บทที่ 4 Ep.4
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกำลังเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งสาวน้อยนามกินรีซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวของปานชนกกับอัศวินเดินยิ้มร่าเข้ามาพร้อมกับถุงพลาสติกใบใหญ่ที่ถือติดมือเข้ามา หญิงสาวที่อายุน้อยกว่าพี่น้องวิษณุวัสถึงห้าปีกำลังนำความหายนะมาสู่พรตถึงที่
พรตสำลักน้ำที่เพิ่งยกแก้วขึ้นดื่ม ส่งเสียงไอโขลก ๆ ทันทีที่เห็นหญิงสาวที่เดินยิ้มร่าเข้ามาอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับถุงใบโตที่ถือติดมือเข้ามา เธอวางสัมภาระ พนมมือไหว้เจ้าของบ้านอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะอาแพร ลุงรวิส”
“อะไรติดคออีกล่ะ...ไอ้ลูกคนนี้” อสิรวิสทำหน้านิ่วมองบุตรชายอย่างหมั่นไส้พลางเอ่ยถามขณะรับไหว้หลานสาวที่เพิ่งมาถึง
“สวัสดีจ้ะ แล้วนี่คุณพ่อคุณแม่มาด้วยหรือเปล่าจ๊ะ” แพรพลอยยิ้มพลางยกมือรับไหว้บุตรสาวของอัศวินกับปานชนกพร้อมกับเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
พรตไม่สนใจกินรีว่าจะมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การมาเยือนของเธอคงไม่ทำให้เขาสยองมากเท่ากับของที่เธอถือติดมือเข้ามา หนุ่มหน้าเป็นถึงกับทะเล้นไม่ออก เผลออ้าปากค้าง เบิกตาโตมองถุงในมือหญิงสาว แล้วรีบเงยหน้าขึ้นสบตากับน้องสาวที่ยืนเบิกตาโพลงอย่างตกใจไม่ต่างกัน
“คุณพ่อ คุณแม่มาส่งนรีค่ะ พวกท่านยังฝากความระลึกถึงพร้อมกับคำขอโทษที่ไม่ได้เข้ามาทักทายอาแพรกับลุงรวิสมาด้วยค่ะ บังเอิญพวกท่านมีธุระต้องรีบไปทำต่อ” กินรีอธิบายละเอียด
แพรพลอยพยักหน้า เปิดยิ้มอ่อนฟังคำอธิบายของหลานสาวก่อนยกคิ้วเฉียงเมื่อสังเกตเห็นถุงใบโตในมือของกินรี
“แล้วนั่นถุงอะไรจ๊ะ”
“เอ่อ...” กินรีไม่ทันได้ตอบ พรตก็ส่งเสียงดังลั่นดึงความสนใจทุกคนเสียก่อน
“โอ๊ย!!”
“เป็นอะไรไอ้รถ อยู่ๆ ก็ร้องเหมือนหมาโดนเหยียบหาง” อสิรวิสนิ่วหน้ามองบุตรชายอย่างเหนื่อยหน่าย
มโนห์รารีบฉวยโอกาสที่บิดามารดาหันไปสนใจพรต ขยับเข้าประชิดตัวสาวรุ่นน้องแล้วพยักพเยิดไปที่ถุงใบใหญ่ในมือกินรี ทำให้กินรีพอจะเข้าใจว่าของในถุงคงเป็นความลับที่สองพี่น้องไม่ปรารถนาจะให้ผู้ใหญ่ทั้งสองสนใจเป็นแน่
“อ้าว...ว่ายังไงไอ้รถ อยู่ๆ แกจะแหกปากหาพระแสงด้ามดุ้นอะไรฮะ” อสิรวิสมองค้อนบุตรชายพลางเอ่ยถามอย่างหมั่นไส้
“มดมันกัดนะครับพ่อ ผมตกใจเลยร้องดังไปหน่อย” พรตส่งยิ้มแหยให้บิดา แอบชำเลืองหางตามองสองสาวอย่างสังเกตสถานการณ์กระทั่งมั่นใจว่าทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้วจริงๆ
“สงสัยจะเป็นมดตัวเมียนะคะคุณลุง ถึงชอบกัดแต่พี่รถ แต่แหม...คงตัวใหญ่ไม่ใช่น้อย เสียงพี่รถถึงดังลั่นบ้านขนาดนี้” กินรีลอยหน้าเย้าแหย่หนุ่มรุ่นพี่ที่ชอบค่อนขอดเธอเสมอๆ
“แล้วก็คงเป็นมดตัวเมียตาบอดด้วยนะลุงว่า เพราะถ้ามันตาดีคงไม่หลวมตัวมาแตะไอ้หน้าทะเล้น สันดานทะลึ่งอย่างไอ้รถแน่” อสิรวิสพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับหลานสาว
“โธ่พ่อ...ถึงจะเป็นมดตาบอด ก็เป็นมดมีสมอง ไม่เหมือนพวกไร้สมองบางคนที่มองไม่ออกว่าผู้ชายเขาไม่อยากให้แตะ ชอบมาอ่อยเขาถึงที่” พรตเบะปากประชดใส่สาวน้อยหน้าตาเฉย
“พี่รถ!” ใบหน้าของกินรีซีดเผือดเมื่อโดนเหน็บซึ่งๆ หน้า
“บ้าจริงเลยพี่รถนี่ ปากเสียชะมัด” มโนห์ราขึงตามองพี่ชายพร้อมกับต่อว่าคนปากพล่อย
พลั้ว!
“โอ๊ย...” พรตร้องเสียงดัง ยกมือกุมศีรษะที่ถูกตบ
“ไอ้รถ ไอ้เด็กปากหมา” อสิรวิสตบศีรษะบุตรชายเพราะความหมั่นไส้
“ผมไม่ได้ว่าใครสักหน่อย พ่อมาตบหัวผมทำไมนี่” พรตทำหน้างอ มองเหมือนจะค้อนบิดาก่อนหันไปชักสีหน้ามองกินรีทั้งที่มือยังคลำหัวตัวเองป้อยๆ
“ฮึ เลือดพ่อแรงเหลือเกินนะลูกชายบ้านนี้” แพรพลอยตวัดหางตามองค้อนบุตรชายกับสามีแล้วเดินมาโอบไหล่หลานสาว
“อ้าวแม่! ทำไมถึงมาลงที่พ่อได้ละนี่” อสิรวิสทำหน้าพิลึกใส่ภรรยา
“โบราณเขาว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกดื้อก็ต้องมองว่าพ่อแม่สอนกันมายังไง ที่ลูกปากเสีย นิสัยเสีย ก็ต้องย้อนไปดูพ่อสิคะว่าทำตัวอย่างไม่ดีให้ลูกเห็นไว้หรือเปล่า หรือคุณว่าไม่จริงล่ะ” แพรพลอยมองค้อนสามี
“เห็นไหมไอ้รถ ไอ้ปากมอม เพราะแกคนเดียว แม่แกถึงได้พาลมาโทษพ่อ” อสิรวิสชี้หน้าบุตรชาย
กินรีเม้มปากมองหนุ่มรุ่นพี่ที่ชอบค่อนขอด กระแนะกระแหนเธอเป็นประจำอย่างน้อยใจ ตั้งแต่จำความได้ เธอก็รู้สึกผูกพันกับสี่พี่น้องวิษณุวัส บิดามารดาของเธอเป็นเพื่อนสนิทกับบิดามารดาของพรต ถึงครอบครัวเธอจะมีถิ่นฐานอยู่กรุงเทพฯ แต่ความสัมพันธ์ของสองครอบครัวก็แน่นแฟ้นไม่ได้ห่างอย่างระยะทาง
ในวัยเด็กทุกช่วงเวลาปิดภาคเรียน เธอได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้มาพักที่บ้านวิษณุวัสเสมอ เธอจึงสนิทสนมกับทุกคนที่นี่ไม่ต่างกับคนในครอบครัวเดียวกัน จะมีก็แต่พรตคนเดียวที่ชอบทำท่ารังแครังคัด แสดงออกแต่ไหนแต่ไรว่าไม่ชอบเธอนัก ทุกครั้งแห่งการเบาะแว้งมักจะจบที่คราบน้ำตาของเธอกับการง้องอนของชายหนุ่ม เขาชอบค่อนขอดที่เธอเอาใจใส่รามพี่ชายคนโตของครอบครัว ที่เธอปลื้มจนทำให้พรตขวางหูขวางตาและหมั่นไส้
“พ่อคะ แม่คะ อาทิตย์นี้น้องหนูขออนุญาตไปกรุงเทพฯ กับน้องนรีนะคะ”
