บทที่ 8 บทที่ 8

            “เสียใจด้วยครับ คุณเป็นเจ้าของโรงเรียนที่กำลังถูกฟ้องร้องใช่ไหมครับ ตามข่าวเท่าที่ได้ยินค่าเสียหายทั้งหมดที่ผู้ปกครองเรียกก็ไม่ต่ำกว่าสิบล้าน คุณมีทรัพย์สินอยู่แค่นี้ ไม่มีอย่างอื่นหรือมีบุคคลมาค้ำประกัน ธนาคารคงปล่อยเงินกู้ให้คุณมากขนาดนั้นไม่ได้หรอกครับ มันเสี่ยงเกินไป ห้าล้านนี่ก็ให้สูงกว่าราคาประเมินแล้วนะครับ ราคาประเมินที่ดินทั้งบ้านและโรงเรียนก็ไม่สูงนัก เนื้อที่ไม่มากมายอะไรด้วย ก็คงสูงสุดได้เท่านี้แหละครับ ถ้าไม่รับจะไปลองกู้กับแบงก์อื่นก็ยินดีครับ”

คุณน้ำทองที่วันนี้ไม่ได้เป็นครูใหญ่อีกต่อไปน้ำตาตกใน ถ้าไม่รับเงินห้าล้านก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ ทรัพย์สินทุกอย่างก็รวบรวมมาหมดแล้ว เหลือก็แค่ทีวี ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ รถเก่าๆ คันหนึ่ง ถึงเธอจะขายทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์แล้วสินะ

“6 ล้านได้ไหมคะ” คุณน้ำทองต่อรองเสียงสั่น

“ถ้างั้นก็เอาไปจำนองกับที่อื่นได้นะครับ ถ้ามีที่ไหนให้มากกว่านี้ แต่ก็คงกินดอกเบี้ยมากโข ถ้าคุณน้ำทองไหวก็ลองดูสิครับ”

“ก็ได้ค่ะ 5 ล้านก็ได้” ในที่สุดคุณน้ำทองก็ต้องยอมรับเงินจำนวนนั้น เพราะคิดตรองถี่ถ้วนแล้วว่าหากจะไปจำนองไว้กับเจ๊กดอกเบี้ยคงสูงเท่าตัว หมายความว่าที่อยู่ที่กินจะไม่มีเหลือ

‘เนื้ออุ่น แม่ขอโทษนะลูก’

นางสาวเนื้ออุ่น จินดามณี กำลังหน้านิ่วหลังจากพยายามติดต่อมารดาให้มารับที่สนามบินแล้วแต่ติดต่อไม่ได้ เธอถอนใจก่อนจะลากกระเป๋าพาร่างสูงโปร่งราวนางแบบกับวัย 21 ปี ผ่านผู้คนที่คราคร่ำอยู่ในสนามบิน เธอสอบเสร็จเมื่อวานก็ตีตั๋วบินกลับไทยด้วยความคิดถึงมารดาและบ้านเกิด เธอเรียนจบด้านบริหารตามความต้องการของบิดาผู้ล่วงลับ และเพื่อจะกลับมาช่วยมารดาบริหารงานโรงเรียน

โรงเรียนอนุบาลเล็กๆ น่ารัก ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ

หญิงสาวสวยราวนางฟ้า ผิวกายขาวผ่อง เครื่องหน้าทุกชิ้นสะดุดตา ผมยาวตรงถึงกลางหลังสีชาจ่ายเงินรถแท็กซี่แล้วลากกระเป๋าเดินทางลงจากรถ เธอหยุดยืนมองโรงเรียนอนุบาลจินดามณีที่เงียบเชียบราวป่าช้า ไม่มีใครสักคนอยู่ในนั้น

เกิดอะไรขึ้น วันนี้ไม่ใช่วันหยุดนี่นา

เธอเดินเข้าไปจนเห็นป้ายปิดไว้ที่ประตูรั้วโรงเรียน

‘ปิดชั่วคราว’

เนื้ออุ่นใจไม่ดีขึ้นมาทันที หรือจะเกิดเรื่องร้ายๆ กับแม่ของเธอ เร็วเท่าความคิดหญิงสาวผลักประตูแรงๆ แล้วจึงเห็นโซ่คล้องล็อกไว้อีกชั้น เธอเปลี่ยนใจเดินกลับไปทางที่รถพาเข้ามาก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ตรงไปยังบ้านหลังแรกซ้ายมือ

“คุณแม่คะ”

นาทีแรกที่เนื้ออุ่นเห็นมารดานอนนิ่งอยู่บนโซฟาเก่าๆ เธอก็สติแทบกระเจิงบินถลาเข้าไปเรียกแต่มารดาก็ไม่รู้สึกตัว

“คุณแม่เป็นอะไรไปคะ คุณแม่ อุ่นกลับมาแล้วนะคะ”

น้ำตาของเนื้ออุ่นไหลออกมาจากสองตา เธออังหลังมือกับรูจมูก มือสั่นเทิ้มด้วยความกลัว แต่พอรู้สึกถึงไออุ่นจากลมหายใจที่ยังเป่ารด หญิงสาวก็ลุกขึ้นโทรเรียกรถพยาบาลให้มารับมารดา

เมื่อถึงโรงพยาบาล เนื้ออุ่นก็รออยู่หน้าห้องไอซียู รอนานจนเธอแทบจะเสียสติ ทำไมหมอถึงเข้าไปนานนัก แม่เป็นอะไรแล้วหมอกำลังทำอะไรแม่บ้าง ทำไมนานจัง แสดงว่าแม่อาการหนักหรือไง หญิงสาวคิดว้าวุ่นสับสนไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เธอไม่อยู่

“คนเป็นญาติคนไข้ใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ ฉันเป็นลูก คุณแม่เป็นอะไรหรือคะ”

เนื้ออุ่นจำได้ว่าเธอแทบจะกระโดดเกาะแขนหมอแล้วเขย่าแรงๆ เร่งเร้าให้หมอรีบตอบคำถามคลายความคับข้องใจของเธอเสียที

“คุณแม่คุณเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคนี้เป็นโรคที่เกิดยากมาก ในประเทศไทยมีไม่กี่คนที่เป็นโรคนี้”

“เกิดขึ้นได้ยังไงคะ ทำไมแม่ถึงเป็นโรคแปลกๆ แบบนี้ แล้วเป็นอันตรายหรือเปล่าคะคุณหมอ เหมือนโรคหัวใจไหม”

“เกิดจากการสปาร์คกันของขั้วหัวใจ หัวใจคนเราจะมีกระแสไฟอยู่ อาการแบบนี้ก็คล้ายกับคนถูกไฟช็อต เมื่อมันสปาร์คเข้าคนไข้ก็จะเกิดอาการ”

“เมื่อก่อนคุณแม่ไม่เป็นอย่างนี้นะคะ”

“อาการเพิ่งจะเริ่มรุนแรงขึ้นน่ะครับ โรคนี้จะออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้เลย ไม่ต่างจากโรคหัวใจ แถมยังเกิดอาการได้ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่มีการบอกเหตุ สาเหตุที่โรคนี้แสดงตัวออกมาก็คงเพราะความเครียด ความกังวล พักผ่อนไม่พอ หรือทำงานหนักมากเกินไป แต่หากไม่เครียด ไม่เหนื่อยก็ยังเป็นได้นะครับ หัวใจของคนเราจะเต้นปกติใช่ไหมครับ แต่หัวใจของแม่คุณจะเต้นเร็วกว่ามาก 200 ครั้งต่อนาทีเลยล่ะครับ ตอนนี้หมอให้ยาชะลอการเต้นของหัวใจแล้ว ต้องรอดูอาการว่ายาจะช่วยได้แค่ไหน ถ้าใช้ยาได้ดีก็เป็นผลดี แต่ถ้ายาจำนวนนี้ใช้ไม่ได้ผลก็ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นไปอีก ช่วงนี้คงจะต้องให้นอนอยู่ในห้องไอซียูไปก่อนสัก 2 คืนนะครับ”

“ยินดีค่ะ แล้วตอนนี้เข้าไปเยี่ยมแม่ได้หรือยังคะ”

คุณหมอพยักหน้าอนุญาต เนื้ออุ่นจึงเดินเข้าห้องไอซียูอย่างไม่รอช้า คุณน้ำทองฟื้นแล้วในสภาพค่อนข้างจะอิดโรย พอได้เห็นหน้าลูกสาวคนป่วยก็ดูจะมีกำลังใจดีขึ้น รอยยิ้มเซียวๆ ประดับบนริมฝีปาก

“ยัยอุ่นลูกแม่ กลับมาเมื่อไหร่ลูก” เสียงแหบแห้งดังแผ่วพอจะได้ยิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป