บทที่ 16 16
“คุงอาขาทานน้ำเย็นเจี๊ยบเลยค่ะ”
ชายหนุ่มรับแก้วน้ำจากมืออวบๆ ของลูกสาวยกขึ้นดื่ม แล้วยิ้มให้พริกแกง “เย็นจริงด้วย หวานเจี๊ยบ ชื่นใจหายเหนื่อยเลยครับ”
เมรินถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ที่เห็นลูกสาวเอาอกเอาใจพ่อของแกอย่างออกหน้าออกตา ก่อนถามออกไปด้วยความสงสัย
“ว่าแต่นายเหมืองทำไมถึงย้อนกลับมาที่นี่และช่วยพวกเราทันเวลาคะ”
เจ้าของร่างสูงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้น เดินตรงไปหยิบบางอย่างที่วางอยู่บริเวณโต๊ะกาแฟตัวถัดไป
“ฉันลืมกุญแจเอาไว้” เมฆินชูกุญแจให้เมรินดู มันเป็นกุญแจสำนักงานที่เขาจงใจวางทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงเช้าที่มายื่นข้อเสนอให้เธอ เพื่อเป็นข้ออ้างหาโอกาสกลับมาหาสองแม่ลูก และก็โชคดีเหลือเกินที่มาทันจังหวะที่คนร้ายเข้ามาคิดไม่ดีไม่ร้ายกับหญิงสาวพอดี
“อ๋อ ค่ะ” แม้จะแปลกใจและไม่ค่อยเชื่อ แต่หญิงสาวก็เลือกจะไม่เสียมารยาทพูดค้านเลยเลี่ยงถามไปอีกเรื่อง “จริงสิ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว นายเหมืองรีบกลับดีกว่านะคะ เดินทางดึกๆ อันตราย อีกตั้งไกลกว่าจะถึงเหมือง”
เมรินไล่ชายหนุ่มด้วยคำพูดสุภาพที่สุด แม้ลึกๆ ในใจคือเธอเหนื่อยและอยากพักผ่อนเต็มที อีกอย่างก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องพูดคุยกับเขานานนัก
“จริงด้วยสิ” เมฆินทำทีดูนาฬิกาข้อมือ แล้วผุดยิ้มที่มุมปาก “ตอนนี้เกือบตี 2 แล้ว ฉันคงกลับเหมืองไม่ได้แล้วแหละ” ชายหนุ่มพูดพร้อมยักคิ้วให้เธออย่างคนเจ้าเล่ห์
“หมายความว่ายังไงคะ” เธอยังคงงงกับคำพูดของเขา ทำไมจะกลับเหมืองไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเหมืองแท้ๆ
“ก็ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นนายเหมือง แต่ก็ต้องทำตามกฎที่ให้ปฏิบัติทุกคน ใครที่อยากออกไปข้างนอกหลังเลิกงานต้องกลับเข้าเหมืองมาก่อนเที่ยงคืน ถ้าเกินกว่านี้ก็เข้าเหมืองได้อีกทีตอน 6 โมงเช้า”
“แต่นายเหมืองเป็นเจ้าของที่นั่น ไม่เห็นจะต้องทำตามกฎที่ว่าเลย” เมรินรีบแย้งทันที เขาเป็นคนออกกฎ แถมเป็นเจ้าของเหมือง ใครจะกล้ามาว่าได้
“ไม่ได้สิ ถึงฉันจะเป็นนายเหมือง แต่ฉันก็ต้องรักษากฎ ถ้าคนเป็นเจ้านายไม่ยอมทำตัวอย่างให้ลูกน้องดู แล้วแบบนี้ ลูกน้องที่ไหนจะเคารพกฎ จริงไหมครับพริกแกง อาคินพูดถูกไหมครับ” แล้วหันไปพยักหน้า ยิ้มกับลูกสาวอีกครั้ง
“จริงค่ะ คุงอาพูดถูกค่ะ” เด็กน้อยตอบรับอย่างว่าง่ายจนคนเป็นแม่อ้าปากค้าง เมฆินเจ้าเล่ห์สิ้นดี ใช้ลูกเป็นตัวช่วยทั้งที่พริกแกงน่าจะยังไม่เข้าใจความหมายที่เขาพูดเลยด้วยซ้ำ
“ในเมืองมีโรงแรมดีๆ เยอะค่ะ นายเหมืองน่าจะรู้จักหลายที่ ถ้าอย่างนั้น ฉันส่งนายเหมืองเลยนะคะ ดึกมากแล้ว ฉันอยากพาลูกเข้านอน” เมรินพูดอีกครั้งเพื่อให้เมฆินเกิดความเกรงใจบ้าง หากไม่เกรงใจเธอก็เกรงใจลูกก็ยังดี แม้ว่าชายหนุ่มจะเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต แต่ก็ไม่ได้ลบล้างภาพจำที่เธอมองว่าเขาเป็นผู้ชายอันตรายออกไปได้
“ทำไมฉันต้องไปนอนที่อื่น ที่นี่ก็ออกจะกว้าง อีกอย่างก็เพิ่งเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอแล้วก็ลูก คืนนี้ ฉันขอนอนที่นี่ก็แล้วกัน ใช่ไหมครับพริกแกง”
เมฆินพูดออกมาหน้าตาเฉย ทำท่าทางเหมือนไม่สนใจสิ่งใดรอบตัว แถมยังหันไปพยักพเยิดกับพริกแกง ซึ่งเด็กหญิงก็พยักหน้าเร็วๆ อย่างเห็นด้วย
“ใช่ค่า คุงอา” แถมส่งสายตามาทางผู้เป็นแม่เหมือนไม่เข้าใจว่า ทำไมคุงอาถึงจะนอนที่นี่ไม่ได้ แต่มีหรือที่เมรินจะยอมง่ายๆ
“ไม่ได้ค่ะ ที่นี่มีแต่ฝุ่น ฉันเพิ่งรื้อของ นายเหมืองนอนไม่ได้หรอก”
“ฉันเป็นคนง่ายๆ นอนได้ สบายมาก” เขาพูดพร้อมยิ้มหน้าระรื่นออกมาจนน่าหมั่นไส้
“แต่ว่าฉันไม่สะดวกให้นอนด้วยนี่คะ” เมื่อเมฆินชักพูดไม่รู้เรื่อง เธอก็เริ่มมีอารมณ์กรุ่นๆ เหมือนกัน ใบหน้าหวานจึงมีรอยเครียดปรากฏให้เห็น
“แต่ฉันจะนอนที่นี่ เธอมีปัญหาอะไรรึไง หือ?”
คราวนี้นอกจากรอยยิ้มยั่วยวนกวนประสาทแล้ว ร่างสูงก็ขยับมาใกล้คนตัวเล็กอย่างรวดเร็ว ทำเอาเมรินเผลอถอยหลังโดยอัตโนมัติ แววตาฉายความตื่นตระหนกมองสบตาคมเข้ม หลุดปากเสียงสั่นออกไป
“จะ จะทำอะไรคะ”
นั่นทำให้ชายหนุ่มยิ่งยกยิ้มเจ้าเล่ห์กว้างขึ้นอีก ดวงตาคมอ่อนแสงลงมองเธออย่างมีความใน แถมโน้มใบหน้ามากระซิบให้ได้ยินเพียงสองคนว่า
“หรือจะให้ฉันไปนอนในห้องกับเธอ กับลูกดีล่ะ”
เท่านั้น ดวงตาคู่สวยก็เบิกโตขึ้นอีกระดับ ขณะเผลอเรียกเขา “นายเหมือง!”
เมรินพยายามคิดหาหนทางให้เมฆินกลับออกไปจากร้านให้เร็วที่สุด เธอเชื่อว่าคนอย่างเขาสามารถหาที่นอนได้สบาย มันเป็นแผนการของเขามากกว่า ยิ่งเห็นแววตาหวานเชื่อมแบบนี้ มันอันตราย...อันตรายต่อตัวและหัวใจที่เต้นโครมครามในตอนนี้ของตนเองนั่นละ และหญิงสาวก็หลุดจากการสะกดของคนเถื่อนด้วยเสียงน่ารักของพริกแกงแหวกอากาศดังขึ้น
“ทำไมล่ะคะคุงแม่ขา ให้คุณอานอนกับเราเถอะนะคะ นะคะ นะคะ” เด็กหญิงตัวน้อยตรงเข้าไปเขย่าแขนมารดา ส่งสายตาออดอ้อน เพราะการที่เมฆินเข้ามาช่วยไว้ทันเวลา เขาจึงกลายเป็นฮีโร่ในสายตาของแม่หนูไปแล้ว
“ไม่ได้ค่ะ เราไม่ได้เตรียมที่นอนไว้สำหรับการต้อนรับแขก”
เด็กช่างพูดส่ายหน้าไม่เข้าใจ พลางเอ่ยว่า “ไหนคุงแม่สอนหนูว่าให้มีน้ำใจกับคนที่ใจดีกับเราไงคะ คุงอามาช่วยเรา คุงอาไม่มีที่นอน เราก็ต้องช่วยคุงอาสิคะ ถ้างั้น พริกแกงแบ่งเตียงให้คุงอานอนด้วยก็ได้ค่ะ”
พริกแกงพูดเจื้อยแจ้ว ช่างฉอเลาะสมกับเป็นลูกของเขาจริงๆ เมฆินจึงลอบยิ้มอย่างพอใจ แล้วใช้จังหวะนี้สร้างโอกาสให้ตัวเอง
