บทที่ 3 กฎข้อแรกของ 'ของเล่น'
ที่นี่คือห้องนอนใหญ่ สถานที่ที่เกินกว่าจะเรียกว่า ที่อยู่ชั่วคราว
พายเดินตามสองพี่น้องฝาแฝดเข้ามาในห้องด้วยความสับสนปนหวาดระแวง เธอมองเพดานสูงสีขาวสะอาดตา ตัดกับผนังสีเทาเข้มขรึม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ไม่คุ้นจมูกลอยอวลอยู่ในอากาศ ทำให้เธอรู้ทันทีว่าสองพี่น้องคู่นี้รวยมหาศาล รวยในระดับที่เธอจินตนาการไม่ถึง แค่ของตกแต่งในห้องนี้ก็น่าจะแพงกว่าค่าเช่าบ้านทั้งชีวิตของเธอ
ในตอนที่พายกำลังยืนตัวแข็งทื่อ ประมวลผลชะตากรรมของตัวเองอยู่นั้น
พรึบ!!
อัคคีคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของพายอย่างรวดเร็วและรุนแรง เธอไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็กระชากเนคไทสีเข้มออกจากคอของตัวเอง แล้วมัดข้อมือทั้งสองของเธอเข้าด้วยกัน
“ว๊ายย!” พายร้องออกมาด้วยความตกใจ พยายามยื้อแขนกลับ “จะ...จะทำอะไรน่ะ!”
แต่อัคคีไม่สนใจ เขาผลักร่างเล็กๆ ของเธอลงบนเตียงคิงไซส์ที่นุ่มจนร่างเธอยวบจม ก่อนจะรวบข้อมือที่ถูกมัดไว้ ดึงขึ้นไปผูกติดกับหัวเตียงที่เป็นเหล็กดัดหรูหรา เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโลหะ
“ทำอะไรของมึงวะ?” เสียงของวายุดังขึ้นจากมุมห้อง เขาถามพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะแปลกใจ หรืออาจจะแค่แกล้งแปลกใจ
อัคคีหันไปแสยะยิ้ม “ถามโง่ๆ มึงไม่แหกตาดูวะ ไม่เห็นหรอว่ากูมัดมันไว้ก่อนไง กันของเล่นหนี”
น้ำเสียงแหบต่ำแฝงความขบขันปนดูแคลนดังขึ้น อัคคียืนค้ำร่างพายที่ตอนนี้นั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง เขามองเธอราวกับมองสัตว์ทดลองตัวหนึ่ง ใบหน้าคมคายแต้มรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่เข้ากับแววตาแข็งกร้าว
“มึงนี่มันใจร้อนเหมือนเดิม” วายุส่ายหัวเบาๆ ให้กับความใจร้อนของพี่ชาย
“เดี๋ยวสิ! เมื่อกี้นายสองคน เอ๊ย พวกพี่บอกว่าจะใจดีกับพายไง!” พายรีบหาทางหนีทีไล่ นี่คือการต่อรองเดียวที่เธอนึกออก
“กูก็ใจดีอยู่เนี่ย ไม่งั้นกูเอามึงตั้งแต่หน้าประตูบ้านเน่าๆนั่นแล้ว มึงได้ครางจนไม่มีเสียงเถียงฉอดๆเหมือนตอนนี้แน่”
อัคคีตอบก่อนจะยกขาขึ้นมาเหยียบขอบเตียงอย่างไม่สนใจมารยาท
“กูจะใจดี ตราบใดที่มึงไม่คิดจะหนี แต่จำไว้ ถึงหนี มึงก็ไม่มีที่ไป”
พายสะดุ้งเฮือกกับคำพูดดิบเถื่อนนั้น เสียงในหัวของพายกำลังสับสน
เอาตั้งแต่หน้าประตู?
ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างไม่เข้าใจ เอานี่มันหมายความว่ายังไง?
เขาจะตบตี หรือซ้อมเธอตั้งแต่หน้าบ้านงี้เหรอ?
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากอีกมุม วายุในเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบติดกระดุมทุกเม็ด เดินไปรินไวน์แดงใส่แก้วคริสตัลราคาแพง เขาแกว่งไวน์ในแก้วไปมา
เขาหันไปทางอัคคี “มึงก็พูดดีๆ กับน้องหน่อยไอ้คี ดูสิ… พายเขากลัวจนตัวสั่นหมดแล้ว”
จากนั้นเขาหันมาหาพาย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลทันที
“อย่าไปกลัวมันเลยครับ มันแค่ปากหมาไปหน่อย”
“ฉันไม่ได้กลัว! และไม่ได้คิดจะหนี!” พายสวนกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงความดื้อรั้น
อัคคีหัวเราะในลำคอ “ปากดีไม่เบาแฮะ สำหรับลูกหนี้ที่แทบไม่มีค่าอะไร แม่ง กูชักจะชอบแล้วว่ะ” เขาก้มลงจนใบหน้าอยู่ห่างจากเธอไม่กี่คืบ “อยากรู้จริงๆ ว่านอกจากปากแล้วอย่างอื่นจะดีเหมือนกันไหม”
วายุยกมุมปากยิ้มบาง “เธอน่าสนใจดีนะ ดูซื่อบื้อแต่ก็พยศ จนอยากรู้จริงๆว่าเธอจะทนพวกเราได้นานแค่ไหน”
อัคคีปรายตามองน้องชาย “มึงก็เหมือนกันอย่าเสือกเล่นมาก เดี๋ยวของเล่นพังก่อนได้สนุก”
คำว่าของเล่นทำให้เลือดในกายพายพลุ่งพล่านด้วยความโกรธ เธอกัดริมฝีปากแน่น สะบัดหน้าหนีทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่มีทางสู้
ในขณะเดียวกัน แฝดมังกรที่เคยรับมือศัตรูมานับไม่ถ้วน กลับรู้สึกว่าลูกหนี้ตัวเล็กคนนี้กำลังจะทำให้พวกเขาปวดหัวมากกว่าที่คิด
ในมุมของอัคคี เธอดื้อ เธอซน และเถียงฉอดๆ และที่น่าหงุดหงิดคือ เธอทำเหมือนไม่กลัวพวกเขา
ส่วนในมุมของวายุ เธอซื่อจนน่าโมโห ซื่อจนเขาไม่แน่ใจว่าอยากทำลายหรือเก็บไว้ดูเล่น
พายยังคงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ที่หัวเตียง สีหน้าแข็งขืน เม้มปากแน่น ไม่ยอมแม้แต่จะมองหน้าคนทั้งสอง
“เอางี้ไหมครับเด็กดี” วายุเป็นฝ่ายขยับตัวก่อน เขาเดินมาหยุดข้างเตียง รอยยิ้มยังคงสุภาพ “ไปอาบน้ำก่อน เรื่องอื่น... ค่อยว่ากัน”
อัคคีเหลือบตามองเธอจากโซฟาที่เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างรำคาญ “นี่มึงจะนั่งให้ฝุ่นมันเกาะอีกนานไหม! ไปอาบน้ำ! หูแตกเหรอวะ! กลิ่นจนๆจากสลัมบ้านมึงเหม็นจะตายห่าอยู่แล้ว!”
พายเงยหน้าขึ้น แววตาแข็งกระด้าง “ไม่อาบ! ฉันอยากกลับบ้าน!”
“บ้าน? ซากไม้ผุๆ นั้นน่ะเหรอ? ถุย! ที่นอนของหมาเฝ้าหน้าเพนต์เฮาส์กูยังสะอาดกว่า!”
“ไอ้คี” เสียงของวายุดังขึ้นเรียบเย็น เขาหันมาทางพายพร้อมรอยยิ้มสุภาพ “อย่าไปสนใจคำพูดหมาๆ ของมันเลยครับ มันก็แค่พูดตรงเกินไปหน่อย”
พายกลอกตา คนหนึ่งตบ อีกคนลูบหลัง
“ฉันไม่จำเป็นต้องอาบน้ำที่นี่”
วายุเทไวน์ลงแก้วอย่างใจเย็น “แต่ถ้าพายไม่อาบ พี่คงต้องให้คนมาทำความสะอาดห้องใหม่หมด เพราะพี่คีมันแพ้ฝุ่นน่ะครับ และแน่นอน... คงต้องบวกหนี้เพิ่มให้เธอด้วย”
“กูไม่ได้แพ้...!” อัคคีกำลังจะเถียง
แต่วายุหันไปสบตานิ่งๆ ‘มึงหุบปากไป’ อัคคีจึงยอมหุบปากอย่างหงุดหงิด
วายุหันกลับมายิ้มให้พาย “มันแพ้ฝุ่นง่ายจริงๆ นะครับ พอเจอกลิ่นเก่าๆ หรือฝุ่นเยอะๆ มันก็จะหงุดหงิด แล้วเดี๋ยวจะพาลมาลงกับพาย เปลืองแรงเราทุกคนเปล่าๆ จริงไหมครับ”
พายมองหน้าวายุอย่างลังเล สายตาของเขานุ่มนวลแต่คาดเดาไม่ได้
“หรือมึงอยากให้กูอาบให้?” อัคคียกคิ้วกวนประสาท “กูถนัดนะ โดยเฉพาะถูซอกน่ะ หึ”
พายสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้นทันที “ไม่ต้องเลย!”
อัคคีหัวเราะเสียงต่ำอย่างพอใจ “อย่างน้อยก็มีแรงเถียง”
วายุเดินไปปลดเนคไทที่หัวเตียงออก “ดีแล้ว เธอจะได้รู้ว่าที่นี่สะอาดกว่าและปลอดภัยกว่าที่เธอคิดเยอะ”
พายกุมข้อมือที่เริ่มแดงของตัวเอง ปลอดภัยเหรอ? ในดงคนโรคจิตเนี่ยนะ?
พายเดินกระแทกเท้าผ่านพวกเขาเข้าไปในห้องน้ำด้วยความจำใจ แต่ก่อนจะเข้าไปเธอหันมาถาม
“แต่พายไม่มีเสื้อผ้า”
“ในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อของพี่อยู่ หยิบใช้ได้เลยครับ” วายุตอบเสียงเรียบ
ประตูห้องน้ำปิดลง เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นเบาๆ ขณะที่แฝดทั้งสองสบตากันคนละฝั่งของห้อง
อัคคีพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด
“มึงจะเล่นเกมสุภาพบุรุษนี่อีกนานไหมวะไอ้วายุ?” เขาเดินไปกระดกไวน์ในแก้วของวายุจนหมด “กูแม่งเริ่มจะหงุดหงิดแล้วนะ กูไม่ใช่พ่อพระ กูอยากแล้ว”
วายุจิบไวน์ในแก้วใหม่ของตัวเองช้าๆ แววตาเจ้าเล่ห์
“ก็จนกว่าเหยื่อจะเดินเข้ากรงเอง โดยที่เราไม่ต้องเปลืองแรงลากไง ของเล่นชิ้นนี้หยาบคายกับมันมากมันจะพังง่าย มึงใจเย็นๆไม่เป็นเหรอ”
เสียงน้ำหยุดลงหลังผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ประตูห้องน้ำเปิดออกช้าๆ พายเดินออกมาในเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของวายุ มันยาวจนเกือบถึงเข่า เผยให้เห็นขาขาวเนียน ร่างเล็กยังมีหยดน้ำเกาะตามปลายผม และกลิ่นสบู่หอมแพงก็กลบกลิ่นจนๆที่อัคคีว่าไว้จนหมด
อัคคีเหลือบตามอง ก่อนจะแค่นเสียง “อย่างน้อยก็พอดูเป็นคนขึ้นมาหน่อย”
พายขมวดคิ้ว “ถ้าคิดจะพูดดีๆสักคำ มันจะตายรึไง”
“ไม่เคยลองว่ะ” เขาตอบเรียบ ริมฝีปากยกยิ้มมุมหนึ่งอย่างยั่ว
วายุที่นั่งพิงพนักโซฟาอยู่ฝั่งตรงข้ามเอียงศีรษะมองเธอ สายตาของเขาร้อนแรงกว่าอัคคีอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าถือสามันเลยครับ มันพูดตรง แต่ไม่กัดใครถ้าไม่จำเป็น”
“ไม่กัดเหรอ? เมื่อกี้ก็แทบจะ...” พายยังพูดไม่ทันจบ อัคคีลุกขึ้นเต็มความสูง รังสีคุกคามแผ่ออกมาจนอากาศรอบตัวหนักอึ้ง
“มึงพูดมากไปแล้วนะอีเด็กเวร” เขาก้าวเข้ามาใกล้
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะเปลี่ยน วายุก็ขยับเข้ามาขวางตรงกลาง
“ไอ้คี มึงอย่าเพิ่งทำน้องมันกลัว ถ้ามันหนีกูขี้เกียจเสียเวลาไปลากกลับมา”
อัคคีหรี่ตาใส่น้องชาย “นอกจากกูจะรำคาญอีนี่แล้ว กูก็เริ่มจะรำคาญมึงเหมือนกันนะไอ้วายุ ทำเป็นสุภาพบุรุษอยู่ได้ มึงอยากได้คะแนนจากมันรึไง”
พายยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกได้ถึงแรงตึงเครียดระหว่างสองพี่น้อง หนึ่งร้อนแรงอย่างไฟ อีกหนึ่งเยือกเย็นจนแทบเป็นน้ำแข็ง
“พายจะกลับบ้าน” เธอพูดในที่สุด แม้เสียงจะสั่น
อัคคีหัวเราะหยัน “เป็นเหี้ยไรกับบ้านนักหนาวะ อย่าลืมสิ มึงเป็นของพวกกูแล้ว”
พายกัดริมฝีปากแน่น แต่ยังไม่ทันตอบ วายุเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล
“อย่าเพิ่งพูดแบบนั้นเลยครับ เธอคงยังไม่เข้าใจสถานการณ์ พี่ไม่ได้อยากทำร้ายเธอหรอกนะพาย”
วายุก้าวเข้ามาใกล้เธอ กลิ่นไวน์จางๆ ปะทะจมูก
“อยู่ที่นี่ไปก่อน เธอจะปลอดภัยอย่างน้อยก็จากเจ้าหนี้คนอื่น จริงไหม?”
แววตาของเขาอ่อนโยน ทว่าในความอ่อนโยนนั้นมีบางอย่างที่พายไม่กล้ามองตรงๆ
อัคคีปรายตามองน้องชายแล้วหัวเราะในลำคอ “พูดดีนัก เดี๋ยวก็หลงเองหรอก”
“ใครจะไปรู้ล่ะ” วายุตอบเรียบ ก่อนจะหันกลับมามองพายอีกครั้ง “อาบน้ำแล้วคงหิวสินะครับ ไปหาอะไรกินที่ครัวได้นะ เดี๋ยวพวกพี่ตามไป”
พายลังเล แต่ท้องที่ร้องเบาๆ ทำให้เธอต้องยอมจำนนเดินออกจากห้องไปในที่สุด และในขณะที่เธอก้าวพ้นประตูไป เสียงหัวเราะต่ำของอัคคีก็ดังขึ้นตามหลัง
“ลูกหนี้ตัวเล็ก ปากดี มึงว่าจะอยู่รอดในบ้านนี้ได้กี่วันกันวะ”
“กูก็อยากรู้เหมือนกัน”
