บทที่ 7 7

พชรนิ่งอึ้งไปเมื่อไล่เรียงระยะเวลาดูคร่าวๆ ถ้าแม่หนูขนมสามชั้นคนนี้เป็นลูกของวราลีจริงๆ เท่ากับว่าช่วงสั้นๆ ที่เขากับเธอเคยคบหากัน

‘วราลีคบซ้อนจริงๆ งั้นหรือ’

‘ร้ายลึกนะนี่’

ซึ่งนั่นดูจะไม่ใช่นิสัยของผู้หญิงเถรตรง สวยใส ไร้แรงดึงดูดในครั้งแรกที่พบหน้ากันอย่างวราลีในความคิดของเขา ตอนนั้นวราลีหว่านเสน่ห์เหมือนผู้หญิงทั่วไปทำกันไม่เป็น เธอซื่อๆ ทื่อๆ ตรงๆ ขัดกับสรีระที่โค้งเว้าได้รูปสุดๆ แต่นั่นก็ทำให้แตกต่างจากคนอื่น และเขาก็ชอบที่หญิงสาวเป็นแบบนี้จึงตัดสินใจแจกขนมจีบเธอเสียเลย

‘หลังจากคืนนั้นที่...’

และเมื่อได้คบหาดูใจกันมาระยะหนึ่งยิ่งรู้สึกดีที่มีเธออยู่ข้างๆ จนพชรคิดว่าจะสานสัมพันธ์กับวราลีไปจนถึงขั้นใช้ชีวิตเป็นครอบครัวร่วมกัน หาก... เธอไม่ขอเลิกราจากเขาไปด้วยเหตุผลที่ว่า

‘เธอ... เจอคนที่ดีกว่าเขา และมีแพลนอนาคตร่วมกัน’

หญิงสาวตัดสินใจแบบนั้น เขาจะทำอย่างไรได้ จำต้องปล่อยมือทั้งๆ ที่ยังอึ้ง งง สับสน ไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างทั้งของเธอและของตัวเอง

‘ทุกคนมีเหตุผลในทุกๆ การตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันก็ยากจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ’

คุณหญิงย่าพูดเอาไว้ในช่วงเวลาที่เขารู้สึกเฟลหน่อยๆ และมีคำถามวนเวียนในหัวที่ยังคิดหาคำตอบไม่ได้ว่า

‘เหตุผลของเธอเป็นแบบนั้นจริงหรือ’

และไม่นาน พชรก็ได้คำตอบ เมื่อบังเอิญไปเห็นวราลีเดินคู่กับผู้ชายหน้าตาดี ท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง เธอส่งยิ้ม พูดคุยกันกะหนุงกะหนิงกับเขา แถมยังมีการจับไม้จับมือกันอีกต่างหาก

ชายหนุ่มยอมรับว่าอยากรู้ความจริงจึงทำตัวเหมือนพวกสตอล์กเกอร์[1] แอบติดตามดูเธอเพื่อหาคำตอบให้คำถามที่ค้างคาใจ และภาพที่เห็นก็บ่งบอกว่า

‘เธอมีคนใหม่จริงๆ’

[1] สตอล์กเกอร์ คือ กลุ่มคนหรือบุคคลที่มีพฤติกรรม ‘สะกดรอยตาม’ หรือตามติดชีวิตใครสักคนมากเกินไปโดยที่ใครคนนั้นไม่ต้องการ จนถึงขั้น ‘รุกล้ำ’ ความเป็นส่วนตัวให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะทางจิตใจหรือทางกายภาพ

เขากับเธอก็เป็นแค่ ‘อดีตคนเคยคบกัน’ และ ‘ชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า’ ในเส้นทางที่แต่ละคนเลือกเดินหรือจำต้องเดินด้วยเหตุผลบางอย่างทั้งของตัวเองและผู้อื่น

ทว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมลูกสาวของอดีตผู้หญิงที่เคยคบหากันในช่วงสั้นๆ ถึงได้ออกมามีเบ้าหน้าเหมือนคุณย่าเขาเปี๊ยบแบบนี้

พชรถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะมองหน้าขนมชั้นอีกครั้งด้วยดวงตาลุกวาบๆ สลับกับมองหน้าวราลี อะไรบางอย่างทำให้เขาอยากยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องของแม่ลูกคู่นี้

“เอาล่ะ ในฐานะคนเคยรู้จักกัน คุณกับขนมชั้นจะกลับบ้านยังไง ชมพู่ถุงใหญ่มาก เอาใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยานคงไม่พอ ให้ผมไปส่งขนมชั้นเถอะ ส่วนคุณจะขี่จักรยานกลับบ้านเอง ผมก็ไม่ขัด”

แม่ของเด็กหญิงหรรษายังยืนนิ่งไม่ตอบรับ ทว่าพชรรีบอุ้มขนมชั้นเนื้อแน่นที่กอดคอเขายอมให้อุ้มอย่างว่าง่าย เพราะรู้ว่ายังไงแม่ลีก็ไม่กล้าตีลูกโชว์บุคคลที่สามแน่ๆ

“ดีค่ะคุณลุงเจ้าที่ เอ๊ย... พี่ชายสุดหล่อ ถ้าขนมชั้นปั่นจักรยานกลับ มันเหนื่อยค่ะ”

“เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเองจะได้ไม่เหนื่อย แต่ถ้าอุ้มแบบนี้ ฉันเหนื่อยมาก ไปขึ้นรถกันดีกว่า อ้อ แต่อย่าเรียกฉันพี่ชายเลย ฉันแก่กว่าแม่เธอสองปีเรียกว่าลุงดีแล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่เธอจะดุเอา”

แม้จะไม่อยากถูกเรียกว่าลุง แต่จะปล่อยให้ขนมชั้นเรียกพี่คงดูไม่เหมาะ พชรมองแม่คนน้ำหนักยังกับกระสอบข้าวสารที่เขาอุ้ม แล้วแม่หนูถือโอกาสเอาลำคอเกยไหล่ราวกับคนสนิทคุ้นเคยกันมาซะอย่างนั้น

“คุณลุงขา คุณพ่อขนมชั้นไม่ว่าหรอก เชื่อสิ” แม่หนูทำหน้าขึงขังว่าพ่อไม่ดุหรอก “ทำไมรู้ไหมคะ”

พชรหันหน้าไปหาวราลีที่ยังยืนมองเขานิ่งๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว หญิงสาวที่ไม่ได้ตั้งรับมาก่อนว่าจะมาเจอเขาเอาวันนี้ขยับเนื้อตัวไม่ออก รู้สึกแขนขาชาไปหมด ยิ่งเห็นภาพที่ยัยตัวแสบไปซบอก เอาคางเกยไหล่เคลียคลอทั้งที่ไม่ค่อยยอมให้ผู้ชายคนไหนอุ้มแกง่ายๆ แบบนั้น เธอก็ยิ่งรู้สึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่าง

พชรเหลือบมามองยัยตัวกลมอารมณ์ดีในอ้อมแขนพลางเอ่ย “พ่อเธอไม่ดุ เพราะเขาคงใจดี ไม่ตีหน้ายักษ์ถือก้านมะยมกวักเรียกลูกเหมือน...” เขาเหลือบมองไปที่วราลีแล้วยิ้มแห้งๆ ส่งให้ แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มตอบ

“เปล่าค่ะ” ขนมชั้นรีบส่ายหน้า

“อ้าว แล้วทำไม”

แม่คนชินกับการมีแม่คนเดียวไม่ได้มีสีหน้าสลด แต่ยิ้มแล้วหัวเราะชอบใจ

“พ่อขนมชั้นจะดุได้ยังไง ก็ขนมชั้นยังไม่เคยมีพ่อเลยค่ะ แม่ลีบอกว่า ตำแหน่งนี้ว่าง ไม่ต้องมีก็ได้ แม่ลีเป็นให้ได้ทั้งพ่อทั้งแม่”

“หยุด! ขนมชั้นพูดมากเกินไปแล้ว แม่ตั้งใจจะทำโทษเราสามที กลับบ้านกับแม่เดี๋ยวนี้ คราวนี้ไม่ต่ำกว่าห้าทีแน่!”

“หือ” พชรเลิกคิ้ว ส่งเสียงเหมือนสงสัยในลำคอ

“ฮึกๆๆ แงๆๆๆ”

ส่วนแม่ตัวแสบที่คิดว่ารอดพ้นไม้เรียวแล้วปล่อยโฮสะอึกสะอื้น ถ้าโดนห้าทีก้นต้องลาย ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ ใส่ชุดว่ายน้ำกระโดดสระยางไม่ได้ไปหลายวันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป