บทที่ 2 2
ณ ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งแถวชานเมือง ร้านประจำของเขมจิราหญิงสาวที่ภาคีรัก เธอชอบออดอ้อนให้เขาพามาทานที่นี่อยู่เป็นประจำ ภาคีไม่เคยรู้เลยว่ากุลนิภาโทร. มาจองไว้ ทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ทำไมคุณไม่บอกว่าจะมาทานร้านนี้” เขาหันไปมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว กุลนิภาฝืนยิ้มหวานหยดกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
“กุลก็เพิ่งทราบว่าเป็นที่นี่ตอนที่มาถึง พอดีเลขาฯ กุลเป็นคนจัดการให้ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว เราเข้าไปทานอาหารข้างในร้านกันเถอะค่ะ ดูสิ คนมองเราใหญ่แล้ว”
ภาคีฝืนใจเดินเข้าไปภายในร้าน โดยมีกุลนิภาควงแขนไว้ไม่ยอมปล่อย สร้างจุดสนใจให้แก่ผู้คนภายในร้านเป็นอย่างมาก สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องอยู่ที่เขาและเธอ พรุ่งนี้คงไม่พ้นต้องตกเป็นข่าวในหน้าสังคมให้เขาเม้าท์กันจนมันปาก ว่าเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างภาคี อัครภาค ควงไฮโซสาวสวยอย่างกุลนิภามารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันสองต่อสอง
พนักงานต้อนรับประจำร้าน เดินนำทั้งคู่ไปยังห้องอาหารวีไอพี ที่ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยหรู สมเป็นห้องอาหารที่ดีและน่านั่งที่สุดของร้าน เพราะสามารถมองเห็นสวนหย่อมขนาดเล็กด้านนอกที่ทางร้านจัดไว้อย่างสวยงาม ตามมาด้วยพนักงานเสิร์ฟ ที่นำเครื่องดื่มและอาหารที่สั่งไว้ก่อนหน้าจะมาถึง เข้ามาเสิร์ฟโดยไม่ต้องนั่งรอให้เสียเวลา หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ กุลนิภาวางแผนไว้ในใจว่าจะชวนภาคีไป ช็อปปิ้งเครื่องประดับต่อ
“คีย์เราไปช็อปเครื่องประดับกันต่อนะคะ กุลอยากได้แหวนไว้ใส่เล่นสักวง”กุลนิภาแนบหน้ากับไหล่กว้างออดอ้อนขณะเดินควงกันออกมาที่หน้าร้านอาหาร
ภาคีก็หาได้สนใจฟังไม่ เอาแต่ชะเง้อคอมองหาสมชายคนขับรถที่สั่งให้มารอรับ พร้อมกันนั้นก็พยายามแกะมือหญิงสาวออกไปด้วยความรำคาญ ทำให้ฝันหวานของกุลนิภาที่คิดไปถึงไหนต่อไหนพังทลายลงไปในชั่วพริบตา
และชายหนุ่มกลัวว่าหากควงสาวใดออกหน้าออกตา คงไม่พ้นจะต้องตกเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ข่าวนี้จะทำให้เขาถูกมารดาเรียกตัวไปพบเป็นแน่ เพราะท่านไม่ปลื้มกุลนิภาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ขอโทษด้วยนะกุล ผมต้องรีบไปทำธุระต่อ” ณ ตอนนี้ในหัวของภาคีคิดถึงแต่เรื่องของเขมจิราเท่านั้น
“เอ...ช่วงบ่ายคุณว่างไม่ใช่หรือคะ” กุลนิภาเผลอหลุดปากออกมาเท่านั้นแหละ ภาคีจึงตวัดหางตาหันไปมอง ด้วยความไม่พอใจ
“คุณกำลังล้ำเส้นนะกุลนิภา ลืมข้อตกลงระหว่างเราไปแล้วหรือไง”
น้ำเสียงที่ขุ่นเคืองจัด ทำกุลนิภาแทบร้องไห้ เธอเอื้อมมือไปแตะต้นแขนแกร่งแผ่วเบา หวังให้ภาคีเห็นใจเหมือนเคย แต่เปล่าเลย ชายหนุ่มกลับสะบัดออกด้วยความขุ่นเคืองใจ ที่เธอมาทำลุ่มล่ามในที่สาธารณะชน ซึ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย เขาไม่ชอบใจเลยสักนิดเดียว
การกระทำของนักธุรกิจหนุ่มสร้างความอับอายให้กุลนิภาเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อยากให้ภาคีตัดความสัมพันธ์กันในตอนนี้จึงต้องยอมไปก่อน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เธอต้องลงทุนลงแรงอะไรไปมากมายเหลือเกิน และความสัมพันธ์ของตนกับภาคีกำลังไปได้สวย เธอยังไม่อยากทำลายมันด้วยน้ำมือของตัวเอง หากยิ่งแรง ภาคีจะยิ่งแรงกลับ เธอรู้จักตัวตนเขาดีกว่าใคร
ภาคีสามารถตัดเธอออกจากชีวิตได้โดยไม่แคร์อะไร แต่เธอสิขาดเขาไม่ได้ และในใจลึกๆ กุลนิภากำลังนึกอิจฉาใครบางคน ที่สามารถเปลี่ยนให้ชายหนุ่มกลายเป็นอีกคนเมื่ออยู่ใกล้ ความรัก ความอบอุ่น และการเอาใจใส่คงมีเพียงแต่ผู้หญิงที่ชื่อเขมจิราเท่านั้นที่ได้รับ ซึ่งเธอไม่เคยได้รับมันเลย และอยากให้เขาปฏิบัติกับเธอเหมือนที่เขาปฏิบัติต่อเขมจิราบ้าง สักนิดก็ยังดี
“โอเคค่ะ ไว้โอกาสหน้าเราค่อยไปกันก็ได้” หญิงสาวเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าไป หวังจะจุมพิตที่ปลายคาง แต่ภาคีกลับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทำให้กุลนิภาแทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมา แต่จำต้องสะกดอารมณ์ไว้อย่างยิ่งยวด ไม่ให้ร้องออกมา เพราะนี่คือภาคี แต่ถ้าเป็นคนอื่น เธอจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด “กุลกลับก่อนนะคะ”
ภาคีสั่งให้คนขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังงามของเขมจิราทันที โดยไม่รู้ตัว ว่าถูกสะกดรอยตาม ตั้งแต่ออกจากร้านอาหาร อาจเพราะชายหนุ่ม กังวลเรื่องเขมจิรามากเกินไป จนไม่คิดจะสังเกตสิ่งผิดปกติรอบข้าง
“สวัสดีครับคุณน้า” ภาคียกมือขึ้นทำความเคารพมารดาของเขมจิรา ทันทีที่เดินเข้ามาภายในห้องรับแขกของบ้านหลังใหญ่ และพบว่าท่านกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟารับแขกสุดหรู ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี
“อ้าวตาคีย์! ไปไงมาไง ถึงได้แวะมาที่บ้านได้ วันนี้ว่างหรือจ๊ะ เอ...น้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน งานหมั้นยายเขมใช่ไหมลูก” คำพูดซื่อๆ ของภัคจิราไปสะกิดใจภาคีอย่างแรง มันเป็นคำพูดที่ตอกย้ำว่าเขาไม่มีสิทธิ์ ในตัวเขมจิราอีกแล้ว
“ใช่ครับ ช่วงนี้ผมงานยุ่งมากก็เลยไม่ได้มากราบคุณน้าบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยเท่านั้น ภัคจิราจึงยิ้มตอบด้วยความเอ็นดู นี่ถ้าบุตรสาวของนางไม่หมั้นหมายไปเสียก่อน ตำแหน่งว่าที่ลูกเขยก็ไม่พ้นจะต้องเป็นภาคีแน่นอน
“จ้ะ พ่อคนปากหวาน แล้วก็อย่าหักโหมงานจนไม่สบายล่ะ แม่เราจะเป็นห่วง”
“ครับคุณน้า”
“แล้วเมื่อไรจะเป็นฝั่งเป็นฝาสักที เห็นแม่เราบ่นว่าอยากได้ลูกสะใภ้กับน้าอยู่บ่อยๆ อายุก็ใช่น้อยแล้วนะเรา”
“คุณแม่ก็บ่นไปแบบนั้นละครับ คุณน้าอย่าสนใจเลย” ภาคีคุยกับภัคจิรา แต่สายตาคมเข้มกลับสาดส่องมองหาเขมจิราไปรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา
“แล้วน้องหนูละครับคุณน้า ตั้งแต่ผมมายังไม่เจอน้องเลย” น้องหนูคือชื่อที่ภาคีเรียกขานเขมจิรามาตั้งแต่เยาว์วัย เพราะเขาไม่มีน้องสาว จึงเอ็นดูหญิงสาวเป็นพิเศษ
“โน่น! นั่งเล่นอยู่ริมสระบัวตั้งแต่เช้าแน่ะ”
“ถ้างั้นผมขอตัวไปหาน้องก่อนนะครับ” เมื่อได้คำตอบชายหนุ่มไม่รอช้า รีบขอตัวไปหาเขมจิราทันทีโดยไม่รีรอ
“จ้ะ ตามสบาย”
