บทที่ 20 EP 03 เป็นพี่เป็นน้อง [2]
“ผมดีใจด้วยก็แล้วกันครับ ขอให้พี่มีความสุขมากๆ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมดูแลตัวเองได้จริงๆ” ผมฝืนยิ้ม พูดจบข้าวผัดที่ผมสั่งไปเมื่อครู่ก็ยกมาเสิร์ฟพอดี ทว่าในเวลานี้ผมกลับไม่รู้สึกหิวหรืออยากอาหารอีกแล้ว แต่จะไม่กินสักหน่อยก็ดูเหมือนจะเสียมารยาท อีกทั้งยังอาจจะทำให้คนตรงหน้ารู้สึกไม่สบายใจ สุดท้ายผมก็เลยต้องนั่งกินไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีอารมณ์จะกินสักนิดนั่นแหละ
“พี่…”
“ผมขอไม่ไปร่วมงานก็แล้วกันนะครับ” ผมพูดแทรกอย่างตรงไปตรงมาเพราะรู้ดีว่าเขากำลังจะพูดอะไร และทันทีที่ผมพูดจบ เสียงถอนหายใจของเขาก็ยืนยันกลับมาว่าผมคิดถูกที่ตัดสินใจพูดออกไป
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากไปร่วมยินดีกับพี่นะ ผมยินดีกับพี่จากใจจริง แต่พี่ก็รู้ว่าผมไม่อยากมีปัญหากับใคร”
“แต่พี่อยากให้โอบไปนะ” เขายืนยันอย่างนั้น และรอยยิ้มของเขาก็ยังอบอุ่นสำหรับผมเสมอ
“ผมรู้ครับ แต่ผมว่าอย่าดีกว่า”
“โอบ” หัวใจผมสั่นไหวเพียงเพราะถูกเขาเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา อีกทั้งยังยื่นมือมากุมมือผมที่วางอยู่บนโต๊ะเพราะตอนนี้ผมฝืนกินอะไรไม่ไหวอีกแล้ว
“โอบเป็นน้องชายของพี่นะ” เขาย้ำคำนั้นพร้อมกับกระชับมือผมเอาไว้ในอุ้งมอของเขาเบาๆ
“พี่ไม่ได้อยากจะฝืนใจโอบหรอกนะ แค่อยากรู้ว่าพอจะมีทางเป็นไปได้มั้ยถ้าพี่อยากขอให้โอบลองคิดเรื่องนี้ดูดีๆ อีกสักครั้งเพราะพี่อยากให้โอบอยู่กับพี่ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพี่”
มันน่าหนักใจมากจริงๆ นะ ใครไม่เป็นผมก็คงไม่เข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนี้ง่ายๆ หรอก
“พี่อยากให้โอบเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พี่”
“แต่ผม…”
“ยังพอมีเวลา โอบเอาเรื่องนี้กลับไปคิดดูให้ดีๆ ก่อนได้รึเปล่า แล้วยังไงโทรบอกพี่ พี่พร้อมรับฟังเหตุผลของน้องพี่เสมอ”
ฝ่ามือหนาที่ยกวางบนหัวของผมเบาๆ พร้อมกับโยกไปมาแสดงออกถึงความรักใคร่เอ็นดูยิ่งทำให้ผมรู้สึกปวดหนึบไปอก คล้ายกับว่ามีก้อนอะไรสักอย่างหลุนตุบลงมาใส่
“ครับ ผมจะลองเก็บไปคิดดู”
“ขอบใจ” คำขอบคุณเพียงสั้นๆ ทำให้ผมแทบหายใจไม่ออก พยายามยิ้มอย่างสุดความสามารถ ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงในอก เพราะยิ่งคิดถึงถ้อยคำที่ต้องปฏิเสธทั้งยังต้องรักษาน้ำใจของเขาไปในคราเดียวกัน มันก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตรวนรัดเอาไว้จนแน่นไปหมดทุกทาง
และเหตุผลที่เขาต้องการพบผมก็คงมีเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่พูดในสิ่งที่เขาต้องการจบ เราก็แทบไม่ได้พูดกันอีกเลย และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ผมกินข้าวผัดจนหมดจาน เพราะมันน่าจะดีกว่าการนั่งมองหน้าเขาหรือว่านั่งฟังเสียงถอนหายใจของตัวเองเพียงเพื่อรอให้เวลาของมื้อนี้หมดลง
“ขอบคุณที่พาผมมาเลี้ยงครับ”
“คิดมากน่า ว่าแต่นี่โอบจะไปไหนต่อ กลับเลยรึเปล่า เดี๋ยวพี่แวะไปส่ง”
“ผมว่าจะเดินซื้อของหน่อยน่ะครับ พี่กลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมกลับเอง” ผมรีบปฏิเสธ เกือบชั่วโมงแล้วที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ นึกโหยหาโอกาสสูดหายใจลึกๆ ให้ชุ่มปอดอีกสักครั้ง
“เอางั้นเหรอ พี่ว่า…”
“พี่กลับไปก่อนเถอะครับ แล้วก็เลิกเห็นผมเป็นเด็กๆ สักที ส่วนตัวพี่…ขับรถดีๆ ก็แล้วกันนะครับ” ผมรีบบอกลาเพราะไม่ต้องการต่อเวลาให้ตัวเองอึดอัดอีกต่อไป ซึ่งก็เหมือนว่าเขาจะพอรู้ตัวนั่นแหละ
“เมื่อไหร่เราจะเลิกเห็นพี่เป็นคนอื่นสักทีนะโอบ”
“ผมไม่เคยคิดแบบนั้นสักหน่อยครับ”
“เราคิดอยู่ตลอดนั่นแหละ คิดว่าพี่ดูไม่ออกหรือยังไง” เขาถามเสียงเข้ม แต่สุดท้ายก็ยอมที่จะถอนหายใจแล้วยิ้มอย่างไม่ถือสาอะไรผม
“โชคดีครับ”
“เดี๋ยว”
อะไรอีกนะ!
“อ่ะ เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน” รอยยิ้มใจดีกับความเปย์ผมด้วยบัตรเครดิตของเขาในเวลานี้หมายความว่ายังไงกันนะ
“พี่เก็บไว้เถอะครับ ผมไม่…”
“รับไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
“สำหรับพี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับผม นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากครับ”
“แต่พี่อยากดูแลเรานะโอบ” เขาย้ำและยังพยายามจะยื่นบัตรเครดิตในมือให้ผมอยู่อย่างงนั้น
“ถ้าพี่ยังเห็นว่าผมเป็นน้อง พี่แค่ยืนเฉยๆ คอยมองผมเติบโตและเดินบนเส้นทางที่ผมเลือกเองก็พอครับ” ผมบอกอย่างหนักแน่น พูดจบก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาอย่างตั้งใจจะปฏิเสธบัตรใบนั้นของเขา แม้ว่าเขาจะพยายามยัดเยียดมันให้ผมมากเท่าไหร่ก็ตาม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาพยายามจะหยิบยื่นความหวังดีหรืออะไรต่อมิอะไรให้ผม แต่ผมไม่ต้องการ และที่สำคัญผมไม่เคยคิดว่าการกระทำของเขาเป็นการดูถูกผมเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผมรู้ว่าเขาหวังดีกับผม และเพียงแค่ต้องการจะดูแลผมให้ได้อย่างที่เคยเคยพูดเอาไว้เท่านั้นเอง
“จะรับน้ำใจจากพี่สักครั้งไม่ได้เลยเหรอโอบ”
“อย่าดีกว่าครับ ผมรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง แต่พี่เองก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไง เอาเป็นว่าถ้าพี่ไม่โกรธ โอกาสหน้าพี่ค่อยพาผมมาเลี้ยงข้าวอีกก็พอ บายครับ” ผมบอกลายิ้มๆ ก่อนจะรีบเดินออกมา ทุกครั้งเวลาที่เราพบกัน สถานการณ์มักจบลงด้วยความอึดอัดใจเสมอ แต่ก็น่าแปลกที่ผมไม่เคยปฏิเสธความรู้สึกที่อยากเจอเขาได้เลย
ผมเพียงแค่ต้องการเห็นว่าเขาสบายดี แบบที่ตัวผมเองก็อยากให้เขาได้เห็นว่าผมเองก็สบายดีเหมือนกัน
