บทที่ 3 ผู้มาเยือนที่ไม่น่าไว้ใจ
Nam Part
ปี๊น!! ปี๊น!! เสียงบีบแตรของรถยนต์คันหรูที่ดังอยู่หน้าบ้าน
ผมลุกขึ้นจากโซฟาที่เป็นทั้งที่นั่งและที่นอนออกมาดูรถหรูที่จอดอยู่หน้าประตูบ้าน ก่อนที่เจ้าแว่นมันจะรีบวิ่งออกมาจากในครัวหลังจากที่มันเพิ่งจะเข้าไปอุ่นอาหารเที่ยงให้เตรียมไว้ผม
“ครับๆ มาแล้วครับ” มันพูดเสียงดังออกมาจากในครัวโดยไม่รู้หรอกว่าคนที่อยู่ในรถแบบนั้นเขาจะได้ยินไหม ผมว่ามันก็แค่พูดไปงั้นๆ แหละ
เจ้าแว่นวิ่งไปเลื่อนประตูรั้วเหล็กเพื่อตอ้อนรับผู้มาเยือน และก็เหมือนว่าเจ้าของรถจะคุ้นเคยสถานที่นี้ดี เพราะเพียงแค่เลี้ยวกลับมุมโค้งก็สามารถเอารถเข้าไปจอดในโรงรถข้างๆ รถของเจ้าแว่นได้โดยไม่ต้องถอยรถซ้ำ
“ไปไงมาไงละพี่ชาติมาถึงบ้านผมได้” เจ้าแว่นพูดทักชายร่างโปร่งหน้าตาดีรูปร่างดี แต่ติดที่แววตาดูเจ้าเล่ห์และผมไม่ไว้ใจนายคนนี้เลย
“ก็เราแหละ..ไหนว่าจะไปเรียนไอ้พวกเรา..รึก็อุตส่าห์รอ แต่ก็เบี้ยวอีกจนได้” นายคนนั้นพูดขึ้นก่อนจะเดินมาโอบไหล่เจ้าแว่นเอาไว้ แวบหนึ่งผมเห็นเหมือนนายคนนั้นก้มลงมาใกล้ซอกคอเจ้าแว่นมากจนเกือบจะถึงซอกคออยู่แล้ว
“ไปครับพี่ กินข้าวเที่ยงกันผมกำลังทำกับข้าวพอดีเลย” พูดจบเจ้าแว่นก็รีบชวนนายคนนั้นให้เข้ามาในบ้าน แล้วผมจะทำยังไงดีละ สนิทกันขนาดนี้ถึงผมจะเตือนเจ้าแว่นมันก็คงไม่ฟังหรอก
แต่เจ้าแว่นมันห้ามผมคิดนี่หน่า นี่ผมจะต้องคิดหาวิธีที่จะไม่คิดใช่ไหมเนี่ย...
สิ่งแรกที่นายคนนั้นทำหลังจากเข้ามาในบ้านก็คือมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรซักนิด แต่แล้วสายตานั้นก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงทันทีที่เจ้าแว่นมันไปหา
“อ้าว...มีเพื่อนอยู่ด้วยเหรอ ว่าแต่พี่ไม่เห็นจะคุ้นหน้าเลยนะ”
“อ๋อ.. เพื่อนผมเพิ่งมาจากเมืองนอกครับ พอดีเขามาพักฟื้นน่ะครับ... งั้นเดี๋ยวผมแนะนำให้รู้จักกันนะครับ ‘น้ำ’ นี่พี่หมอชาติรุ่นพี่เราที่คณะ ส่วนนี่ก็ ‘น้ำ’ เพื่อนผมเองครับ” เจ้าแว่นพูดเสร็จก็หันหน้ามาทางผมพร้อมกับแอบกะพริบตาถี่ๆ เป็นการส่งซิกเนลให้รู้ว่าเขากำลังโกหกอยู่ให้ผมเล่นเนียนๆ ไป
ผมไม่ได้ทำอะไรเพราะผมไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เลยได้แต่นั่งเฉยๆ นิ่งๆ อยู่ตรงโซฟาตัวเดิมอยู่แบบนั้น...
“งั้นเหรอ..แล้วเพื่อนเราเป็นอะไรไปละ”
“โดนทำร้าย/ตกน้ำครับ” ผมกับเจ้าแว่นพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะมองหน้ากันสลับกับมองหน้านายคนนั้นไปมา จนเขาเริ่มจะสงสัยท่าทางของผมกับเจ้าแว่นแน่ๆ
“ผมโดนทำร้ายจนตกน้ำ” ผมแก้ตัวเสียงเรียบโดยไม่ได้สนใจว่านายคนนั้นจะคิดยังไง เพราะต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ที่เจ้าแว่นมันกำลังอ้าปากค้างเพราะกำลังไปไม่เป็นอยู่หลังจากที่โดนนายคนนั้นมองอย่าจับผิด แต่จะว่าไปมันก็น่ารักดีนี่หน่า...
เจ้าแว่นเดินถอยหลังออกไปประมาณสามก้าวก่อนจะทำท่ายกนิ้วให้ผม จนผมถึงกลับเผลอยิ้มให้กับความน่ารักของมันออกมาอย่างไม่รู้ตัว...
“งั้นจะอยู่อีกนานไหมละ”
“คงจะอยู่ตลอด” ผมตอบแทนเจ้าแว่นมัน เพราะแต่ละคำถามของไอ้ชาติมันดูเหมือนไม่อยากจะให้ผมอยู่ที่นี่ยังไงๆ อยู่
“เออ.. มะ กินข้าวกันดีกว่าครับ เดี๋ยวน้ำจะต้องกินยาด้วย” เจ้าแว่นมันรีบตัดบทสนทนาที่น่าอึ้มครึมนี่ออกไปด้วยการอ้างเรื่องกินข้าวตรงเวลาของผมเป็นหลัก
ไอ้พี่หมอชาติมันเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวก่อนจะกระแทกก้นตัวเองนั่งลงแรงๆ แสดงให้รู้ว่าไม่พอใจที่บ้านนี่มีผมเอามากๆ ผมเลยแกล้งทำเป็นเจ็บขาจนเดินมาไม่ได้ ทำให้เจ้าแว่นมันต้องรีบวิ่งมาพยุงตัวผมขึ้นจากโซฟา ท่ามกลางสายตาพิฆาตของไอ้พี่หมอชาติที่มองผมอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
อาหารมื้อเที่ยงเป็นอะไรที่ง่ายสำหรับผมเพราะมันคือข้าวต้มหมูเหมือนกับตอนเช้าเด๊ะๆ ซึ่งเจ้าแว่นมันให้เหตุผลว่าผมต้องกินอาหารอ่อนๆ ไว้ก่อนเพื่อจะได้ย่อยง่ายๆ
“พี่ชาติครับทานเลยครับ” เจ้าแว่นเอ่ยปากบอกไอ้พี่หมอชาติที่กำลังนั่งมองมันอย่างยิ้มๆ ให้ลงมือกินข้าวได้ในขณะที่ไอ้พี่หมอชาติที่ตักข้าวเข้าปากไปสามสี่คำ ก็ต้องหยุดมองดูเจ้าแว่นที่กำลังมองดูผมที่เอาแต่จ้องมองดูข้าวต้มหมูในชามอยู่เฉยๆ
“อ้าวน้ำ..ทำไมไม่รีบกินละ เดี๋ยวก็เย็นหมดหรอก” เจ้าแว่นถามอย่างใส่ใจ ในขณะที่อีกคนที่นั่งอยู่เป็นเหมือนอากาศธาตุที่ไม่มีใครซักคนจะเหลียวแล
“อื้อออ..ปวดแขนอะ~” ผมทำเสียงอ้อนจนแม้แต่ตัวเองยังขนลุก
“ไหนๆ ปวดแขนเหรอ ไหนขอดูหน่อยซิ” เจ้าแว่นรีบวางช้อนก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะมานั่งข้างๆ ผม พร้อมกับจับแขนของผมขึ้นมาดูอย่างห่วงใย เจ้าแว่นมันเริ่มบีบจับจุดต่างๆ ส่วนผมก็ทำท่าทางสะดุ้งตัวเล็กๆ ก่อนจะเหลือบไปมองดูไอ้พี่หมอชาติที่กำลังนั่งกัดฟันกรอดอย่างโมโห
“ป้อนหน่อย~” ผมส่งเสียงอ้อนก่อนจะอ้าปากเหมือนเด็กเล็กทำ จนเจ้าแว่นถึงกับยิ้มจนตาหยี ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเลื่อนถ้วยข้าวต้มเข้ามาหาตัวเพื่อที่จะได้สะดวกในการตักป้อน
เจ้าแว่นตักข้าวต้มขึ้นมาก่อนจะเป่าลมจากปากให้เย็น ก่อนที่จะส่งมันเข้าปากของผมที่อ้ารออยู่แล้ว...
เคร้ง!!!
เสียงช้อนกระทบจานดังขึ้น ทำให้ผมสองคนต้องหันไปทางต้นเสียงแล้วก็พบว่าไอ้พี่หมอชาติที่นั่งกินข้าวอยู่ที่หัวโต๊ะ จงใจวางช้อนให้กระทบกับจานเพื่อเรียกร้องความสนใจ
“ขอโทษนะ!! พี่อิ่มแล้ว เดี๋ยวพี่กลับก่อนนะพอดีนึกได้ว่ามีธุระสำคัญ” พูดเสร็จไอ้พี่หมอชาติมันก็ลุกขึ้นเดินดุ่มๆ อย่างไม่คิดที่จะลาใคร ก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปขึ้นรถหรูพร้อมกับถอยออกมาจากโรงรถอย่างรวดเร็ว ทำเอาเจ้าแว่นแทบจะวิ่งไปเปิดประตูรั้วให้ไม่ทัน
ทันทีที่เจ้าแว่นเดินกลับเข้ามา ผมก็ตักข้าวต้มหมูเข้าปากเป็นคำสุดท้ายแล้ว ก่อนที่สายตาขุ่นๆ ของมันจะทำให้ผมถึงกับหัวเราะออกมา
“หัวเราะอะไร แล้วไปแกล้งพี่หมอชาติเขาทำไมเนี่ย ดูซิเขาโกรธใหญ่แล้ว” เจ้าแว่นทำหน้าเบ้ใส่ผม
“ไม่รู้.. ไม่ชอบขี้หน้า” พูดเสร็จผมก็หยิบยาที่ใส่อยู่ในแก้วใบเล็กเอาใส่ปากก่อนจะดื่มน้ำตาม แล้วก็ลุกออกไปนั่งที่โซฟาก่อนจะล้มตัวลงนอนตามเดิม
ก็คนมันมีเซ้นส์นี่หน่าว่านายคนนี้นะมันไม่น่าไว้วางใจ...
แล้วเจ้าแว่นจะรู้ตัวหรือเปล่านี่ซิคือปัญหา...
