บทที่ 11 บทที่ 10 สาวเนื้อหอม

วันรุ่งขึ้น

ณ คฤหาสน์ของตระกูลวอล์กเกอร์

มาร์คอส ดารินทร์ มาร์วิน และพราวมุกนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารใหญ่เหมือนอย่างเช่นทุกเช้าที่พวกเขาจะต้องกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาโดยมีมาร์คอสคนที่ใหญ่สุดในบ้านนั่งอยู่ที่เก้าอี้หัวโต๊ะอาหาร และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์พราวมุกจึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย

 “มุก..เมื่อวานไปแคสงานถ่ายแบบมาเป็นยังไงบ้างล่ะลูก” ดารินทร์เอ่ยถามลูกสาวเสียงนุ่มนวล

 “ราบรื่นดีค่ะคุณแม่ แต่ต้องรอประกาศผลอีกหนึ่งอาทิตย์ค่ะ” พราวมุกตอบกลับมารดา

 “แม่ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะจ๊ะ” 

 “ขอบคุณค่ะ” 

พราวมุกส่งยิ้มหวานให้มารดา ส่วนมาร์วินนั่นก็นั่งฟังทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมาทั้งนั้น

 “มาร์วิน พราวมุก วันนี้มีงานประมูลเครื่องเพชรนะ ลูกทั้งสองคนต้องไปงานด้วยนะ” มาร์คอสพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 “ค่ะพ่อ/ครับ” 

มาร์วินและพราวมุกเอ่ยพร้อมกัน ไม่ว่าจะมีงานเลี้ยงหรืองานสังคมของแวดวงไฮโซอะไรก็ตามทั้งงานเล็กงานใหญ่ มาร์คอสจะให้มาร์วินและพราวมุกไปร่วมงานเสมอเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงศ์ตระกูล อีกทั้งยังเพื่อให้ลูกชายได้ไปพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจหลายๆ คนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน

ช่วงเย็นของวัน ทั้งช่างแต่งหน้าและช่างแต่งตัวหลายคนเข้ามาในคฤหาสน์เพื่อแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับลูกสาวลูกชายของตระกูลวอล์กเกอร์ มาร์วินไม่ชอบให้ใครเข้าไปเพ่นพ่านในคฤหาสน์ส่วนตัวของเขา ชายหนุ่มจึงให้ช่างฝีมือดีเข้ามาแต่งตัวให้ในห้องนอนเก่าบนคฤหาสน์หลักซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องนอนของพราวมุก

เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ร่างกำยำสวมชุดทักซิโด้สีเข้มกำลังยืนรอพราวมุกอยู่ข้างๆ รถคันหรูสีดำเงาสนิทโดยมีโจฮันบอดี้การ์ดคนสนิทยืนอยู่ใกล้ๆ มาร์วินตลอดเวลา

 “โจฮัน เอาบุหรี่มาสิ กูจะสูบ” มาร์วินเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

 “ไม่ได้ครับนาย ท่านมาร์คอสสั่งไว้ไม่ให้ดูดครับ เดี๋ยวกลิ่นจะติดเสื้อผ้าครับ” โจฮันตอบกลับอย่างกล้าๆ กลัวๆ

 “มึงนี่มันน่ากระทืบจริงๆ” 

 “ขอโทษจริงๆ ครับนาย” 

สิ้นเสียงของโจฮัน มาร์วินถอนหายใจออกยาวด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว

 “ยังไม่เสร็จอีกเหรอวะ” มาร์วินบ่นพึมพำกับตัวเอง

ในจังหวะนั่นเอง ร่างอรชรของพราวมุกสวมชุดราตรียาวสีทองรัดรูป ด้านบนดีไซน์คล้องคอเว้าไหล่แต่งลูกปัด ผ้าปักเหลื่อมทั้งชุด ผมยาวสลวยถูกปล่อยลงมาคลอเคลียแผ่นหลังแบบบางดันลอนปลายเล็กน้อย ใบหน้าของเธอถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางราคาแพงโทนชมพูแบบสาวหวานยิ่งทำให้พราวมุกดูโดดเด่นและน่ามองมากขึ้น

พราวมุกก้าวเดินมาใกล้ๆ มาร์วินมากขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองต้องมนต์สะกดไปชั่วขณะ เขายอมรับเลยว่านับวันๆ หญิงสาวก็ยิ่งสวยสะพรั่งขึ้นทุกวันๆ สวยจนเขาจะเริ่มมีความคิดที่ไม่ดีกับเธอแล้ว มาร์วินลอบกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับเบี่ยงหน้าหนีไปมองทางอื่น

 “ลีลาอยู่ได้ น่ารำคาญ” เสียงทุ้มของมาร์วินพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

 “ขะ..ขอโทษค่ะ” 

ชายหนุ่มทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่พราวมุกเอ่ย เขารีบหมุนตัวหันหลังขึ้นรถไปทันที พราวมุกก็รีบตามมาร์วินขึ้นรถไปติดๆ เพราะกลัวว่าเขาจะหงุดหงิดใส่เธออีก

ระหว่างทางทั้งสองคนเงียบใส่กันมาตลอด จวบจนถึงงานประมูลเครื่องเพชรที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง มาร์วินและพราวมุกก้าวลงมาจากรถคันหรูสีดำเงาพร้อมๆ กัน ผู้คนรอบข้างที่กำลังเดินเข้างานต่างพากันหันมองพวกเขาทั้งสองคนพร้อมกับคนตะลึงในความสวยหล่อของพวกเขาทั้งคู่

 “อย่าไปไหนไกลจากฉัน ฉันเบื่อจะต้องมาโดนพ่อแม่บ่นอีก” เสียงทุ้มของมาร์วินเอ่ยกระซิบข้างหูหญิงสาว

พราวมุกไม่ได้ตอบกลับอะไรไปแต่เธอกลับเม้มปากแน่นเพราะลมหายใจร้อนที่เป่ารดต้นคอและแก้มเนียนของเธอนั่นมันทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย

 “ได้ยินไหมเนี่ยพราวมุก” มาร์วินถามย้ำอีกครั้ง

 “ได้ยินค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ” 

สิ้นเสียงของพราวมุก พวกเขาทั้งสองพี่น้องก็ก้าวเดินเข้ามาภายในงานประมูลเครื่องเพชรช้าๆ เหล่าไฮโซและนักธุรกิจต่างสวมเสื้อผ้าที่ราคาหลายล้านพร้อมกับเครื่องเพชรเม็ดใหญ่มาเพื่อโอ้อวดกันถึงฐานะที่ร่ำรวยของตัวเอง

นักธุรกิจหลายคนเดินเข้ามาทักทายมาร์วินตามมารยาททางสังคม ส่วนพราวมุกทำได้แค่ยืนปั้นหน้าฉีกยิ้มสวยๆ อยู่ข้างๆ พี่ชายบุญธรรมหน้านิ่ง 

จนกระทั่งเพื่อนของมาร์วินเดินเข้ามาใกล้พวกเขาด้วยท่าทางอารมณ์ดีและเอ่ยทักทายมาร์วินกับพราวมุกน้ำเสียงสดใสร่าเริง

 “ไงไอ้เสือ..สวัสดีครับน้องพราวมุก” จัสตินหนุ่มหน้าฝรั่งเอ่ยขึ้น

 “สวัสดีค่ะ” พราวมุกยกมือขึ้นมาประนมกลางอกไหว้ทักทายเพื่อนของพี่ชายบุญธรรมอย่างอ่อนน้อม

มาร์วินตวัดสายตามองหน้าพราวมุกสลับกับจัสติน มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงสองข้างด้วยท่าทางสบายๆ จัสตินเองก็เอาจ้องมองพราวมุกไม่วางตา

 “สวยจัง” จัสตินเผลอตัวหลุดปากเอ่ยชมหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว

 “ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะมึง” มาร์วินบ่นเพื่อนของตัวเอง

 “เอ่ออ..โทษที กูลืมตัว” 

 “เดี๋ยวกูเข้าไปในงานก่อนนะ ไว้ว่างๆ กูไปเที่ยวเล่นที่บ้านมึงนะ” จัสตินเอ่ยต่อ

 “เออ” 

สิ้นเสียงของมาร์วิน จัสตินส่งยิ้มกว้างให้พราวมุกแล้วก็ค่อยๆ เดินออกไปจากตรงนี้ช้าๆ มาร์วินตวัดสายตาดุดันน่ากลัวใส่พราวมุกอยู่ชั่วครู่

 “มะ..มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงตะกุกตะกัก เธอไม่รู้ว่าชายหนุ่มไม่พอใจอะไรเธออีกแล้ว

 “อ่อยไปทั่ว” 

มาร์วินพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในงานอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมามองน้องสาวบุญธรรมเลย

เป็นอะไรของเขาอีกแล้ว

พราวมุกครุ่นคิดอยู่ในใจพลางถอนหายใจออกยาวด้วยความอึดอัดใจที่จุกอยู่ในอกตอนนี้ เธอรีบสาวก้าวยาวๆ เดินตามมาร์วินมาจนถึงเวทีประมูลที่มีเก้าอี้โซฟาสีแดงสุดหรูเรียงรายอยู่โดยหันหน้าไปทางเวทีประมูล หญิงสาวย่อตัวนั่งลงข้างๆ มาร์วินที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา

 “น้องพราวมุก” เสียงทุ้มมีเสน่ห์ที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นมาข้างๆ เธอทำให้พราวมุกหันไปมองตามเสียงนั่นทันที

 “พี่ติณณ์!” 

พราวมุกเรียกชื่อหนุ่มหล่อด้วยท่าทางดีอกดีใจจนมาร์วินต้องหันไปมองหน้าชายหนุ่มคนนั้น มาร์วินจำได้ว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่ยืนคุยกับพราวมุกอยู่หน้ามหาวิทยาลัย

 “มาได้ไงคะ” เสียงหวานเอ่ยถามต่อ

 “พี่มากับพ่อครับ..แล้วมุกมากับใคร” 

 “อ๋อ มุกมากับพี่ชายค่ะ” 

 “สวัสดีครับ” ติณณ์ชะเง้อหน้าไปมองมาร์วินพร้อมกับเอ่ยทักทายพี่ชายของพราวมุกตามมารยาท

 “สวัสดี” มาร์วินตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ

 “มาร์วิน” ชายแก่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ติณณ์เอ่ยขึ้นมา

 “คุณกิตติ สวัสดีครับ” มาร์วินปรับสีหน้าให้เป็นปกติพร้อมกับยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า

 “สวัสดี..เป็นไงบ้าง..แล้วท่านมาร์คอสกับภรรยาสบายดีไหม” กิตติถามมาร์วินต่อ

 “พวกท่านสบายดีครับ” 

 “นี่ลูกชายลุงเองครับ..ชื่อติณณภพหรือเรียกว่าติณณ์ก็ได้ครับ” ชายแก่แนะนำตัวลูกชายคนเดียวของเขาให้มาร์วินได้รู้จัก

 “ครับ” 

 “พ่อครับ นี่น้องพราวมุกครับ ที่ผมเพิ่งเล่าให้ฟัง” ติณณ์พูดขึ้นมา

 “อ๋อ ที่ลูกบอกว่าลูกชอบน้องเขาใช่ไหม” 

 “พ่อครับ!” 

พราวมุกมองหน้าติณณ์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำด้วยความงุนงง ส่วนมาร์วินก็ทำหน้านิ่งเรียบตามสไตล์ของเขา

 “ฮ่าๆๆ พ่อล้อเล่น แกจะหน้าแดงทำไมละ งานจะเริ่มแล้ว..ลุงกับลูกขอนั่งด้วยนะมาร์วิน” กิตติหัวเราะชอบใจกับท่าทางของลูกชาย ติณณ์เพิ่งจะเล่าให้เขาฟังเมื่อวานนี่เองว่าเจอผู้หญิงที่ถูกใจแถมยังโอ้อวดให้ฟังอีกว่าหญิงสาวทั้งน่ารักทั้งอ่อนหวาน พอกิตติได้มาเห็นกับตาตัวเองเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าทำไมลูกชายถึงดูคลั่งไคล้สาวน้อยคนนั้นขนาดนี้

 “ตามสบายครับ” มาร์วินตอบสั้นๆ

 “ติณณ์นั่งข้างน้องนั่นแหละลูก เดี๋ยวพ่อนั่งข้างมาร์วิน” กิตติยิ้มกว้างให้ลูกชาย

 “ครับ..พี่ขอนั่งด้วยนะมุก” ติณณ์เอ่ยอย่างสุภาพ

 “ตามสบายเลยค่ะพี่ติณณ์”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป