บทที่ 9 หมาหัวเน่า
“ปราบ พี่กำลังคิดว่าเรามาทำให้บ้านคุณวิศเดือดร้อนหรือเปล่า พี่น่าจะเชื่อปราบแต่แรก เราไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย” ปุริมาเอ่ยเสียงเครือ น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้รินอาบแก้ม
คนเป็นน้องชายถอนหายใจอีกเฮือก ก่อนโอบร่างที่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้นเข้ามากอดปลอบโยนอย่างเห็นใจ เขาเคยได้ยินแต่ว่าแม่เลี้ยงส่วนใหญ่จะร้ายกาจกับลูกเลี้ยง แต่เพิ่งเคยเจอนี่แหละที่แม่เลี้ยงใจดีกลับถูกลูกเลี้ยงจอมร้ายกาจรังแกเอาทุกครั้งที่มีโอกาส
“พี่ปูรักพี่วิศหรือเปล่าครับ” คนเป็นน้องเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่สาวคลายสะอื้นลงแล้ว
“ทำไมถามพี่แบบนั้นล่ะจ๊ะ ถ้าไม่รักพี่จะมายอมทนแบบนี้ทำไม”
“นั่นสิครับ จะทนทำไม” ชายหนุ่มจ้องหน้าพี่สาวอย่างจริงจัง
ปุริมานิ่งอึ้งไป ที่ผ่านมาเธอพยายามจะอดทน เพราะเห็นแก่สามีที่มีน้ำใจและเอื้ออาทรกับเธอมาตลอด เธอรักเขามากจึงไม่อยากทำให้เขาต้องหนักใจ อะไรยอมได้ก็ยอมไป แต่นั่นกลับทำให้ลูกเลี้ยงสาวยิ่งเกเรหนักข้อขึ้นทุกวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อใจ ทำอย่างไรนะเธอถึงจะเอาชนะใจวิศราได้ เธอไม่อยากเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเลยจริงๆ
“พี่ควรทำยังไงดีปราบ พี่คิดอะไรไม่ออกแล้ว”
น้ำเสียงอ่อนล้าของพี่สาวทำให้คนเป็นน้องนึกโกรธตัวต้นเหตุขึ้นมาติดหมัด แต่เขาก็ทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก ตราบใดที่พี่เขยผู้เป็นเจ้าของบ้านยังอยู่บ้านแบบนี้ ถึงปราบดาจะเป็นน้องชายปุริมาแต่อย่างไรก็เป็นคนนอก เป็นผู้อาศัยที่ต้องเกรงใจเจ้าของบ้านอยู่ดี และดูเหมือนพี่เขยของเขาเองก็ไม่สามารถจัดการปราบลูกสาวสุดที่รักได้เด็ดขาด พี่สาวของเขาจึงต้องมารับเคราะห์เจ็บตัวช้ำใจรายวันแบบนี้
ไม่ได้การละ เขาคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว!
“ทำไมพี่ปูไม่ลองชวนพี่วิศไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ สักพักล่ะครับ ตั้งแต่แต่งงานกันมาพี่สองคนยังไม่ได้ฮันนีมูนกันเลย” ปราบดาเสนอทางออก
“แต่คุณวิศงานยุ่งนี่นา ไหนจะเรื่องหนูส้มอีก เฮ้อ...เขาคงไม่ยอมไปหรอก”
“ลองชวนดูก่อนสิครับ ไปพักผ่อนสมองไกลๆ จากความวุ่นวายเสียบ้าง พี่วิศทำงานหนักทุกวันน่าจะได้พักผ่อนบ้าง ส่วนทางนี้ไม่ต้องห่วงผมจะคอยดูแลให้เอง” หนักข้อนัก พ่อจะปราบพยศให้เข็ดจนจำไปตลอดชีวิตเลย
“ก็ได้จ้ะ งั้นพี่จะลองดู” ปุริมายิ้มอ่อน ส่วนคนเป็นน้องชายตาวาววาบแอบยิ้มมีเลศนัย
วิศรุตเงยหน้ามองเลขาฯ ที่ควบตำแหน่งภรรยาของเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน น้อยครั้งนักที่ปุริมาจะขอร้องอะไรเขาสักครั้ง และสิ่งที่เธอขอก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเกินไป
“ผมเห็นด้วยกับปราบนะ ดีเหมือนกัน เราไม่ได้เที่ยวด้วยกันนานแล้ว ไปพักบ้างก็ดี ว่าแต่คุณอยากไปไหนล่ะครับ”
“ไปไหนก็ได้ค่ะ ปูตามใจคุณ”
“งั้นไปญี่ปุ่นดีไหม ใกล้ดี ช่วงนี้งานผมไม่ค่อยยุ่งแล้ว เดี๋ยวผมให้คนช่วยจองตั๋วกับที่พักให้ ไปกันศุกร์นี้เลย อยู่เที่ยวสักอาทิตย์สองอาทิตย์กำลังดี”
“แล้วหนูส้มล่ะคะ” ปุริมามีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย “เราชวนเธอไปด้วยกันดีไหมคะ”
“อืม ก็ดีเหมือนกัน หลังๆ มานี่ผมไม่ค่อยได้เที่ยวกับลูกเลย เอาแต่ทำงาน เขาคงน้อยใจพ่ออยู่”
“แล้ว...ถ้าเธอไม่ยอมไปล่ะคะ”
“อืม...ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ยังไงผมคงต้องลองชวนแกดูอีกที ได้ยินว่าช่วงนี้ลูกติดเรียนหนักแถมมีรับน้องด้วย ไม่รู้ว่าจะไปกับเราได้ไหม แต่ถ้าทริปนี้เขาไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนี่ เอาไว้ช่วงปิดเทอมเราค่อยพายายหนูไปอีกหนก็ได้ ถึงยังไงเขาก็เที่ยวญี่ปุ่นบ่อยจนเบื่อแล้ว หรือคุณว่ายังไง”
“ปูยังไงก็ได้ค่ะ ตามใจคุณเถอะ” หญิงสาวฝืนยิ้มอย่างเจียมตัว แม้แก้มข้างที่ถูกตบจะยังระบมแต่เธอก็ไม่ยอมบอกให้สามีทราบถึงวีรกรรมของลูกสาว ด้วยรู้ว่าสามีเป็นคนที่รักลูกมาก เธอจึงเกรงว่าหากเขารู้อาจจะไม่สบายใจ
แต่จนแล้วจนรอดวิศรุตก็ไม่มีโอกาสได้ชวนหรือบอกเรื่องไปเที่ยวกับลูกสาวอย่างที่ตั้งใจ เพราะวิศราตั้งใจหลบหน้าผู้เป็นพ่อ และไม่ยอมรับโทรศัพท์ด้วยยังโกรธไม่หายที่ถูกพ่อตบ ทำให้เธอเป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้ข่าวในวันที่วิศรุตและปุริมาเดินทางไปญี่ปุ่นแล้ว
“ว่าไงนะ! คุณพ่อไปญี่ปุ่นกับผู้หญิงคนนั้นสองต่อสองเหรอคะ”
วิศราถึงกับยืนอึ้งหน้าถอดสีเมื่อทราบข่าวจากแม่บ้านคนสนิท ความเสียใจน้อยใจทวีคูณจากเดิมอีกเป็นร้อยเท่า นี่เธอกลายเป็นหมาหัวเน่าอย่างที่หมอนั่นตราหน้าไว้จริงๆ ใช่ไหม
“อะไรกันคะ ทำไมพ่อไม่เห็นบอกส้มเลยว่าจะไปญี่ปุ่นกับยาย...” หญิงสาวกำหมัดแน่นระงับอารมณ์ขุ่นมัว เธอไม่อยากเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้นด้วยซ้ำ “พ่อคงไม่รักส้มแล้วจริงๆ สินะ ถึงปล่อยให้ส้มอยู่กับพวกเสือสิงห์กระทิงแรดอย่างนายปราบดานั่นตามลำพังแบบนี้”
วิศรายังไม่ลืมความเจ็บใจที่ถูกคนอาศัยฟาดก้นจนระบมไปหลายวัน
“โถ...คุณหนูขา ไม่เอาค่ะ พูดอะไรแบบนั้นไม่น่ารักเลย คุณหนูไม่ได้อยู่กับคุณปราบตามลำพังสักหน่อย ป้าก็อยู่นี่คะ คนในบ้านเราก็ออกเยอะแยะ เดี๋ยวไม่กี่วันคุณพ่อก็กลับนะคะทูนหัว” หญิงมากวัยกว่าจะเข้าไปกอดปลอบใจ แต่อีกฝ่ายขืนตัวไว้
