บทที่ 9 EP 01 Set zero [5]

Rrrr~

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่นขึ้นมาพอดี

ทีแรกฉันคิดว่ายัยกงจูจะโทรมาวีนใส่ให้ฉันเดินกลับไปขึ้นรถเสียอีก

แต่พอเห็นว่าเป็นพ่อที่กำลังรอสายอยู่ ฉันก็รีบกดรับโดยไม่ลังเล

“สวัสดีค่ะพ่อ”

น้ำเสียงของฉันติดสั่นด้วยความดีใจ หลายวันแล้วที่ฉันติดต่อพ่อไม่ได้เลย

แต่ก็เข้ามาใจตลอดนั่นแหละว่าพ่อต้องทำงานหนักเพื่อครอบครัว

[ยุ่งอยู่รึเปล่าซารัง]

น้ำเสียงของพ่อยังคงทุ้มและอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“ไม่ค่ะพ่อ สำหรับพ่อ

หนูว่างเสมอ พ่อมีธุระอะไรรึเปล่าคะ หรือว่าแม่สบายรึเปล่า”

ฉันรีบถามเมื่อเริ่มกังวล แม่ของฉันสุขภาพไม่ค่อยจะดีนักน่ะ

ปกติแล้วถ้ามีเวลาหรือว่าช่วงวันหยุดยาว ฉันมักจะกลับบ้านไปเยี่ยมแม่เสมอ

แต่พอดีว่าช่วงนี้ติดสอบ นี่ก็เกือบเดือนแล้วที่ฉันไม่ได้กลับบ้านเลย

[แม่สบายดี

แต่สงสัยจะทนคิดถึงลูกสาวไม่ไหวก็เลยให้พ่อโทรชวนลูกกลับมากินข้าวด้วยกันน่ะ]

พ่อหัวเราะมาตามสาย ทำเอาฉันยิ้มกว้างไม่หุบ

[งั้นเอาเป็นว่าเดี๋ยวพ่อแวะไปรับเลยก็แล้วกันนะ แล้วขากลับจะแวะไปส่ง]

“ได้ค่ะพ่อ จะรอนะคะ”

ฉันบอกยิ้มๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อย้อนกลับไปที่หอพัก

จะได้รีบอาบน้ำแต่งตัวสวยๆ รอพ่อมารับกลับไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว

กึก!

“เดี๋ยวนะ”

ฉันถึงกับต้องชะงักฝีเท้าทั้งที่กำลังรีบ แอบรำพึงรำพันกับตัวเองพลางค่อยๆ

ก้าวถอยหลังกลับไปสองสามก้าวเมื่อรู้สึกเหมือนจะเห็นบางอย่างที่คุ้นตา

อ่า...รถยนต์คันที่ฉันเพิ่งจะเดินเลยผ่านมาเมื่อครู่มันคุ้นๆ

จริงๆ

ใช่แน่

นั่นมันรถของรุ่นพี่จุนแจนี่นา เขาแวะมาทำนะ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาเลย

ทั้งที่ฉันก็เดินผ่านแถวนี้ออกจะบ่อย

ฉันสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ

ชะเง้อคอมองซ้ายทีขวาทีแต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของรถ

จะว่าเขาแวะมาหาอะไรอร่อยๆ กิน แถวๆ

นี้ก็ไม่เห็นจะมีร้านอะไรที่ดูแล้วน่าจะเป็นสไตล์ที่เขาชอบสักร้าน

ร้านไก่ทอดในตำนานก็ปิดเพราะฉันเพิ่งอดกินมาเหมือนกัน

เอ๊ะ! ผู้ชายตัวสูงๆ

คนนั้นจะใช่เขารึเปล่า

แผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินนำหน้าฉันอยู่ไกลๆ

สะดุดตาฉันเหลือเกิน ยิ่งได้จ้องมองอยู่สักพัก

ฉันก็ยิ่งค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะใช่รุ่นพี่จุนแจแน่ๆ

เขาเข้าไปทำอะไรในซอยนั้นกันนะ ถ้าจำไม่ผิด

ซอยนั้นมันเป็นซอยตันมีทางเข้าออกแค่ทางเดียวนี่นา

“มาช้านะ”

รู้ตัวอีกทีฉันก็เดินตามเขามาเสียแล้ว

ตอนนี้สองเท้าหยุดยืนอยู่ที่หน้าตรอกแคบๆ ที่เห็นว่ารุ่นพี่จุนแจเดินเข้าไป

เสียงเมื่อครู่ที่ได้ยินไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่

 มิหนำซ้ำน้ำเสียงก็ยังแข็งกระด้างอีกต่างหาก

“รถมันติดน่ะ

ตกลงว่าได้ของที่ฉันต้องการรึเปล่า”

นั่นเสียงรุ่นพี่จุนแจ

ฉันจำได้

ความสงสัยทำให้ฉันค่อยๆ

ยื่นหน้ามองเข้าไปด้านใน

เห็นเพียงแผ่นหลังของรุ่นพี่ผู้ชายสองคนที่กำลังคุยอยู่กับรุ่นพี่จุนแจ

แต่ฉันไม่รู้จักพวกเขาหรอก น่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนๆ ของรุ่นพี่จุนแจนั่นแหละ

“ได้สิ

รับรองว่าสดจนนายคิดไม่ถึงแน่ๆ จุนแจ”

เอ๋

พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันอยู่นะ อะไรที่ว่า ‘สด’

ถึงขนาดที่รุ่นพี่จุนแจจะคิดไม่ถึง

“ไหนล่ะ

เอามาสิ”

“นายนี่ใจร้อนสมกับเป็นแวมไพร์เลือดร้อยจริงๆ”

หืมมม...สองตาของฉันเบิกโพลงเมื่อได้ยินรุ่นพี่คนนั้นพูดศัพท์แปลกๆ

ออกมา ฉันได้ยินแว่วๆ ว่าแวมไพร์เลือดร้อยอะไรสักอย่างนี่แหละ มันคืออะไรกันนะ

หรือว่าฉันจะได้ยินผิดไป

แวมไพร์งั้นเหรอ

เขาบอกว่ารุ่นพี่จุนแจเป็นแวมไพร์จริงๆ งั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน

ฉันยังคงยืนมองเหตุการณ์ด้านในอยู่เงียบๆ

ทั้งที่เริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

คอแห้งขึ้นมากะทันหันแต่ก็ยังอยากจะแน่ใจว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด

ฉันอาจจะคิดมากไปเอง เพราะจะว่าไปแล้วบรรยากาศในตอนนี้ก็ไม่ได้มืดจนดูน่ากลัว

หรือชวนให้คิดว่าพวกเขามาทำอะไรลับๆ

ล่อๆ ดูน่าสงสัยเสียด้วยซ้ำ รวมๆ แล้วก็เหมือนเวลาที่เรานัดเจอเพื่อนปกติ

ติดตรงคำว่า ‘แวมไพร์เลือดร้อย’

ที่ฉันได้ยินพวกเขาพูดขึ้นมาเมื่อครู่นั่นแหละที่ทำให้ฉันรู้สึกสงสัย

เอ...หรือบางทีมันอาจจะเป็นรหัสลับอะไรเฉพาะกลุ่มของพวกเขาก็ได้...มั้ง

“ออกมาสิ”

รุ่นพี่ผู้ชายที่คุยกับรุ่นพี่จุนแจอยู่เมื่อครู่ตะโกนเรียกใครสักคนออกมา

สิ้นเสียงนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจริงๆ  

ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาสวยมาก

เธอส่งยิ้มให้เขา

สบตาเขาแถมยังเดินเข้าไปหาเขาโดยมีอาการเก้อเขินเลยสักนิดราวกับว่ารู้จักและสนิทสนมกันมาก่อน

“ทำไมถึงเป็นเธอ ยองมิน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป