างเตียง พันร่างไว้ด้วยผ้านวมผืนหนา มีน้ำมูกน้ำตาอาบสองแก้ม
“ฮึกๆ ทำไม...คุณยังอยู่?” ถามแล้วจ้องเขาเขม็ง หลังมือปาดน้ำตาป้อยๆ
“มีคนอยากให้ฉันอยู่ ฉันเลยต้องอยู่”
กฤติกาหันหน้าหนีเสีย รู้ว่าใครที่อยากให้เขาอยู่นี่
“ลุกมาทำไม ทำไมไม่นอน” ถามหล่อนแล้วมองไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนัง มันบอกเวลาเที่ยงคืนเศษแล้ว
“พ่อมา”
“ฮะ!?” เวหาหันซ้ายแลขวา ขยับมานั่งที่ปลายเตียงอย่างประหม่า “หมายความว่าไง”
“ในฝัน” หญิงสาวเฉลย
เวหาเป่าลมฟู่ออกจากปาก ขยับไปดึงกฤติกาขึ้นมาบนเตียง หล่อนร้องไห้จนตาบวมปูด หัวหูยุ่งเหยิง
“ฉันเป็นลูกที่ไม่ดีเลย ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณ พ่อก็จากไปแล้ว”
“เธอทำเต็มที่แล้วไม่ใช่เหรอ พ่อป่วยอยู่ตั้งหลายปี ก่อนจะเสียนี่นา” เขาปลอบเท่าที่รู้เรื่องมาจากไหมขวัญ
“แต่เหมือนว่า...ฉันยังทำได้ไม่ดีพอ อย่างน้อย...ฉันควรอยู่ด้วยในวันสุดท้ายของพ่อ” บอกเขาแล้วสะอื้นถี่ๆ ทำไมเขาต้องมาอยู่ตรงนี้นะ ทำไมต้องเป็นเขาที่มานั่งฟังเรื่องราวของเธอ
“เธอต้องหาเงินนี่นา เธอยังโชคดีที่ได้ยื้อชีวิตท่านจนถึงที่สุด ลูกบางคนไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยซ้ำ ชีวิตคนเรามันสั้น บางคนป่วยสองสามวันก็เสีย บางคนนาทีที่แล้วยังคุยกันอยู่ เพียงแค่อึดใจที่ห่างกัน คนที่รักมากก็ตายไปต่อหน้าต่อตาก็มี เธอต้องตั้งสติสิ”
กฤติกาสูดน้ำมูกแรงๆ ผู้ชายคนนี้นี่ยังไง บางทีก็ดูอบอุ่นพึ่งพาได้ บางทีก็ดูหื่นกามเหมือนพวกโรคจิตสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ผู้หญิงคนนั้นให้มาพูดแบบนี้เหรอ”
คนถูกถามเลิกคิ้วสูง “งั้นมั้ง เธอนอนต่อเถอะ” เขาขยับลุก เปิดทางให้หล่อนนอนลง
กฤติกาทำตามอย่างว่าง่าย นี่ดึกแล้ว และเธอก็เพลียเหลือเกิน เวหาจัดแจงที่หลับที่นอนให้ ช่วยปิดไฟดวงใหญ่จนเหลือเพียงโคมไฟหัวเตียง เธอคิดว่าเขาคงกลับไปจริงๆ หลังจากนี้ ทว่าเธอคิดผิด ที่นอนอีกฝั่งกำลังยุบยวบลง
“อะไร?” เธอถามเมื่อเวหาสอดกายเข้าใต้ผ้านวมผืนเดียวกัน
“นอนสิ ฉันเหนื่อยนะ”
“ไม่กลับไปนอนบ้าน?”
“มีคนอยากให้ฉันอยู่ ถ้าฉันไม่อยู่ละก็ เมื่อกี้เธอคงได้นั่งร้องไห้ยันเช้า” เขาให้เหตุผล
“งั้นคุณก็ควรไปนอนข้างนอก หรือไม่ก็ห้องนอนแขก มีห้องเล็กๆ ข้างบน คุณน่าจะนอนได้”
“ไม่” เขายืนยันแน่นหนัก เอาหมอนข้างมากั้นกลางระหว่างตัวเองกับกฤติกา
“เพราะ?”
“ฉันกลัวผี!”
นั่นคือคำตอบของเวหาที่กฤติกาได้ยินแล้วยังอึ้ง เอาสิ...กล้านอนก็นอน ถ้าเขาทำอะไรเธอขึ้นมาละก็ เขาได้รับผิดชอบอย่างสาสมแน่ เธอเหนื่อยเหลือเกิน ทั้งกายและใจ เธออ่อนแอ เธอขอให้ผ่านพ้นช่วงเศร้าโศกไปก่อน แล้วค่อยมาเปิดศึกกันเถอะ เมื่อถึงตอนนั้น แม้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน เธอก็จะสู้ไม่ถอย สาบานเลย
เวหาหน้าด้านนอนลงข้างกฤติกา แต่เขาไม่สามารถหลับได้อย่างสนิท รู้สึกไม่สบายตัวตั้งแต่ตอนที่นอนอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว
“กุ๊ก?”
“อือ...”
“มีเสื้อให้เปลี่ยนไหม ฉันคัน” เขาบอกแล้วลุกมาเกาเนื้อตัวแกรกๆ กฤติกาลุกไปหาเสื้อมาให้ เวหาไม่ทันได้เห็นใบหน้าหล่อนเพราะตอนนี้มีเพียงแสงไฟที่ส่องมาจากห้องน้ำ ซึ่งประตูถูกแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“มีคนมานอนบ่อยหรือไง เสื้อผ้านี่เตรียมพร้อมเลยนะ” เขาแขวะคนที่จัดแจงหาเสื้อมาให้ พอสลัดเสื้อผ้าที่พับไว้ออกดูก็รู้ว่าเป็นของผู้ชาย เป็นเสื้อยืดง่ายๆ กับกางเกงแพรนิ่มๆ ตัวหนึ่ง
“ของพ่อน่ะ”
“ฮะ? ของพ่อเธอที่เพิ่งจะ...”
กฤติกาเงียบเสีย นอนลงอีกครา ดึงผ้านวมมาห่มจนชิดคาง
เวหาเป่าลมฟู่ออกจากปาก เหมือนว่าเขาได้ทำบางอย่างผิดไป
“อย่าถือสาฉัน เธอก็รู้ว่าฉันปากหมา” บอกกล่าวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
กฤติกาเงี่ยหูฟังเสียงเขา ไม่กี่นาทีถัดมาเขาก็ร้องหาแปรงสีฟันอันใหม่ เธอบอกว่ามันอยู่บนชั้นวางเหนืออ่างล้างหน้า บอกเขาแล้วหัวใจก็ยิ่งเศร้าลงไป อันที่จริงแล้ว นอกจากเธอ คนที่แลหาแปรงสีฟันอันใหม่ในบ้านหลังนี้ ก็มีแค่บิดาเท่านั้นเอง
เวหาเดินตัวหอมฟุ้งออกมาจากห้องน้ำ กฤติกาผล็อยหลับไปแล้ว พอได้อาบน้ำแปรงฟันก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เขาปีนขึ้นเตียงนอน ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมานอนบนนี้ แต่คิดอีกที การแกล้งกฤติกาให้หล่อนรำคาญใจก็ดีกว่าต้องเห็นน้ำตาของหล่อน เสียงแวดๆ ของหล่อนก็ดีกว่าเสียงร้องไห้เป็นไหนๆ การสูญเสียคนที่รักมันรู้สึกอย่างไรเขาเข้าใจดี มารดาที่รักจากเขาไปนานแล้ว แต่เชื่อไหมว่าเขายังเจ็บปวดอยู่เลย
“ยัยเด็กแสบ” ว่าคนที่พลิกกายมาหาแล้วบ่นให้ ก่อนที่ปลายนิ้วจะเลื่อนไปหาหมอนข้างอย่างรำคาญ “เกะกะ”
ตุ้บ!
หมอนข้างที่เคยกั้นกลางบัดนี้หล่นอยู่ข้างเตียง ช่วยไม่ได้ มันทำให้ที่นอนเหลือที่น้อยเกินไป เขาต้องการที่กว้างๆ การนอนอย่างสบายไม่มีใครเบียดน่ะสบายตัวออก
“อือ...พ่อ...พ่อขา...”
เสียงเล็กๆ ของกฤติกามาพร้อมร่างอวบอิ่มที่ขยับมาซุกใต้วงแขน เวหาตัวแข็งทื่อ มองคนที่ละเมอขยับมากอดตน หล่อนกอดเขาจริงๆ นะ ใต้รักแร้นี่มันหอมนักหรือไงถึงซุกอยู่ได้
“พ่อคะ...กุ๊ก...คิดถึงพ่อจังเลย...”
เวหาเฝ้ามองคนที่นอนละเมอ เหมือนว่าจะได้ยินเสียงสะอื้นผะแผ่ว เขาอยากเปลี่ยนไปนอนอีกฝั่ง แต่แม่คุณก็กอดเขาไว้ กอดแน่นเสียด้วย
“ยัยตัวแสบ! แล้วฉันจะหลับได้ยังไง!”
