บทที่ 5 ฝันร้ายยามวิกาล

ดวงจันทร์กลมโตสาดแสงเข้าไปในบ้านที่มืดเนื่องจากยังไม่มีใครมาเปิดไฟให้แสงสว่าง เสี้ยวหนึ่งของใบหน้า ‘น้ำ’ หรือ ‘ไผ่’ กำลังถูกแสงนวลนั้นอาบไล้ในขณะที่หลับสนิท ขณะที่ความเงียบกำลังโอบล้อม ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็พลันกระตุกกับภาพของความฝันที่กำลังฉายอยู่ในหัว

ภาพของเขาที่กำลังบิดรถมอเตอร์ไซต์โดยที่มีใครบางคนกำลังซ้อนท้ายอยู่ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีมัจจุราชที่กำลังตามมาเอาชีวิต เสียงปืนที่ดังตามหลังทำเอาเขาต้องหลบเลี้ยวเพื่อไม่ให้กลายเป็นเป้านิ่ง รถมอเตอร์ไซต์ที่บิดเข้าไปในตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อหลบให้พ้นจากการติดตาม จนกระทั่งคมกระสุนพุ่งเข้ามาเจาะแขนซ้ายของเขาจนเลือดกระจายเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าไปหมด จนภาพสุดท้ายคือตอนที่เขากำลังจมดิ่งลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราด ก่อนทุกอย่างจะเลือนหายกลายเป็นความมืดมิด

“แฮ่กๆๆ ..อืมม..” น้ำมีอาการหายใจติดๆ ขัดๆ เหมือนคนกำลังจมน้ำตามภาพในความฝัน คิ้วเข้มกำลังขมวดหมุ่นรวมถึงปากที่บิดเกร็งจนเขาสะท้านตื่นขึ้นมานั่งหอบหายใจหนักๆ เพื่อโกยอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด

ชายหนุ่มเอามือลูบที่ใบหน้า จนสัมผัสได้ถึงเม็ดเหงื่อเหนียวๆ เย็นๆ ที่ผุกขึ้นมาตามไรผมและหน้าผาก น้ำพยายามทบทวนความฝันที่เหมือนจริงครั้งนี้อย่างเคร่งเครียด เพราะถ้ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็แสดงว่าตัวของเขากำลังมีภัยและที่สำคัญอาจนำภัยมาให้กับเด็กหนุ่มที่รักษาเขาอีกด้วย เขาจึงได้แต่ภาวนาขอให้เรื่องนี้เป็นแค่ความฝันและไม่ใช่ความจริง

“ฝันบ้าอะไรแบบนี้วะ ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงขึ้นมา แล้วเราเป็นใครกันแน่เนี่ย!!” น้ำเปรยขึ้นมาคนเดียวกับความมืดที่โรยตัวอยู่รายล้อม ความสงบเงียบทำให้จิตใจเขาดีขึ้น เพราะเขาต้องพยายามข่มใจไม่ให้คิดเรื่องอะไรที่จะกระทบกระเทือนสมองอีก และเขาต้องทำตามเจ้าเด็กแว่นนั่นด้วย

เขาฝันถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันแบบนี้มาหลายวันแล้ว เริ่มจากการฆ่าคนเพื่อช่วยใครซักคนที่เขาเห็นเป็นเพียงแค่ภาพเลือนลางเหมือนกับมองภาพนั้นจากกระจกที่ขึ้นฝา และการหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นความฝัน แต่มันก็น่ากลัวและชัดเจนจนทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล ความไม่สบายใจเข้าครอบงำและตกค้างในความรู้สึกจนทำให้เขาต้องสะบัดหัวแรงๆ เพราะต้องการที่จะไล่สิ่งที่ตกค้างนั้นออกไปจากสมอง เขาถอนหายใจหนักๆ อีกครั้งก่อนที่จะดึงตัวเองให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ชายหนุ่มหันไปมองยังนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง ขณะที่เพ่งสายตามองฝ่าความมืดนั้น เขาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะห้าทุ่มแล้ว เวลาที่ล่วงเลยไปทำให้ชายหนุ่มฉุกคิดถึงหมอทอยขึ้นมา ทำไมดึกป่านนี้หมอทอยยังไม่กลับ ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าการที่เจ้าแว่นของเขานั้นเคยกลับบ้านดึกที่สุดเท่าไหร่ หรือบ่อยแค่ไหนที่หมอทอยต้องกลับบ้านดึกๆ เขาได้แต่คิดไปเองว่าคนอย่างหมอทอยไม่น่าที่จะเป็นคนที่ชอบเที่ยวหรือชอบสังสรรค์ซักเท่าไหร่ ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มเป็นห่วงเขาขึ้นมา

สายลมเอื่อยที่ยังพัดเย็นจากแม่น้ำเข้ามาในตัวบ้านอยู่เรื่อยๆ ยิ่งดึกก็เหมือนลมจะยิ่งแรงขึ้นชายหนุ่มเลือกที่จะนั่งเฉยๆ อยู่ในความมืดแบบนี้เพื่อรอคอยคนที่เขาเป็นห่วงให้กลับมา

แต่แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้ชายหนุ่มต้องเพ่งสายตาฝ่าความมืดไปที่ท่าน้ำ เมื่อเงาร่างของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินอยู่บริเวณศาลาริมน้ำอย่างน้อยเท่าที่เห็นก็ไม่ต่ำกว่าห้าคน พวกนั้นเหมือนกำลังหยุดยืนคุยกัน และตามสัญชาตญาณเขาแน่ใจว่าพวกที่เข้ามาบ้านคนอื่นในลักษณะนี้ยามวิกาลย่อมไม่ใช่คนดีแน่นอน...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป