บทที่ 11 EP 01 Set zero [7]
รุ่นพี่จุนแจไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว หากแต่กำลังกำหมัดแน่นจนแขนทั้งสองข้างลำตัวของเขาสั่นไปหมด
“นายจะปฏิเสธเลือดของฉันจริงๆ
เหรอจุนแจ”
ฉันคิดไปเองรึเปล่านะว่าเสียงของเธอคนนั้นฟังดูเย้ายวน
ทั้งที่ถ้าคิดกลับกัน ในเวลานี้เธอน่าจะรู้สึกเจ็บที่แผลสิ เลือดไหลใหญ่แล้วนะ
หากเป็นฉันคงแหกปากร้องลั่นไปแล้ว
ตุ้บ!
ฉันรีบยกมือขึ้นมาปิดปากแทบไม่ทันเมื่ออยู่ๆ
รุ่นพี่จุนแจก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวของเธอคนนั้นอย่างรวดเร็วพลางยกมือทั้งสองข้างของเขากดไหล่เธอกระแทกเข้ากับกำแพงด้านข้าง
แรงกระแทกคงทำให้เจ็บจนต้องนิ่วหน้า แต่แทนที่เธอจะร้องออกมาบ้าง
เธอกลับยกมุมปากยิ้มให้เขา มองเขาด้วยสายตาตื่นเต้นดีใจ
ก่อนจะยกสองแขนของเธอขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาเอาไว้
ก้อนเนื้อในอกของฉันเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด
ฉันจ้องมองภาพนั้นทั้งที่เริ่มรู้สึกหายใจติดขัด ร่างกายสั่นระริก
และเหมือนจะได้ยินเสียงฟันในปากกระทบกันดังกึกๆ อยู่ตลอดเวลา
ฟุ่บ!
ข้อมือเล็กๆ
ของเธอถูกรุ่นพี่จุนแจกระชากออกจากรอบคอ
หากแต่เขาไม่ได้กระชากมันออกเพื่อผลักไสเธอออกไป
แต่กลับดึงมันออกมาเพื่อจ้องมองหยดเลือดที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอจนเปื้อนไปทั้งฝ่ามือ
ก่อนที่จะทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็น
อึก!
เป็นอีกครั้งที่ฉันต้องยกมือขึ้นมากดหน้าอกตัวเองเอาไว้พร้อมกับฝืนกลืนน้ำลาย
หลังจากที่เห็นว่ารุ่นพี่จุนแจดุงฝ่ามือของเธอขึ้นมาจูบ
ก่อนจะแลบลิ้นเลียเลือดที่เปื้อนไปทั้งฝ่ามือของเธออย่างหื่นกระหายจนมือของเธอที่เปื้อนเลือดสีแดงฉานเมื่อครู่กลับกลายเป็นขาวสะอาด
ไม่หลงเหลือเลือดแม้แต่หยด
ฉันรู้สึกพะอืดพะอมเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างตีขึ้นมาจากในท้องและเตรียมจะพุ่งออกทางปาก
โชคดีที่ฉันรีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองเอาไว้ได้ทัน
ไม่อย่างนั้นคงอ้วกพุ่งออกมาแน่ๆ
รุ่นพี่จุนแจเงยหน้าขึ้นสบตากับเธออีกครั้งหลังจากที่จัดการมือของเธอจนสะอาด
เขาจ้องมองเธอตาไม่กะพริบราวกับอยากจะมองเธอให้ทุละปรุโปร่ง ก่อนที่ค่อยๆ
โน้มไปใบหน้าลงไปใกล้ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่กำลังลดลงเรื่อยๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าฉัน ต่อหน้าเพื่อนของเขาที่แม้จะไม่ได้หันมองแต่ทั้งคู่ก็ยังยืนอยู่บริเวณนั้น
ที่ห่างออกไปจากฉันเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น!
ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
ร่างกายสั่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะต้องตกใจอีกรอบเมื่อจู่ๆ
รุ่นพี่จุนแจก็สอดมือหนาเข้าไปใต้โคนผมของเธอแล้วกระตุกแรงๆ
จนใบหน้าของเธอแหงนขึ้นทั้งที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะบรรจบกันอยู่รอมร่อ
ลำคอขาวๆ ยืดตึงเปรียะ ฉันเห็นว่าเธอพยายามจะส่งเสียงร้องแต่ริมฝีปากของเธอในตอนนี้กลับถูกปิดเอาไว้ด้วยมือของรุ่นพี่จุนแจ
“อื้อออ”
เธอพยายามส่งเสียงร้องและดิ้นพล่าน
แต่ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่จุนแจก็ยังคงเอาก้มหน้าลงไปซุกไซร้ซอกคอของเธอไม่หยุด
เขาสูดดมกลิ่นกายของเธอราวกับหลงเสน่ห์เธอเสียแล้ว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังดูไม่ไยดีเธออยู่เลยด้วยซ้ำไป
ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นพลางค่อยๆ
ก้าวถอยออกมาจากทุกอย่างตรงนั้น ภาพที่รุ่นพี่จุนแจสูดดมซอกคอของเธอ
ก่อนที่เขาจะเงยหน้ากลับขึ้นไปสบตาเธอแล้วเหมือนจะยิ้มให้เธอทำให้ฉันรู้สึกจุกในอก
แววตาที่เห็นยังคงดุดัน แต่ทว่ากลับอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน มันยากจะเข้าใจความหมายและไม่น่าใช่อะไรที่ฉันคิดว่าควรจะจดจำ
ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก็คือเขาซุกไซร้ซอกคอของเธอเหมือนพวกโรคจิต
เสียงสุดท้ายที่เธอพยายามกรีดร้องมาบีบหัวใจของฉันเหลือเกิน
Rrrr~
“ใครน่ะ!”
“บ้าเอ๊ย!”
ฉันสบถแล้ววิ่งหนีออกมาในทันที
โทรศัพท์มือถือของฉันทำให้คนด้านในรู้ตัวและหันกลับมามอง
เพียงแต่ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่าพวกเขาจะสังเกตเห็นรึเปล่าว่าเป็นฉัน
ตอนนี้ทางเดียวที่ฉันรู้ก็คือฉันต้องวิ่ง!
ตุ้บ!
“โอ๊ย”
ฉันร้องเสียงก้าวพลาดเพราะไม่ทันมองว่าพื้นต่างระดับ
ส่งผลให้ข้อเท้าดันพลิกจนล้มลงมา แต่จำต้องกัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดที่ข้อเท้าเอาไว้
รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งมาซ่อนอยู่ในซอกหลืบของตึกเก่าๆ ที่กำลังจะวิ่งผ่านพอดี
ก้อนเนื้อในอกของฉันเต้นแรง
ฉันกอดตัวเองอยู่ในมุมอับและพยายามหายใจให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ทั้งที่ตอนนี้ฉันตัวสั่นไปหมด
“ใครตามนายมาวะจุนแจ”
เสียงเรียกที่ได้ยินทำให้ฉันยิ่งกอดตัวเองแน่น
ความรู้สึกมันเหมือนถูกความกลัวถาโถมเข้าใส่จนล้มทั้งยืน ทำไมผู้ชายที่ดูนิ่งๆ สุขุมและน่าจะสุภาพถึงได้กลายเป็นคนแบบนั้นไปได้
ภาพที่เขาจูบเธออย่างดูดดื่ม เลียฝ่ามือของเธออย่างหื่นกระหาย
มือหนาที่ลูบไล้เรือนร่างของเธอไม่ต่างจากพวกโรคจิต ทุกอย่างยังคงติดตา
ตึก!
ตึก!
ตึก!
เสียงฝีเท้าที่ได้ยินทำให้ฉันซุกหน้าลงกับหัวเข่าของตัวเองที่ชันขึ้นมาและยังคงกอดเอาไว้แน่นๆ
นาทีนี้แทบจะต้องกลั้นหายใจเพราะเสียงนั้นที่ได้ยินมันใกล้เหลือเกิน
ถ้าหากว่าฉันถูกจับได้มันจะเป็นยังไง
ถ้าหากเขารู้ว่าเป็นฉัน...ฉันจะทำยังไง
เขาจะฆ่าฉันมั้ย?
