บทที่ 8 การเปิดเผยตัวตนของศรัณย์
ณ ห้องจัดเลี้ยงของงานเลี้ยง
อัญชิสาในชุดเดรสสั้นสีเบจเม้มปากแน่น สีหน้าไม่สู้ดีขณะมองไปที่ธนภัทร "ท่านประธานคะ ฉัน..."
ธนภัทรสงสัย จึงใช้สายตาเป็นสัญญาณให้เธอพูดต่อ
"ตอนที่ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักผ่อน เหมือนจะได้ยินเสียงพี่พิมพ์คุยกับผู้ชายอีกคนค่ะ"
ธนภัทรขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนจะหงุดหงิดเล็กน้อย "พวกเขาคุยอะไรกัน"
อัญชิสาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "เหมือนว่าผู้ชายคนนั้นจะให้อะไรบางอย่างกับพี่พิมพ์ ฉันก็ได้ยินมาโดยบังเอิญเหมือนกันค่ะ ส่วนเรื่องอื่นฉันก็ไม่ทราบแล้ว"
เมื่อเห็นสีหน้าของธนภัทรที่มืดครึ้มลงเรื่อยๆ อัญชิสาก็ใส่ไฟต่อ "ตอนแรกฉันนึกว่าหูฝาดไป ก็เลยลองตั้งใจฟังดู ปรากฏว่าเห็นพี่พิมพ์เดินออกมาจากห้องเล็กๆ ห้องนั้นพอดี..."
"แล้วก็ ฉัน...ฉันยังเห็นคุณศรัณย์ด้วยค่ะ" อัญชิสากัดริมฝีปาก เสียงอู้อี้ "ทำไมพี่พิมพ์ถึงไปยุ่งเกี่ยวกับคนอันตรายแบบนั้นได้..."
ทำไมต้องเป็นเขาอีกแล้ว
ผู้หญิงคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่
ความรู้สึกที่ศรัณย์มีต่อพิมพ์ลดานั้นชัดเจนจนใครๆ ก็ดูออก เขาไม่คิดว่าพิมพ์ลดาจะดูไม่ออก
แต่การที่พิมพ์ลดาเข้าหาผู้ชายคนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มันเพื่ออะไรกันแน่
เมื่อนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของพิมพ์ลดาในช่วงนี้ แววตาของธนภัทรก็เย็นชาลง เขากำหมัดแน่น "ดูถูกเธอไปจริงๆ พิมพ์ลดา..."
ทางด้านพิมพ์ลดา เพิ่งจะวางโหลปลาลงบนโต๊ะหินอ่อนข้างผนังในห้องโถง ธนภัทรก็เดินตรงเข้ามาพอดี
สายตาของเขาคมกริบ กวาดตามองโหลปลาแวบหนึ่งแล้วถามว่า "เธอไปหาใครมา"
"คะ?" พิมพ์ลดาขมวดคิ้ว เมื่อก่อนเธอไม่เคยรู้เลยว่าธนภัทรจะสนใจความเป็นไปของเธอขนาดนี้
"ปลาทองหายไป ฉันก็เลยไปถามดูน่ะค่ะ"
อัญชิสาที่ยืนอยู่ข้างธนภัทรก็เดินเข้ามาทันที คว้าแขนของพิมพ์ลดาไว้แล้วพูดอย่างเสแสร้ง "พี่พิมพ์คะ คุณศรัณย์เขาไม่ใช่คนดีอะไรเลยนะ อย่าให้เขามาหลอกได้!"
แววตาของพิมพ์ลดามีประกายความประหลาดใจแวบผ่าน ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งในทันที
เธอสะบัดแขนออกอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพูดเสียงเย็นชา "จัดการเรื่องของตัวเองเถอะ ฉันไม่ต้องการให้เธอมาเตือน"
"พี่พิมพ์คะ ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง..." อัญชิสาค่อยๆ ดึงมือกลับอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทำหน้าตาน่าสงสาร "แต่เขาอันตรายจริงๆ นะคะ คนแบบนั้นไว้ใจไม่ได้หรอก!"
พิมพ์ลดาขมวดคิ้วพลางจ้องมองเธออย่างเย็นชา จากสีหน้าของอัญชิสาแล้ว เธอน่าจะยังไม่ได้ยินอะไรมากนัก
ธนภัทรขมวดคิ้ว ดึงอัญชิสาไปหลบอยู่ข้างหลัง "อัญเขาเป็นห่วงเธอ ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นได้ ฉันขอเตือนเธอว่าทางที่ดีควรอยู่ให้ห่างจากคนคนนั้น อย่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว"
"คุณศรัณย์จะน่าเชื่อถือหรือไม่ ฉันรู้ดีอยู่แก่ใจ พวกคุณไม่จำเป็นต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เขาตรงนี้" พิมพ์ลดาเหลือบมองพวกเขาทั้งสองอย่างเย็นชา
ชาติที่แล้ว ธนภัทรก็เป็นแบบนี้ เพื่อปกป้องอัญชิสา เขาก็เผชิญหน้ากับเธอมานับครั้งไม่ถ้วน
เขาดีกับอัญชิสามากเกินไป ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็คิดว่าอัญชิสาคือนายหญิงของเขา
"พี่พิมพ์คะ ฐานะของพี่สูงส่ง เป็นถึงไข่ในหินของตระกูลทองแพ แต่คุณศรัณย์เป็นแค่คนป่าเถื่อนไร้มารยาท!" อัญชิสาหน้าแดงก่ำด้วยความร้อนใจ เสียงดังขึ้น "การคบค้าสมาคมกับเขา มันทำให้เสียเกียรติของพี่พิมพ์นะคะ!"
ทันใดนั้น บรรยากาศในห้องโถงก็เงียบสงัดลง เสียงพูดคุยและเสียงแก้วกระทบกันพลันหายไป
เสียงรองเท้าหนังหนักๆ กระทบพื้นดังขึ้นเป็นจังหวะ ‘ต็อก ต็อก’
ชายชราในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเขาทั้งหนักแน่นและมั่นคง แผ่นหลังตั้งตรง แผ่รังสีแห่งอำนาจออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
พิมพ์ลดาเงยหน้าขึ้นมอง ธนภัทรและอัญชิสาก็หันกลับไปเช่นกัน
บอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่กำยำทำความเคารพชายชรา ก่อนจะมองไปยังทุกคนในงานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม
"ท่านนี้คือคุณประเสริฐครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างแสดงความเคารพและยกแก้วขึ้นคารวะ
พิมพ์ลดาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ชายชราผู้ทรงอำนาจคนนี้คือคุณตาใจดีที่ตักปลาทองเมื่อกี้นี่เอง!
สีหน้าของอัญชิสาพลันซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
จบสิ้นแล้ว คนที่เธอเพิ่งจะล่วงเกินไปเมื่อครู่ คือผู้กุมอำนาจของตระกูลศรีเรืองทั้งตระกูล!
ในขณะนั้น ศรัณย์ก็ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ประคองแขนของท่านไว้อย่างนุ่มนวล และยืนตัวตรง
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของพิมพ์ลดา เขาก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ
พิมพ์ลดารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาในใจ เรื่องราวดูเหมือนจะค่อยๆ หลุดออกจากการควบคุมของเธอไปแล้ว
"ทุกท่านครับ วันนี้ผมเชิญทุกท่านมาที่งานเลี้ยง ก็เพื่อจะประกาศข่าวสำคัญเรื่องหนึ่ง"
น้ำเสียงของคุณประเสริฐทรงอำนาจและลุ่มลึก ราวกับเป็นคนละคนกับชายชราที่ก้มหน้าขอโทษเมื่อครู่นี้!
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เขา รอคอยคำพูดประโยคถัดไปอย่างใจจดใจจ่อ
หัวใจของพิมพ์ลดากระหน่ำรัว
"ศรัณย์ คือหลานชายของผม ประเสริฐ และเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลศรีเรือง"
"สถานะของเขา ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาดูแคลนหรือตั้งคำถามได้"
สายตาของคุณประเสริฐกวาดไปที่อัญชิสา คมกริบราวกับมีด
อัญชิสารู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลังจนตัวสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
"และหลานชายของผม ก็ไม่ใช่คนป่าเถื่อนไร้มารยาท!"
ทั้งงานเงียบกริบในทันที ทุกคนต่างมองไปที่ศรัณย์ด้วยความตกตะลึง
พิมพ์ลดาหน้าตาตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก
ไม่! เป็นไปไม่ได้! เส้นเรื่องมันไม่ตรงกันเลย!
ตามเนื้อเรื่องปกติ อีกสองปีคุณประเสริฐถึงจะเสียชีวิต และจะยอมรับในตัวตนของศรัณย์ในวาระสุดท้าย พร้อมทั้งมอบมรดกทั้งหมดให้เขา
แต่ทำไมตอนนี้มันถึงเกิดเร็วขึ้น
พิมพ์ลดาค่อยๆ หยิกที่ร่องเหนือริมฝีปากตัวเอง พยายามทำให้ตัวเองมีสติ
เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้มีหลายอย่างที่เธอคาดไม่ถึง
ดูเหมือนว่าการเกิดใหม่ของเธอไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนทิศทางเล็กๆ น้อยๆ ของเนื้อเรื่อง แต่ยังเปลี่ยนเส้นเวลาไปโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย
ทางด้านนี้ ใบหน้าของอัญชิสาซีดจนไร้สีเลือด
ประโยคสุดท้ายของคุณประเสริฐเมื่อครู่นี้ชัดเจนว่าพูดกับเธอ
แต่ไหนเธอได้ยินมาว่าศรัณย์ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แล้วจู่ๆ กลายเป็นหลานของคุณประเสริฐไปได้อย่างไร
จะทำยังไงดีล่ะทีนี้
ถ้าทำให้คุณประเสริฐไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ แล้วเธอจะอยู่ในวงการการเงินต่อไปได้อย่างไร
อัญชิสากัดริมฝีปากแน่น มองไปที่ธนภัทรอย่างร้อนรน
"คุณประเสริฐครับ เมื่อครู่อัญแค่พลั้งปากไป เธออายุยังน้อย ไม่ค่อยรู้ความเท่าไหร่ ได้โปรดให้อภัย อย่าถือสาเธอเลยนะครับ"
คุณประเสริฐแค่นเสียงเย็นชา "อายุยังน้อยไม่ใช่ใบเบิกทางให้พ้นผิด"
"ได้ยินมานานว่าท่านประธานรับนักเรียนในวงการที่ฉลาดหลักแหลมมาคนหนึ่ง ไม่นึกว่าจะเป็นคนแบบนี้"
อัญชิสาก้มหน้าลง กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
คำพูดที่หลุดจากปากไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ตอนนี้คงเรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว
ความรู้สึกดีที่คุณประเสริฐมีต่ออัญชิสาได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ต้องการจะพูดคุยกับเธออีกต่อไป
พิมพ์ลดายืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ก็สมควรแล้ว ตอนแรกอัญชิสาล่วงเกินคุณประเสริฐที่ปลอมตัวมาก็ว่าแย่แล้ว ตอนหลังยังมาวิจารณ์หลานชายของท่านอย่างเสียมารยาทอีก
คนของตระกูลศรีเรืองทั้งสองคนที่อยู่ในงานล้วนถูกเธอสั่งสอนมาหมดแล้ว ในแง่หนึ่งก็ถือว่าเธอเก่งเหมือนกัน
การที่คุณประเสริฐไม่ไล่เธอออกไปก็ถือว่าไว้หน้าธนภัทรมากพอแล้ว
ธนภัทรเป็นคนฉลาด ในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้
