บทที่ 3 เอ็นดู
บทที่3 เอ็นดู
12:24
ณ โรงอาหาร
ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีคนในกลุ่มไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก ตั้งแต่ตอนเช้าข้าวปุ้นทำหน้าบูดบึ้งตลอดทั้งวัน เพื่อนถามอะไรก็ไม่ตอบ เพราะเหตุนี้ทำให้จูนถึงกับต้องออกโรงถามให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าเป็นอะไรกันแน่ ไหนจะเรื่องที่คุยค้างกันเมื่อคืนอีก
ปึ่ง!
แก้วน้ำแปปซี่ถูกวางบนโต๊ะอย่างแรง จูน ค่อยๆ หย่อนสะโพกลงไปนั่งบนเก้าอี้ก่อนจะใช้มือ เท้าคาง หรี่ตามองใบหน้าเพื่อนสนิทด้วยความสงสัย
“ ปุ้น! ทำไมถึงเดินไม่รอก็บอกว่าเก็บปากกาอยู่เดินเร็วชะมัด! หิว หรือไง ”
“ ..... ”
เงียบ.... และก็เงียบร่างเล็กไม่ตอบทั้งยังตักเอาข้าวเข้าปากอย่างสบายใจ
“ ทะเลาะกับป้ามาหรอ ? ”
ถึงข้าวปุ้นไม่เอ่ยปากเล่าจูนก็พอจะเดาออก เมื่อครั้งก่อนตนเคยไปบ้านเพื่อนครั้งนึง คงจะเป็นจังหวะไม่ดีด้วยล่ะ เพราะป้ากับลูกชายทะเลาะกันและลามมาถึงข้าวปุ้นทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ นับแต่นั้นก็เลยรู้ว่าบ้านมันมีปัญหากันบ่อยแค่ไหนเพราะทุกครั้งที่ข้าวปุ้นโดนอะไรมาจะนั่งซึมแบบนี้
“ เฮ้ย! เลิกกินไก่ก่อนดิ้ บอกมาว่ามึงเป็นไร ! ”
บอส เพื่อนสนิทในกลุ่มอีกคนที่รอฟังคำตอบไม่ไหวก็รีบคว้ามือข้าวปุ้นไม่ให้มันเอาข้าวเข้าปาก
ทั้งจูนและบอสมองหน้าข้าวปุ้นอย่างเคล้นเอาคำตอบ
“ อืม นิดหน่อย ”
ข้าวปุ้นตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเหมือนคนกระซิบก่อนจะเหลือบตามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอีกทั้งยัง ไม่อยากให้เพื่อนร่วมโต๊ะมารับรู้เรื่องราวในครอบครัวของตัวเองมากเท่าไหร่
“ ดูทรงแล้วไม่หน่อยแน่อ่ะ เขาทำอะไรแกอีก ห้ะ! ”
จูนหรี่ตามองเพื่อนเพราะไม่อยากเชื่อคำพูด ตนแอบเหลือบไปเห็นรอยเปื้อนที่หลังเสื้อมันจะไม่มีเรื่องเกิดขึ้นได้ยังไงหลักฐานอยู่ตรงนี้
“ นั่นดิวะ ”
ยังดีที่มีบอสช่วยเสริมทัพให้ปุ้นมันยอมเปิดปากและก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเพราะ หนุ่มนิติหน้าหวานเริ่มทำตาเลิ่กลั่ก แขนเรียวเอื้อมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเหมือนกำลังคิดหาคำแก้ตัวอะไรอยู่
“ ก็วันนี้เราตื่นสายอ่ะ ป้าเลยด่าเรา ”
“ แค่ด่า !ทำให้ซึมได้ครึ่งวันเลยอ๋อวะ ? ”
เหมือนบอสจะยังไม่เชื่อถึงได้ยอมปล่อยช้อนกินข้าวเพื่อมาจับหัวไหล่ข้าวปุ้นและหันพลิกซ้ายขวาเพื่อสำรวจรอย
หมับ!
“ อื้อ ! อะไรของแกเนี่ยบอสเราจะกินข้าว ”
ปากหยักเบะเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าไม่พอใจจึงทำให้เพื่อนนิสัยห้าวอย่างบอสยอมปล่อยแต่โดยดี
“ เนี่ย รอยเปื้อน ยังจะโกหกอะไร ”
“ เราแค่ล้มเอง อย่าเล่นใหญ่ไปหน่อยเลย ”
พอพูดจบเจ้าของใบหน้าหวานก็หันมาตักไก่กระเทียมชิ้นเล็กเข้าปาก เคี้ยวจนแก้มตุ่ยภายนอกข้าวปุ้นดูเป็นคนบอบบางจนอยากปกป้อง จูนและบอสมองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างระอา ไม่อยากถามเอาความมากมายเพราะเจ้าตัวไม่เต็มใจจะบอก
“ มีอะไรก็บอกแล้วกันอย่าเก็บไว้คนเดียวนะเว้ยอีลูก! ”
จูนพูดทิ้งท้ายไปแบบนั้นเพราะเห็นที่ข้าวปุ้น โพสต์ตอนเช้าก็นึกห่วงอยู่ลึกๆ ก่อนจะยอมนั่งลงกินข้าวแต่โดยดีเพราะตอนนี้หิวจนไส้กิ่วอยู่แล้ว
ทั้งสามคนทานข้าวกันอย่าง เอร็ดอร่อยอิ่มแล้วก็พากันย้ายมานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้ามอ. ชวนกันคุยเรื่องโครงงานสัพเพเหระ และคอยสังเกตดูอาการข้าวปุ้นตอนนี้ทั้งยิ้มแย้มและหัวเราะทำให้หายห่วงไปได้นิดนึง
“ เออแล้วเมื่อคืนที่เราคุยกันค้างไว้ล่ะ ! แกยังไม่ตอบเลยนะไอ้ปุ้น ”
คุยกันเรื่องงานอยู่ดีๆ จูนก็หยิบเรื่องเมื่อคืนที่คุยกันค้างไว้เอามาพูด ทำให้บอสที่ไม่รู้เรื่องอะไรถึงกับขมวดคิ้วงุนงงกับบทสนทนาที่เกิดขึ้น
“ อะไรหรอ? ”
“ นี่อย่ามาทำหน้าตาน่ารักนะ! เรื่องมัน เกิดจาก โพสต์เมื่อคืนไอ้บอสมึงไม่เห็นไง ”
จูนหันไปสะกิดตัวบอสที่ทำกิริยา ลุกลี้ลุกลนถ้าจะให้เดามันคงจะเห็นรูปนั้นของไอ้ปุ้นแล้วล่ะถึงได้หูแดงเถือกขนาดนี้
“ กะ...ก็!! แต่กูเลื่อนผ่าน ”
ปึ่ง!
“ กล้ามากที่โกหก! กูเห็นมึงรีโพสต์อย่าตอแหล ”
บอสหน้าเสียทันที ที่ถูกเพื่อนจับได้
“ มึงเป็นกล้องวงจรปิดอ๋อ จับผิดอยู่ได้ ”
ต่างคนต่างไม่มีใครยอมใครจริงๆ เอะอะก็จะแยกเขี้ยวใส่กันตลอดจนข้าวปุ้นต้องเข้ามาห้ามปราม
“ พอแล้วสรุปอยากจะรู้เรื่องของเราไหม พอดีว่ามีเรื่องอยากจะ ปรึกษาทั้งสองคนน่ะ ”
ใบหน้าหวานนั่งตำแหน่งคั่นกลางหันมอง เพื่อนที่นั่งขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา
“ ดู นี่สิ ”
ก่อนจะหยิบโจะหยิบโทรศัทพ์ออกมาเปิดเข้าแชทที่ข้าวปุ้นคุยค้างไว้กับผู้ชายที่อ้างว่าสนใจในตัวเขาเมื่อคืน
“ เฮ้ย! นี่มันคุณภรัณนี่หว่า ?? ”
จูนทำท่าเหมือนจะรู้จักผิดกับมอสที่เอาแต่นั่งงงไม่รู้อะไรเป็นอะไร
“ ใครคือภรัณ ”
“ นี่เจ้าของร้านเพรชย่านทองหล่อแม่ฉันเคยเป็นลูกค้าร้านนั้นเว้ย ”
“ แล้วยังไงหรอ ? ”
แววตาของมันถามด้วยความใสซื่อ ถ้าคนไม่รู้จักนิสัยข้าวปุ้นมันจริงๆ จะว่ามันแอ๊บแบ๊วทำไม่รู้ประสา จะยังไงซะอีกก็เหมือนตกถังข้าวสารยังไงล่ะ เจ้าของร้านเพรชทักหาเชียวนะ
“ จะยังไงล่ะก็รวยโคตรเลยไง!! สบายแล้วไอ้ปุ้น กอบโกยให้หมด ”
“ หึ่ย จูน ”
ดูเหมือนว่าบอสจะไม่ค่อยเห็นดีด้วยสักเท่าไหร่สายตามันดูค้านยังไงชอบกล
“ หรอ ... ”
“ เสียอย่างนะตาลุงนั่นหน้าหม้อเป็นบ้าควงเด็กไม่เว้นแต่ละวัน ”
“ มึงรู้ได้ไงวะ เป็นหมออ้อยเขาหรอถึงรู้ ”
บอสเข้าใจเปรียบเปรยทางอ้อมพอใจจูนได้ ตะหงิดนึกคิดสักนิดแต่พอรู้เท่านั้นก็เกือบจะได้แลกกันคนละหมัดซะแล้ว
“ เหอะ! รู้ได้ไงอ่ะหรอไม่ต้องสงสัยกันหรอกชีวิตนี้กูเคยตกข่าวป้ะล่ะ นี่เห็นมาเต็มสองลูกกะตาเลยวันนั้น ”
ไม่พูดเปล่าจูนยังสาธิตเอานิ้วป้อมๆ มาจิ้มที่ตาของตัวเองเพื่อให้เพื่อนเห็นภาพกว้างขึ้น
“ คือ...วันนั้นวันเกิดพ่อเว้ยแม่เลยอยากซื้อแหวนให้เป็นของขวัญเลยเลือกร้านคุณภรัณ คิดดูนะดวงดีสุดๆ กูไปกับแม่ปุ้บเจอเจ้าของร้านเลย และเขาไม่ได้ไปคนเดียวนะเว้ย...มีเด็กผู้ชายตัวเล็กผิวโคตรดี นั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัทพ์แดกเค้กสบายใจต้องการอะไรแค่เอ่ยปากพูด ”
ยิ่งเล่าก็ยิ่งมันทั้งบอสและข้าวปุ้นต่างก็ตั้งใจฟัง
“ และมึงรู้ได้ไงว่าเป็นเด็กเขาอาจจะน้องก็ได้ ”
“ หื้ม! ลูกอีช่างขัด ฟังก่อนสิ! ”
“ กูจะฟ้องแม่ ”
“โอ็ย! พอเลยทั้งคู่เราอยากฟังต่อจูนเล่าอีกๆ”
ข้าวปุ้นดูจะสนใจกับเรื่องที่จูนเล่าเอามากๆ จนถึงขั้น ขยั้นขยอให้เพื่อนเล่าต่อ
“ มองแค่ แว๊บเดียวก็รู้เลยว่าไม่ใช่คนธรรดาแน่นอนเพราะพนักงานดูเกรงใจอ่ะ กูเห็นแต่ละคนนะก้มหลังจนหน้าแทบจะติดพื้น กลัวโดนไล่ออกขนาดนั้นเลยหรือไง สงสัยคงเป็นคนโปรดแหละ พวกนั้นถึงเกรงใจขนาดนี้และนายนั่นก็ดูลอยหน้าลอยตานึกแล้วกูก็หมั่นไส้ ขึ้นมาเฉยเลยว่ะ ”
ข้าวปุ้นทำหน้าเซ็งก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา
“ เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงอ๋อ ? ”
บอสเลิกคิ้วถาม
“ ไม่จ้ะ! คุณภรัณชอบผู้ชาย ”
จูนเองก็ตอบทันควันพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหันมาสนใจโทรศัทพ์ของข้าวปุ้นต่อเพราะยังอ่านแชทไม่หมด
“ เดี๋ยวนะตาลุงคนนั้นจะให้แกไปเป็นเด็กเขาอ่อ!! "
ฟรึ่บบ!
ไม่ทันที่เพื่อนอย่างจูนจะจับใจความบนจอจบ ข้าวปุ้นก็ชักโทรศัทพ์กลับมาเก็บไว้ในกระเป๋า ทิ้งให้เพื่อนสงสัยในการสนทนาของเขาและภรัณไปซะดื้อๆ
“ เอ้า! ยังอ่านไม่จบเลย ”
จูนร้องโวยวายเพราะตัวเองยังไม่ทันสรุป
“เราตัดสินใจแล้วว่าจะลองรับข้อเสนอของเขาดู”
**ว่าไงนะ! //**ห้ะ!!? ว่าไงนะ
ทั้งคู่อุทาคู่อุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ ข้อเสนออะไรอ่ะปุ้น นายคิดดีแล้วอ๋อ ? ”
“ นั่นดิ คุณภรัณถึงมาดจะหล่อดูดีแค่ไหนแต่ก็ติดนิสัยเจ้าชู้นะ เกิดแกไปเป็นเด็กเขาวันนึงเกิดเบื่อแล้วเขี่ยแกทิ้งขึ้นมาทำไงล่ะ ปุ้นมีแต่เสียเปรียบนะคิดดูดีๆ ”
จูนเตือนเพื่อนด้วยความหวังดีเพราะเขารู้ว่าภรัณน่ะ คือเสือตัวพ่อเลยนะ และเสือตัวนี้ก็ไม่เคยแผ่วกับเรื่องอย่างว่า ทว่าเขาก็ไม่เคยหยุดอยู่กับใครนานๆ แต่ละวันมีคนป้อนเหยื่อให้เป็นว่าเล่น และยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เจอเนื้อที่หวานจริงๆ ก็จะไม่ยอมสยบ
“ นั่นสิ แล้วนายมีเหตุผลอะไรถึงอยากทำงานแบบนี้ ”
“ ปุ้นมีเหตุผลที่ต้องรับงานแบบนี้น่ะบอส เรา นอนคิดมาทั้งคืนแล้ว ”
“ แล้วรู้ไหมว่าถ้ารับไปแล้วจะต้องเจอกับอะไร ”
“ ..... ”
“ ( ส่ายหัว ) เขานัดเจอเราวันนี้แล้วด้วย...”
ข้าวปุ้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสบประหม่าชักจะเริ่มกลัวแล้วล่ะสิ
“ เราจะไม่รับงานเกินเลยไปมากกว่านั้นหรอกเราตกลงกับคุณเขาไว้แล้วว่าขีดจำกัดเราให้ได้ประมานไหนอย่างมากก็แค่เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวเท่านั้นแหละ จูนกับบอสอย่าห่วงเราเลยนะ ”
ร่างเล็กเพียงแค่พูดให้เพื่อนคลายกังวลเพียงเท่านั้นแต่ก็ดูเหมือนว่า บอสจะไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของข้าวปุ้นสักเท่าไหร่
“ แต่เราว่ามันไม่โอเครเลยนะ ”
“ เอาเหอะๆ ในเมื่ออีลูกมันคิดดีแล้วก็ตามใจและกัน แต่ขอเตือนนะห้ามถลำลึกไปมากกว่านั้นเด็ดขาดเข้าใจไหม มีอะไรต้องบอกพวกเราให้รู้ห้ามปิดบังกัน ”
“ อื้อ เข้าใจไม่เกินเลยหรอกจูน ”
ทำไมเซนส์มันถึงบอกว่าไอ้ปุ้นมันเหมือนจะโดนงาบเลยนะ จูนส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไปให้หมดเขาคงคิดแทนเพื่อนมากไปแหละมันไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกขนาดนั้น
17:30
พอตกเย็นสภาพร่างกายก็แทบจะหมดสภาพนี่พึ่งปีหนึ่งเองนะไม่คิดว่าการเลือกเรียนคณะนิติต้องอ่านและจดเยอะมากเป็นหลายๆ สิบหน้ากระดาษ จนถึงตอนนี้ตัวอักษรหนังสือยังหลอนอยู่ในสมอง เลยต้องหาอะไรหวานๆ กินให้มันหายมึนหน่อย
ข้าวปุ้นเดินตรงไปยังร้านขายน้ำปั่นที่อยู่ไม่ห่างจากมอ. มากนักเพราะตอนลงรถมาสายตาดันเหลือบมองไปเห็นพอดี
“ ป้าครับผมเอานมสดน้ำผึ้งแก้วครับ ”
“ ปั่นไหมลูก ”
“ ปั่น ด้วยครับ..เอ่ออมีวุ้นฟรุตสลัดไหมครับ ”
“ มี จ้ะใส่ไปด้วยเลยเนาะ ”
“ ครับ ”
ข้าวปุ้นนัางรอที่โต๊ะบาร์หน้าร้านก่อนจะหยิบสมุดในกระเป๋าผ้าขึ้นมาอ่านรอไปพรางๆ บอสและจูนกลับไปด้วยกันเพราะเส้นทางที่บอสขับผ่านบ้านจูนพอดี ส่วนเขานั้นต้องนั่งรถเมลล์กลับบ้านคนเดียวแต่ ทว่าวันนี้คงไม่ได้กลับง่ายๆ แน่
“ ได้แล้ว จ้า นมสดปั่นใส่น้ำผึ้ง ”
“ ขอบคุณครับ ”
ได้รับน้ำปั่นมาจากป้าคนขายแล้วข้าวปุ้นก็ระบายยิ้มออกมาอย่างชอบใจ พึ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมสั่งป้าให้เอาหวานๆ ถึงคิดได้ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วเพราะน้ำในแก้วกำลังจะเข้ามาอยู่ในปากของข้าวปุ้น
“ อ๊าาา อร่อยอ่ะ ”
แก้มป่องเคี้ยววุ้นฟรุตสลัดตุ่ยๆ ก่อนจะหันไปยิ้มกับป้าคนขายน้ำ กิริยาและท่าทางของหนุ่มน้อยคนนี้น่าเอ็นดูจนเจ้าของร้านละสายตาไม่ได้
ติ้ง!!
จู่ๆ แจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นทำให้ข้าวปุ้นที่กำลังเพลิดเพลินกับรสชาติหวานหอมของนมปั่น วางแก้วน้ำลงข้างกายก่อนจะหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาดูว่า ใครแชทมา
---- ส่งรูปภาพให้คุณ ----
พอเปิดดูถึงกับต้องตกใจเพราะมันโชว์รูปขึ้นเป็นภาพของตัวเองกำลังนั่งดูดน้ำปั่นยิ้มหน้าแป้นตาเป็นขีด
“ เห้ย! อยู่ไหน อ่ะ ~ ”
ข้าวปุ้นหันซ้ายมองขวาหาเจ้าไลน์ ก็หาไม่เจอทำให้เริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“ เป็นสต๊อกเกอร์หรือไงเริ่มน่ากลัวแล้วนะ ”
ท่าทีของข้าวปุ้นทำให้คนที่ยืนคอยอยู่อีกฝั่งหัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความชอบใจ
“ หึ เด็กน้อย ”
ภรัณมาก่อนเวลานัดเขารออยู่หน้ามหาลัย เพื่อคอยสังเกตการณ์อยู่ในรถว่ามีนักศึกษาเริ่มทยอยกันออกมาแล้วหรือยัง เวลาผ่านไปสักพักเขาก็เห็นผู้ชายคนนึงออกมาจากรั้วมหาลัยด้วยสภาพอิดโรยเดินเข้าร้านน้ำปั่นเลยเป็นอันดับแรก
ชายหนุ่มตัดสินใจเปิดประตูก้าวขาลงมาจากรถด้วยท่าทีดูสง่า ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสแล็คดำและแว่นตา Louis Vuitton คู่ใจ กำลังเดินข้ามมาอีกฝั่งของถนน
ข้าวปุ้นละสายตาจากหน้าจอทำจมูกฟุตฟิตเพราะได้กลิ่นน้ำหอมออกแนวสปอร์ตอยู่ใกล้ตัว
“ข้าวปุ้น หรือเปล่า”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังมาจากทางด้านหลังทำให้หนุ่มน้อยค่อยๆ เอี่ยวตัวหันไปดูว่าเจ้าของเสียงนั้นคือคนที่เขาคิดหรือเปล่า
ฟรึ่บบ!
“สะ..!! สวัสดีครับ”
ข้าวปุ้นตกใจรีบลุกยืนขึ้นโดยไม่ลืมยกมือไหว้ภรัณอย่างมีมารยาทเพราะชายหนุ่มดูแก่กว่าตนไม่น้อย
“หึ...สวัสดี”
ปากว่าแต่มือถึง มือหนายกขึ้นมาประกบฝ่ามือบางก่อนจะเลื่อนให้ลดลงและส่งยิ้มเพื่อทักทาย
“มานานแล้ว หรอ”
ข้าวปุ้นชักมือออกจากการจับกุมของภรัณ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับที่สายกระเป๋าผ้าแทน ยังไม่ทันไรชายตรงหน้าก็ทำท่าแต๊ะอั๋งข้าวปุ้นซะแล้ว
“นาน พอสมควร”
ภรัณตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะยิ้มให้ข้าวปุ้น
“อ่อ งั้นคุยกันที่ไหนดี”
“ตามฉันไปที่รถสิ”
“ ครับ ”
