บทที่ 7 บทที่ 7
คุณครูน้ำทอง จินดามณี ทิ้งโทรศัพท์ในมือลงแล้วรีบวิ่งกระหืดกระหอบเท่าที่สังขารจะทำได้ แต่กระนั้นผู้หญิงวัย 50 ก็ยังสะดุดล้มหัวคะมำไม่เป็นท่า เลือดที่ไหลลงมาจากขมับเพราะเอาด้านข้างลงสร้างความตระหนกให้กับผู้พบเห็น ครูหนุ่มครูสาวต่างรีบเข้ามาช่วยพยุงคุณครูใหญ่และผู้บริหารโรงเรียนจินดามณี
“ฉันไม่เป็นอะไร พวกคุณไปดูเด็กๆ เถอะ แบ่งกันไปที่โรงพยาบาลด้วยนะ ฉันจะพาเด็กที่ถูกชิงช้าล้มทับไปส่งโรงพยาบาล”
“ครูใหญ่คะ ใจเย็นๆ เถอะนะคะ เด็กนักเรียนที่กลับกับรถไม่มีใครสาหัส นายเบ้าโทรมาบอกแล้วและขอโทษที่ควบคุมรถไม่ได้ ตอนนั้นถึงทางโค้งพอดีกับที่ยางระเบิด รถก็เลยเสียหลักพลิกคว่ำ ส่วนเด็กที่เล่นชิงช้าแค่หัวแตกเท่านั้นค่ะ” ครูบุญสิริซึ่งเป็นหนึ่งในครูประจำชั้นอนุบาล 1 บอกทุกอย่างที่ทราบ
“ฉันวางใจไม่ได้หรอกต้องพาเด็กไปโรงพยาบาลนะครูบุญ คุณไสลพาไปหรือยัง” เจ้าของโรงเรียนไม่เคยพบเจอกับเหตุกาณณ์เช่นนี้มาก่อนก็ร้อนรนกระวนกระวายทุกข์ใจจนแน่นหน้าอก อาการจุกแน่นและหน้าเริ่มซีดเผือดทำให้ครูบุญสิริต้องร้องบอกให้ครูปิยะพาคุณครูใหญ่ไปส่งโรงพยาบาลในตัวจังหวัดอ่างทอง แม้จะพยายามปฏิเสธว่าไม่เป็นไรแค่เพียงสักพักคุณครูน้ำทองก็เป็นลมล้มพับไป
เหตุการณ์รถนักเรียนของโรงเรียนจินดามณียางหน้าระเบิดทำให้รถพลิกคว่ำในขณะกำลังเลี้ยวโค้ง กับเหตุการณ์ชิงช้าเหล็กฐานน๊อตยึดหลุดตามแรงแกว่งไกวทำให้ชิงช้าล้มทับเด็กนักเรียน โชคดีที่บริเวณที่เด็กถูกทับเป็นพื้นทราย ศีรษะจึงแค่แตกไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนเด็กนักเรียนในรถตู้รับส่งนักเรียนคันนั้นก็ไม่มีใครอาการสาหัส เรื่องราวเริ่มใหญ่โตมากขึ้นเมื่อผู้ปกครองเด็กๆ ทั้งบาดเจ็บและไม่บาดเจ็บเอาเรื่องโรงเรียน
คุณครูน้ำทองพยายามอธิบายแต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรหลักฐานบนความเผลอเรอก็ยังรัดตัว เธอมัวแต่มุ่งมั่นสอนหนังสือและดูแลเรื่องการบริหาร หลงลืมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเด็กๆ รถตู้รับนักเรียนก็เป็นรถตู้มือสองสภาพขับไปซ่อมไป ถึงจะได้พนักงานขับรถที่มีความรับผิดชอบดีก็ยังพลาดพลั้งกับการตรวจตราจึงเกิดเหตุน่าอนาถใจดังกล่าวขึ้น
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ทำเรื่องย้ายโรงเรียนกันเกือบหมด เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังอยากให้ลูกเรียนที่นี่เพราะใกล้บ้านใกล้ที่ทำงานของตน ทว่านักเรียนเหลือเพียง 10 คนทั้งโรงเรียนจะเปิดสอนได้อย่างไร เมื่อไม่มีเด็กให้สอนครูก็พากันลาออก หลังจากนั้นไม่นานคุณครูน้ำทองก็ถูกผู้ปกครองที่ไม่พอใจฟ้องเรียกค่าเสียหาย
น้ำตาไหลหยดบนสมุดบัญชีเงินฝาก เงินที่เหลือเก็บก็มีเพียงไม่กี่แสน เทียบกับจำนวนเงินที่ถูกฟ้องเอาไม่ได้ ครูน้ำทองคิดถึงบุตรสาว เนื้ออุ่น จินดามณี ที่เรียนปริญญาตรีไกลถึงประเทศเยอรมนี อันที่จริงเนื้ออุ่นก็ไม่อยากต้องจากแม่ไปไกล แต่ครูน้ำทองคะยั้นคะยอเพื่ออนาคตของลูก และคิดว่าจะต้องส่งเนื้ออุ่นเรียนต่อจนจบได้
“แม่คะ อุ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ในบ้านเราก็ได้นี่คะ อุ่นไม่อยากไปเลย อุ่นเป็นห่วงแม่”
“ไปเถอะลูก พ่อของอุ่นทิ้งเงินไว้ให้ก้อนหนึ่ง คุณพ่ออยากให้อุ่นไปเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับท่าน อุ่นทำตามที่คุณพ่อขอดีกว่านะลูก ไม่ต้องห่วงแม่ แม่ดูแลตัวเองได้”
เนื้ออุ่นจำต้องบินไปเรียนต่อไกล ทิ้งให้แม่ทำงานบริหารโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ตามลำพัง โรงเรียนจินดามณี เป็นโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ในจังหวัดอ่างทอง เพิ่งจะเปิดการเรียนการสอนมาได้ 5 ปี หลังจากคุณวิรุณ จินดามณี จากไปด้วยโรคมะเร็งและทิ้งมรดกไว้ให้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอจะเปิดโรงเรียนเล็กๆ และส่งบุตรสาวไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ คุณน้ำทองในตอนนั้นจึงไม่รีรอเลยที่จะสร้างโรงเรียนเล็กๆ ขึ้นมา
แต่บัดนี้ทุกอย่างกำลังพังลงไม่เป็นท่า เป็นเพราะไร้ประสบการณ์หรือขาดความรอบคอบจนเกิดปัญหา
“คุณครูคะ พวกเราเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่พวกเราคง...” ผู้ปกครองที่ยังคิดจะให้ลูกเรียนที่นี่เริ่มลังเล เพราะเรื่องราวเริ่มบานปลายไปใหญ่จนไม่น่าจะเปิดสอนต่อไปได้
“ดิฉันเข้าใจพวกคุณค่ะ ตามสบายเถอะนะคะ อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำเถอะ ชีวิตลูกเราทั้งคนนี่คะ ดิฉันก็เป็นแม่คนดิฉันเข้าใจดีค่ะ”
หลังจากนั้นผู้ปกครองของนักเรียน 10 คนก็ส่งลูกไปเรียนที่อื่น โรงเรียนจินดามณีกลายเป็นโรงเรียนร้างในบัดดล ทว่าครูน้ำทองก็ยังต้องหาเงินมาให้ผู้ปกครองที่ฟ้องร้องรายละ 2 แสนบาท เด็กนักเรียน 50 คน ก็เท่ากับเงิน 10,000,000 บาท แล้วไหนจะยังเงินเดือนค้างจ่ายของครูที่สอนอีก
“ครูใหญ่คะ พวกเราไม่รับเงินเดือนก็ได้นะคะ ครูใหญ่หาเงินให้ผู้ปกครองเถอะค่ะ” ครูคนหนึ่งพูดอย่างเข้าใจและไม่คิดจะเหยียบซ้ำ
“ไม่ได้หรอกค่ะ พวกคุณสอนมาเกือบเดือนแล้ว ยังไงก็ต้องได้เงินเดือน แต่ดิฉันขอจ่ายให้ผู้ปกครองก่อนนะคะ” ครูน้ำทองบอกทุกคนเสียงเรียบ ดวงตาแห้งผากไม่มีน้ำเอ่อนองอีกแล้ว ถ้ามัวแต่ร้องไห้ก็ไม่มีวันลุกขึ้นยืนได้ ต้องเข้มแข็งไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ผู้ปกครองก็น่าเห็นใจบ้าง อะไรเรียกค่าเสียหายตั้งเป็นแสน เด็กก็ไม่ได้สาหัสเลยสักคนอย่างมากก็แค่...แขนหัก นี่มันรีดเลือดกับปูชัดๆ”
“อย่าไปว่าเขาเลยค่ะ คนเป็นพ่อเป็นแม่หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินข่าว ยิ่งเสียงลูกร้องไห้เจ็บปวดหัวใจคนเป็นพ่อแม่ก็เหมือนจะแตกเสียให้ได้ แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำค่ะ”
ครูทุกคนกลับไปแล้ว ครูน้ำทองก็ขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานหลังจากตั้งสติได้แล้ว ก็รวบรวมเอกสารทางทรัพย์สินและสมบัติอันมีค่าทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแก้ว แหวน เงิน ทอง โฉนดที่ดินโรงเรียนแห่งนี้ โฉนดที่ดินบ้านที่อยู่อาศัย ทุกอย่างที่สามารถจะเปลี่ยนเป็นตัวเงินได้ถูกยัดใส่กระเป๋าและตรงไปยังธนาคาร
“ต้องการใช้เงินเท่าไหร่ครับ”
“8 ล้านค่ะ”
เจ้าหน้าที่ของธนาคารหายกลับเข้าไปในห้องด้านหลัง ก่อนจะออกมาใหม่
“โฉนด 2 ใบรวมกันได้แค่ 5 ล้านครับ”
“อะไรนะคะ ทำไมได้แค่นั้นล่ะ ใบนี้มีโรงเรียนด้วยนะคะ ถึงจะเป็นโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่ก็น่าจะได้มากกว่านี้ แล้วใบนี้ก็มีบ้านนะคะ เป็นบ้านไม้สักด้วยนะคะ”
