บทที่ 7 7
กานต์ธิดาทนเห็นภาพบาดตาไม่ไหว จึงหยุดมอง ก้มหน้าลงไปอ่านเอกสารแทน แต่ยังคอยตะแคงหูฟังตลอดเวลา อยากรู้ว่าสองคนนั้นสนทนาอะไรกัน
“กานต์ธิดา!” เขาตวาดเรียกเธอเสียงเข้มจัด ต่างกับเขมจิราราวฟ้ากับเหว
“คะ ท่านประธาน” กานต์ธิดาเงยขึ้นมามอง แต่ตาเจ้ากรรมกลับมองไปที่ต้นแขนแกร่ง ที่ผู้หญิงคนนั้นกอดอยู่อย่างสนิทสนมเสียนี่ ใจเธอถึงกับเจ็บแปลบขึ้นมาทันที
“ฉันจะออกไปทานข้าวข้างนอก ช่วงบ่ายคงจะไม่เข้ามา ถ้าลูกค้าโทร. มา เธอก็รับหน้ารับงานแทนฉันด้วยแล้วกัน เข้าใจหรือเปล่า”
“เข้าใจค่ะท่านประธาน” เธอตอบรับคำสั่งเสียงแผ่วอย่างคนหมดหวัง อีกทั้งเจียมตัว
“พี่คีย์ไม่ชวนคุณเลขาฯไปทานข้าวด้วยล่ะคะ” เขมจิรายิ้มหวานให้เลขาฯพี่ชายต่างสายเลือด ในแบบฉบับของเธอ
“พี่ไม่ชอบทานข้าวกับคนอื่น เดี๋ยวจะพานกินไม่ลง” คำตอบของชายหนุ่ม ทำให้กานต์ธิดาถึงกับหน้าเจื่อนไป จนเขมจิราเห็นแล้วสงสาร
“พี่คีย์ทำไมพูดอย่างนั้นละคะ” เขมจิราชักสีหน้าตำหนิพี่ชายต่างสายเลือดยกใหญ่ ที่ทำให้คุณเลขาฯคนสวยเสียใจ
“ไปกันเถอะ พี่หิวแล้ว” เขารู้สึกหงุดหงิดที่น้องน้อย ให้ความสำคัญเลขาฯสาวมากเกินไปจึงรีบชวน นี่ถ้าเขมจิรารู้ว่ากานต์ธิดาเป็นใคร เธอยังจะพูดอย่างนี้อีกหรือเปล่า เขาทิ้งความคิดอันเจ็บปวดนั้นไว้ไม่อยากคิดต่อ แล้วรีบเดินนำน้องน้อยออกจากห้องทำงานไป
“ค่ะพี่คีย์ ขอตัวก่อนะคะคุณ...”
“กานต์ธิดาค่ะ”
“เขมจิราค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เขมจิรารีบเดินตามภาคีออกไป เธอรู้สึกงุนงงในท่าทีของชายหนุ่มที่แสดงออกต่อเลขาฯ คนสวยคนนั้นไม่น้อย ทำไมพี่คีย์ต้องทำตัวหยาบกระด้างกับเลขาฯคนสวยขนาดนั้นด้วย โกรธเกลียดอะไรนักหนา
“ทำไมรีบออกมาจังคะ น้องหนูคุยกับคุณเลขาฯยังไม่จบเลย” หญิงสาวเดินเข้ามาหาเขา ที่ยืนหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์อยู่หน้าห้องทำงาน
“ทำไมทำหน้าเครียดแบบนี้ล่ะคะ เดี๋ยวก็แก่ก่อนวัย สาวๆ หนีหมดไม่รู้ด้วยน้า!” เขมจิราแอบแซวคนหน้าเข้มอยากให้เขายิ้ม แล้วเธอก็ได้เห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มอีกครั้ง
“เรานี่จริงๆ เลยนะน้องหนู”
เขายิ้มแล้วยกมือขึ้นไปขยี้ศีรษะหญิงสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“พี่คีย์ ผมน้องหนูยุ่งหมดแล้วนะ”
เขมจิราลูบผมที่ยุ่งเหยิงของตนให้เข้าทรงดังเดิม
“โอเคยังคะ” เธอมองเขาตาแป๋วรอคำตอบ
“ในสายตาพี่ น้องหนูดูดีทุกอย่างครับ”
“ค่า งั้นเราไปกันเถอะค่ะ น้องหนูเริ่มหิวแล้ว” เขมจิราลูบท้องตัวเองเบาๆ
‘ก็เธอน่ารักแบบนี้ไง เขาถึงตัดใจจากเธอไม่ได้สักที’ ภาคีคิดเศร้าในใจ โดยไม่รู้ว่ามีใครอีกคนที่ยืนอยู่หลังประตูห้องทำงาน แอบมองมาด้วยสายตาที่เจ็บปวดรวดร้าว และเศร้าใจไม่แพ้กัน
“นี่คงเป็นผู้หญิงที่เขารักสินะ เธอทั้งสวยและนิสัยดีแบบนี้เอง ถึงได้ครอบครองหัวใจเขาได้ทั้งดวง” กานต์ธิดาคิดเพียงลำพังในใจ
ช่วงบ่ายชายหนุ่มไม่ได้กลับเข้ามาอีกอย่างที่บอกไว้ ทำให้กานต์ธิดา มีสมาธิในการอ่านเอกสารมากขึ้น และเวลาก็ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เมื่อเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น
“น้องธิดา ยังไม่กลับบ้านอีกหรือคะ นี่ห้าโมงเย็นแล้วนะคะ เลยครึ่งมาแล้วด้วย เลิกงานกลับบ้านได้แล้วค่ะ” จารุณีบอกกล่าวด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอเห็นว่ากานต์ธิดานั่งทำงานอยู่ในห้องทั้งวัน ไม่ยอมออกไปทานข้าวตั้งแต่เที่ยง
“งานยังไม่เสร็จเลยค่ะพี่ณี เหลืออีกตั้งเยอะ”
“ค่อยมาทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ”
“แต่ท่านประธานให้ธิดาสรุปผลให้เย็นนี้นะคะ ธิดาต้องทำให้เสร็จ ยังกลับไม่ได้” หญิงสาวหวังลบคำสบประมาทที่เขาปรามาสไว้จึงไม่ยอมกลับ
“ท่านประธานนี่จริงๆ เล้ย ต้องให้คุณเขมจัดการแล้วล่ะค่ะ” ชื่อเขมจิราไปสะกิดใจกานต์ธิดาเข้าอย่างจัง เธอเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนี้
“งั้นพี่ไม่กวนน้องธิดาแล้ว เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จ มีอะไรโทร. หาพี่ได้นะคะ”
“ขอบคุณมากๆ ค่ะพี่ณี” กานต์ธิดายิ้มรับไมตรีที่รุ่นพี่มอบให้ พร้อมกล่าวขอบคุณ หลังจารุณีเดินออกไป กานต์ธิดาก็หันกลับมาสนใจงานที่ได้รับมอบหมายต่อ ทำเพลินจนลืมเวลา เงยหน้าขึ้นมามองนาฬิกาอีกที ก็จวบจนห้าทุ่มแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่หญิงสาวทำงานจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
กานต์ธิดานำงานที่ทำเสร็จเรียบร้อย ไปจัดวางไว้ที่โต๊ะทำงานของภาคี หลังจากนั้นเธอเดินไปหยิบกระเป๋าและเดินออกจากห้องทำงานไป ทันใดนั้นหญิงสาวก็รู้สึกปวดท้องจี๊ดขึ้นมา จนต้องเอามือกุมท้องไว้ และพยายามฝืนเดินไปให้ถึงลิฟต์
“กานต์ธิดา”
“ว้าย!” เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าใครจะอยู่แถวนี้
“ตกใจอะไรนักหนา” เสียงเข้มเอ่ยถาม ขณะที่หญิงสาวมารู้สึกตัวอีกที ก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของภาคีแล้ว
“ท่านประธาน” กานต์ธิดาครางเรียกชายหนุ่มเบาๆ และเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก็ราวกับต้องมนต์สะกด นาทีที่เงียบงันจึงเกิดขึ้น
