บทที่ 13 บทที่ 13

            1 กิโลเมตร เรื่องจิ๊บๆ สบายๆ มากสำหรับเนื้ออุ่น คงจะมีทางเข้าทางไหนที่เธอไม่รู้กระมัง หญิงสาวเดินตามซุกรี่ไปตามหน้าหาดแคบๆ ทรายที่นี่ละเอียดสีขาวและนุ่มเท้ามาก บริเวณนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่แปลกที่เกาะนี้จะไม่ได้รับความสนใจจากไทยหรือมาเลเซีย ก็เธอมองไปทางไหนยังไม่เห็นความสวยงามใดๆ เลย แล้วนี่เธอจะต้องเดินต่อไปอีก 1 กิโลเมตร เดินยังไง ไปทางไหนก็ไม่รู้ ได้แต่เดินตามซุกรี่มาเรื่อยๆ

เนื้ออุ่นไม่ต้องปีนป่ายอย่างที่คิดในตอนแรก เธอมาถึงจุดๆ หนึ่ง ในเวลาบ่ายสามโมงพอดิบพอดี ซุกรี่พาเธอเดินลงเรือหางยาวลอดใต้อุโมงค์เข้าไปข้างใน นั่นแหละที่เธอรู้สึกอะเมซิ่ง

“ฉันไม่คิดว่าจะต้องลอดอุโมงค์ด้วย” เธอบอก บางช่วงของอุโมงค์ก็มีหินงอกหินย้อยให้ต้องก้มหัวลงต่ำ ถ้าซุกรี่ไม่คอยบอกตลอดเวลา เธอคงจะคอขาดตายอยู่ในนี้

“อีก 5 วันจะถึงวันพระจันทร์เต็มดวง น้ำก็เลยลดเท่านี้ แต่ถ้าพระจันทร์เต็มดวงเมื่อไหร่ ทางนี้จะถูกปิด น้ำจะสูงจนเข้าออกไม่ได้ มีอีกทางคือบนฟ้า”

“โอ้โห...หมายถึงต้องเข้าออกด้วยเฮลิคอปเตอร์เลยหรือคะ ถ้าไม่รวยจริงอยู่ไม่ได้นะเนี่ย”

“ฮ่าๆ ท่านชีคไม่อยากทำลายธรรมชาติไปมากกว่านี้ก็เลยไม่ตัดทางเข้าออกเพิ่ม อีกอย่างการมีหน้าผาหินปูนล้อมรอบก็ช่วยป้องกันภยันตรายจากคลื่นยักษ์สึนามิได้ด้วย ที่นี่จึงปลอดภัยอย่างไม่ต้องห่วง”

อะเมซิ่งมากๆ ในความคิดของเนื้ออุ่น ท่านชีคอุฟรอนอะไรนั่นช่างเป็นคนมองการณ์ไกลจริงๆ สุดยอด!!!

และเมื่อเรือหางยาวพาเธอเข้าไปภายใน หญิงสาวก็รู้สึกว่าตนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง เธอกำลังอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ เรือหางยาวจอดอยู่ในแอ่งน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสแจ๋วจนมองเห็นตัวปลา

โอ้...พระเจ้า นี่มันวิมานชัดๆ

รอบบริเวณแอ่งน้ำเป็นหาดทรายสีขาวละเอียดกว่าข้างนอกเสียอีก มองเลยไปก็เห็นสะพานไม้ราวเชือกทอดตัวยาวตัดจากตรงหน้าลึกเข้าไปในที่แห่งหนึ่ง ที่ไหนนั้นเธอเองก็ยังไม่รู้ ได้แต่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้เห็น ถัดจากหาดทรายเข้าไปอีกฝั่งหนึ่งเป็นเนินขึ้นไปบนหน้าผาเตี้ยๆ ผ่านผืนป่าเล็กๆ อันอุดมสมบูรณ์ จะว่าเล็กก็ไม่เล็กเพราะที่เห็นคงเหนื่อยพอตัวถ้าได้เดินให้ทั่ว ป่านี้กระมังที่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ นอกจากนี้เธอยังได้ยินเสียงน้ำตกดังมาจากไกลๆ ไม่แปลกใจเลยที่จะมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ ก็มีแหล่งน้ำจืดหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยนี่นา

“เชิญครับ ตามผมมาทางนี้”

เนื้ออุ่นไม่มีเวลาจะทอดอารมณ์ดื่มด่ำธรรมชาติได้นานกว่านี้ จำต้องเดินตามซุกรี่ไปตามสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวและสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นบ้าน ไม่ใช่สิ คฤหาสน์ ก็ไม่ใช่อีก วัง อืม...จะว่าแบบนั้นก็ไม่น่าจะผิด เพราะสร้างขึ้นตามแบบของพระราชวังในสมัยโบราณ ที่สร้างด้วยปูนสูงขึ้นไปเป็นหอคอยงาช้าง ต่างกันตรงไม่มีสะพานปิดเปิด

เจ้าของที่นี่รวบรวมความอะเมซิ่งเข้าด้วยกันอย่างลงตัวทีเดียว

“นัสรีน” ซุกรี่เรียกผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อเอวลอยแล้วนุ่งผ้าบาติกลวดลายงดงามพันช่วงล่างเอาไอ้ ผู้หญิงคนนี้มีใบหน้าคมสวย หน้าเรียวแต่เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม เธอสวยและมีเสน่ห์ในแบบของเธอ

“พาคุณผู้หญิงไปรอท่านชีคที่ห้องโถง”

“ค่ะ ท่านองครักษ์”

เนื้ออุ่นเพิ่งจะรู้ว่าซุกรี่เป็นองครักษ์ เธอเดินตามผู้หญิงคนนั้นไปเงียบ ทางเดินประดับด้วยโคมไฟรูปดอกไม้ที่ติดไว้บนสองฟากฝั่งผนังห้อง พื้นถูกปูทับด้วยพรมหลากสีสันนุ่มเท้า หญิงสาวลังเลว่าความจะถอดรองเท้าแล้วค่อยเดินดีไหม เดินบนพรมทั้งรองเท้าก็คงจะสกปรกไม่น้อย และคงทำความสะอาดยากด้วย เธอเห็นผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้สวมรองเท้าก็กระดากเก้อ คิดว่าตนจะทำให้พรมเปื้อนเปรอะ เกือบจะก้มลงไปถอดรองเท้าอยู่แล้ว ถ้าจะไม่มีใครคนหนึ่งเข้ามาพูดบางอย่างกับผู้หญิงตรงหน้า

นัสรีนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพาเนื้ออุ่นเลี้ยวเข้าไปในห้องขวามือ เธอเคาะประตู 3 ครั้ง ได้ยินเสียงห้วนห้าวดังออกมา ก็ผลักประตูเข้าไป

แต่แล้ว...

เนื้ออุ่นชะงักชันราวถูกสาป เนื้อตัวเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า เส้นโลหิตพากันบิดเป็นเกลียวจนเลือดเดินไม่สะดวก อวัยวะในช่องท้องก็เกร็งเครียดจะจุกแน่น

“โฮก!!!” สโตนลุกขึ้นจากการหมอบราบอยู่ตรงฝ่าเท้าของผู้เป็นนาย ร่างที่เต็มไปด้วยขนฟูฟ่องค่อนข้างยาวเอี้ยวตัวมองมาที่หญิงสาวแปลกกลิ่น ปากของมันอ้ากว้างส่งเสียงคำรามกึกก้อง สะบัดหัวที่มีแต่ขนสีน้ำตาลฟูฟ่องราวกับกำลังโมโห อุ้งเท้าใหญ่ทั้งสี่เยื้องย่างเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ

เนื้ออุ่นกำลังจะเป็นลม เธอกำลังยืนเผชิญหน้ากับสิงโตเพศผู้ เจ้าป่าผู้น่ากังขาและหวาดกลัว อุ้งเท้ามันน่าจะใหญ่กว่าศีรษะของเธออีก ลำตัวของมันใหญ่มาก ใหญ่เสียจนแทบช็อก

นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นอีก เดี๋ยวนี้เขาเลี้ยงสิงโตเป็นสัตว์เลี้ยงแล้วกระนั้นหรือ?

และเพียงแค่ ‘สโตน’ ย่อตัวลงหลังจากทำจมูกฟืดฟาดและผิดกลิ่น มันกำลังจะกระโจนใส่เธอเข้าแล้ว

“โฮก!!!”

“กรี๊ดดดดดด!!!” เนื้ออุ่นกรีดร้องสุดเสียงแล้วสิ้นสติไปในบัดดล ร่างของเธอร่วงผล็อยลงสู่พื้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป