บทที่ 8 8
พชรเห็นน้ำตาของแม่ตัวอวบในอ้อมแขนก็ใจอ่อนยวบ
“ใจร้ายกับลูกเกินไปแล้วลี”
ชายหนุ่มเขม่นตามองหน้าแม่ใจยักษ์เหมือนตำหนิ ทำเอาวราลีสะอึกไปกับทั้งสายตาและคำว่า ‘ลูก’ ที่ออกจากปากเขา ทั้งท่าทีเหมือนกางปีกปกป้องนั่นอีก เล่นเอาชาไปทั้งร่าง
“ไม่ ผมไม่ยอมให้คุณตีขนมชั้นขนาดนั้นแน่ แกไม่ได้ทำอะไรผิดมากมายจนต้องโดนตีห้าที” ว่าแล้วก็อุ้มแม่ตัวกลมเขย่าเบาๆ เหมือนปลอบเด็กตัวเล็กๆ ให้หยุดร้อง แต่ด้วยน้ำหนักของแม่หนู ร่างอวบกลมแค่สั่นน้อยๆ เท่านั้น ดีหน่อยที่ลดเสียงสะอื้นลงบ้าง
“ผมจะไปส่งแกเอง” แล้วก็จะทำเหมือนที่พูดจริงๆ
แต่ก่อนที่พชรจะหมุนร่างกลับไปที่รถยนต์ มือเย็นเฉียบข้างที่ว่างจากก้านมะยมก็คว้าแขนเขาเอาไว้
“เดี๋ยว ไม่ต้องไปส่งฉันกับลูก พวกเรากลับกันเองได้ค่ะ...”
ชายหนุ่มหันกลับมามองหน้าวราลีแล้วอดประหลาดใจไม่ได้ ลูกสาวของเธอทำไมหน้าตาไม่เหมือนแม่เท่าไร แม่หนูขนมชั้นทำไมกลายพันธุ์จากต้นกำเนิดเลยเถิดมาหน้าคล้ายคุณย่าของเขาไปได้ แล้วยังไม่มีพ่ออีกต่างหาก
‘ชักสงสัยแล้วสิ’
พชรข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์กลับมาแล้วดีกรีความฉลาดพุ่งกระฉูด นี่หากไม่มีธุรกิจของครอบครัว บริษัทน้อยใหญ่คงแย่งกันซื้อตัวเขาไปทำงานกันให้วุ่น
“ผมรู้ว่าคุณกับขนมชั้นกลับบ้านเองได้ แต่ผมอยากไปส่งคุณที่บ้านซะแล้วสิ จำได้ว่าที่บ้านคุณมีต้นจำปีกับลูกจัน[1] ผมเก็บชมพู่ให้ตั้งถุงใหญ่สิบกิโลได้ ถ้าผมจะแวะไปขอดอกจำปีกับลูกจันสักหน่อยคุณคงไม่ใจร้ายมั้ง” สายตาพชรที่นิ่งเรียบเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นดุขึ้น
ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิด ถ้าใช่ เขาเล่นงานเธอหนักแน่
“คุณพชร”
ร่างสูงที่อุ้มเด็กน้อยอยู่โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูวราลี “เหมือนเราจะมีเรื่องต้องคุยกันยาว คุณคิดว่าถ้าปลูกชมพู่ทับทิมจันท์แล้วมันดันออกลูกมาเป็นชมพู่เพชร มันดูผิดปกติไหม ผมชักสงสัยว่ามีใครแอบขโมยตอนกิ่งพันธุ์ต้นชมพู่ของคุณย่าเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของเขาก่อนหรือเปล่า”
วราลีเบิกตาโพลง ริมฝีปากอิ่มเผยอน้อยๆ อย่างไม่ตั้งใจ เธอไม่ใช่คนโง่ ทำไมจะตีความคำพูดเขาไม่ออก
พชรรู้สึกถึงความผิดปกติเมื่อเห็นใบหน้าแม่หนูตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งพอรู้ว่าเธอเป็นลูกของใคร แล้วยังขาดพ่อยิ่งสะกิดใจหนัก พานให้ตั้งสมมติฐานว่า ขนมชั้นอาจจะเป็นทายาทของ ‘สราญพิพัฒน์’ ที่ถูกวราลีเก็บเงียบ แต่เขาต้องสืบเรื่องนี้ให้แน่ใจ
“ไปขึ้นรถ จักรยานทิ้งเอาไว้ที่นี่ เดี๋ยวให้นายเข้มเอาไปคืน”
เขาหมายถึงคนสวนที่คอยดูแลบ้าน ซึ่งเมื่อเช้าเขาสั่งให้ตัดต้นไม้ที่กิ่งก้านมันเลยรั้วข้ามไปในเขตเพื่อนบ้าน เพราะตั้งใจจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ซึ่งคุณย่ารำไพท่านยกให้เขาเป็นมรดกตกทอด
“จะไปขึ้นรถดีๆ หรือจะให้ผมถามตรงนี้ว่า คุณปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ทำไมออกลูกมาเป็นชมพู่เพชร” พชรหันไปมองขนมชั้นที่มองเขากับแม่ของเธอตาแป๋ว
เด็กหญิงตัวอวบสนใจฟังลุงเจ้าที่คุยกับแม่เรื่องชมพู่ แล้วแม่หนูก็มุ่นคิ้วสีหน้างงงวย แม้ว่าจะถูกแม่สอนประจำว่าห้ามพูดขณะที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน แต่เรื่องนี้แม่หนูไม่ยุ่งไม่ได้แล้ว
“คุณลุงขา แม่ลีขา ขนมชั้นไม่เข้าใจ ทำไมแม่ลีปลูกชมพู่ทับทิมจันท์แล้วออกลูกเป็นชมพู่เพชรคะ ฟังแล้วง้งงง ก็บ้านเราไม่มีต้นชมพู่นี่คะ มีแต่ต้นมะม่วงกับฝรั่งขี้นก”
พชรพูดแทรกทันที “มันเป็นการเปรียบเทียบครับ แต่ความหมาย แม่ลีของเราเข้าใจดี”
วราลีตะลึงงัน พูดไม่ออก บางอย่างที่เธอเก็บงำมาหลายปี คิดว่าไม่มีใครรู้ใครเห็นเรื่องนี้แล้ว คนที่น่าจะสงสัยมากที่สุดก็คือคุณหญิงรำไพ แต่ท่านก็เสียไปตั้งแต่ขนมชั้นยังไม่เกิด ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งต้นชมพู่ที่คุณหญิงรำไพท่านปลูกให้หลานชายจะทำเหตุ พาเขากับลูกสาวของเธอมาพบกันใต้ต้นของมัน
“หืม?” พชรเห็นสีหน้าซีดจัดดูมีพิรุธ ชายหนุ่มครางในลำคอ รอคอยคำตอบ
ภาพในวันวานย้อนกลับมาฉายในความนึกคิด เมื่อครั้งที่เขาผิดพลาด ทำให้หญิงสาวผู้บริสุทธิ์อย่างวราลีกลายมาเป็นคู่นอนชั่วคราวของตัวเอง...
[1] จัน, จันอิน, จันโอ, จันขาว หรือ จันลูกหอม (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros decandra) เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไทยวงศ์เดียวกับมะพลับและมะเกลือ ผลทรงกลม เมื่อสุกมีสีเหลือง รสหวานปนฝาด ต้องคลึงให้ช้ำ รสฝาดจึงจะหายไป รับประทานเป็นผลไม้สดหรือนำไปแปรรูปเป็นของหวานได้ สรรพคุณทางยาช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รูปร่างของผลมีสองแบบ คือ 1. ผลที่มีรอยบุ๋มตรงกลาง เมล็ดลีบหรือไม่มีเมล็ด เรียกว่า ลูกจันอิน 2. ผลที่ไม่มีรอยบุ๋ม มีเมล็ด 2 - 3 เมล็ด เรียกว่า ลูกจันโอ ทางภาคอีสานนำผลดิบไปตำส้มตำ โดยสับทั้งเปลือกใช้แทนมะละกอ ปรุงรสเปรี้ยวด้วยมะยมและมะเฟือง
