บทที่ 10 อยากลองดีกับเธอละสิ!
“แต่ส้มเกลียดหมอนั่น คนเลว! เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะไปพ้นๆ บ้านเราเสียทีคะ เมื่อไหร่ยายผู้หญิงคนนั้นจะคืนคุณพ่อให้ส้มสักที” เสียงฮึดฮัดไม่สบอารมณ์
“ตายจริงคุณหนู ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ เดี๋ยวคุณปราบเธอมาได้ยินเข้า”
“ได้ยินก็ดีสิคะ จะได้ไปๆ ให้พ้นบ้านเราสักที ส้มเกลียดขี้หน้าจะตายแล้ว ไหนจะยายพี่สาวอีกคน อย่าคิดว่ารู้ไม่ทันว่ามันประจบให้คุณพ่อพาไปเที่ยวสองต่อสอง” หญิงสาวเม้มปากอย่างขุ่นเคือง “หึ! คอยดูนะ ส้มจะทำทุกวิถีทางให้สองพี่น้องนั่นกระเด็นออกไปจากบ้านเราให้เร็วที่สุด ต่อให้ต้องใช้วิธีสกปรกก็ตาม”
“โธ่...คุณหนูคะ” นางรื่นรมย์ได้แต่ส่ายหน้าระอาในความเจ้าคิดเจ้าแค้น มองตามหลังนายสาวที่ผละวิ่งขึ้นห้องไป โดยไม่รู้เลยว่ามีใครแอบมองอยู่ห่างๆ อย่างเข่นเขี้ยว
ปราบดากัดฟันกรอด หลังได้ยินคำประกาศศึกจากหญิงสาวร่วมบ้านเต็มสองหู ลำพังตัวเขานั้นไม่แคร์อยู่แล้วว่าเธอจะมาไม้ไหน แต่ถ้าเด็กคนนั้นจ้องจะเล่นงานพี่สาวสุดที่รักของเขา งานนี้เขาคงจะปล่อยเธอไปไม่ได้เสียแล้วสินะ แต่คนหัวดื้อแบบวิศราคงปราบด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ เขาต้องหามาตรการขั้นเด็ดขาดมาจัดการกับเธอตามแบบของเขา
มาลองดูกันสักตั้ง ระหว่างคุณหนูตัวร้ายกับนายปราบดาคนนี้ ใครจะอยู่จะไปกันแน่ นึกอยากรังแกเด็กขึ้นมาเสียแล้วสิ!
หลายวันผ่านไป วิศราดูจะเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบผิดปกติ ส่วนสมาชิกอีกคนของบ้านก็แทบไม่สุงสิงกับใคร ทั้งสองอยู่แบบต่างคนต่างอยู่ราวกับกำลังดูเชิงกันในที แต่ถึงกระนั้นวิศราก็ยังคงนำความปวดหัวมาให้แก่ชายหนุ่มผู้อาศัยได้ไม่เว้นวัน เริ่มต้นที่การสั่งงดตั้งโต๊ะอาหารทั้งสามมื้อ ห้ามทำอาหารเผื่อเขาโดยเด็ดขาด ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ให้แก่ปราบดาเลยแม้แต่อย่างเดียว และแม้ทุกคนแอบไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งคุณหนูของบ้านเพราะเกรงว่าจะถูกลูกหลงโดนเล่นงานไปด้วย หนักข้อเข้าอาจโดนไล่ออกขึ้นมา แล้วใครมันจะกล้าเสี่ยง
“คุณหนูทำเกินไปหรือเปล่าคะ” เป็นแม่บ้านใหญ่ที่กล้าปรามหญิงสาวหัวดื้อ
“ส้มทำอะไรคะป้า” คนถูกปรามลอยหน้าถามแบบไม่ทุกข์ร้อน
“ก็...เอ่อ ไปแกล้งคุณปราบแบบนั้น ป้าว่ามันเกินไป ยังไงก็อยู่บ้านเดียวกัน...”
“ช่วยไม่ได้ค่ะ ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้อยากไสหัวไปไหนก็สุดแล้วแต่ ก็แค่กาฝากที่มาขออาศัยบ้านเราซุกหัวนอน ทำไมส้มต้องแคร์ด้วยล่ะคะ”
“ตายแล้วคุณหนู ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ น่าตีจริงเชียว ถ้าคุณพ่อทราบเข้าจะว่ายังไงคะ แล้วไหนจะคุณปราบอีก” คนสูงวัยกว่าอดเป็นกังวลไม่ได้ เกรงว่านายสาวจะถูกลงโทษอีก แต่วิศรากลับยักไหล่
“ช่างเขาสิคะ น้ำหน้าอย่างตานั่นจะมีปัญญามาทำอะไรส้มได้ แต่ถึงจะมีก็ฝันไปเถอะว่าส้มจะยอมให้ทำฝ่ายเดียวโดยไม่โต้ตอบ”
“พุทโธ่...คุณหนูจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไปถึงไหนคะ ป้าก็ไม่เห็นว่าคุณๆ ทั้งสองคนนั้นจะทำอะไรคุณหนูสักหน่อย มีแต่คุณหนูที่เกเรไปแกล้งรังแกเขาก่อนทุกที”
“นี่ป้าคิดจะเข้าข้างพวกนั้นแล้วเป็นศัตรูกับส้มอีกคนเหรอคะ” คนฟังได้แต่ส่ายหน้าหนักใจกับความเอาแต่ใจไม่รู้จักโตของนายสาว “ไม่รู้ละ ส้มเกลียดคนพวกนั้น ถ้ามีเขาก็ต้องไม่มีส้มในบ้านหลังนี้ คอยดูสิ ส้มจะทำให้เขาอยู่ไม่เป็นสุขเลยทั้งพี่ทั้งน้อง คอยดู!”
คนฤทธิ์มากเชิดหน้าอย่างถือดี โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เธอกำลังกล่าวถึงได้ยินทุกคำพูดนั่นเต็มสองหู
แม้รู้ดีว่าถูกแกล้งแต่ปราบดาก็ไม่ได้ยี่หระกับความเอาแต่ใจไร้เหตุผลของลูกเลี้ยงของพี่สาว เขายังคงนิ่งเฉยเป็นการตอบโต้ เพราะรู้ดีว่ายิ่งเขาไม่อนาทรร้อนใจอะไร มันก็จะยิ่งทำให้แม่สาวจอมพยศขัดใจที่ทำอะไรเขาไม่ได้ไปเอง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้รอเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแต่กำลังรอคอยจังหวะเหมาะในการตอบโต้ยายตัวร้ายอยู่เงียบๆ ต่างหาก ดูเหมือนบ้านจะสงบแต่คลื่นใต้น้ำบางอย่างกำลังก่อตัวรอวันปะทุ
บ่ายวันหนึ่ง...วิศราขับรถกลับบ้านไวกว่าปกติหลังจากทำกิจกรรมรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัย ทั้งตากแดดร้อนๆ ทั้งต้องทำกิจกรรมตามที่รุ่นพี่สั่ง ทำให้คุณหนูผู้ไม่เคยลำบากอย่างเธอครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาตงิดๆ แต่พอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านเธอก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที เมื่อพบว่าที่จอดรถประจำตัวถูกรถเก๋งสีดำกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งบังอาจจอดแทนที่
ปริ๊น!
หญิงสาวกดแตรดังลั่นอย่างขัดใจ คนขับรถวิ่งตึงๆ เข้ามาอย่างรู้อารมณ์นายสาว
“นี่รถใครกัน” เสียงเกรี้ยวกราดทำเอาคนฟังเย็นสันหลังวาบ
“เอ่อ...รถคุณปราบดาครับ”
“แล้วลุงไม่ได้บอกเหรอว่านี่ที่จอดประจำของฉัน” คนขับรถประจำตัววิศรุตอึกอัก สีหน้าลำบากใจ มีหรือที่เขาจะไม่บอก แต่ก็นั่นแหละเจ้าของรถหนุ่มฟังเสียก็ดีหรอก
“เอ่อ...ผมบอกแล้วครับ แต่...”
ดวงตาสวยวาววับ แต่...หมอนั่นอยากลองดีกับเธอละสิ!
