บทที่ 1 แต่งงาน
“ถึงคุณจะสนิทกับครอบครัวนั้นแค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะหยิบยื่นช่วยเหลือทุกครั้งแบบนี้นะคะ” เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยพูดกับสามีตัวเองขึ้นอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำให้เธอไม่กล้าพูดอะไรออกไปมากกว่านี้
“แต่คุณก็เห็น ว่าศิวะไม่เคยผิดคำพูดกับผม” ชายวัยกลางคนผู้เป็นสามีตอบกลับภรรยาของตนออกไป
“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะค่ะ แต่นี่มันเกินไปแล้วนะคะ เงินเป็นสิบๆ ล้าน คุณไว้ใจให้พวกเขายืมได้ยังไงกัน แล้วครั้งนี้คุณมั่นใจแค่ไหนว่าเขาจะหาเงินขนาดนั้นมาคืนคุณได้”
“ผมว่าที่แม่พูดก็มีเหตุผลนะครับ ครอบครัวอาศิวะมีปัญหามานานแล้ว แล้วเงินครั้งนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ พ่อคิดว่าพวกเขาจะหาเงินมาคืนเราได้จริงๆ เหรอครับ” ตฤณ หรือ ตฤณจร เอ่ยกับผู้เป็นพ่อออกไปด้วยความคิดเห็นคล้ายกับแม่ของเขา เพราะที่ผ่านมาเขาก็เห็นมาตลอดว่าบ้านหลังนั้นมีปัญหาให้พ่อเขาช่วยเหลือบ่อยๆ
“ฉันว่าอย่างน้อยคุณก็น่าจะเอาโฉนดที่ดินบ้านหลังนั้นไว้นะคะ ถ้าเกิดพวกเขาเบี้ยวขึ้นมาอย่างน้อยเราจะได้ไม่เสียเปล่า” คุณธิดาเอ่ยกับสามีออกไปอีกครั้ง เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ เธอไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น
“ผมมีวิธีที่ดีกว่านี้” คุณตุลผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้นหลังจากภรรยาเอาแต่กังวลไม่เลิก
“ยังไงคะ?”
“ผมจะให้ตฤณแต่งงานกับพร้อมตา” และนั่นก็คือคำตอบของประมุขของบ้านที่คิดมาดีแล้ว
“อะไรนะครับ!?” แต่เจ้าของชื่ออย่างตฤณกลับเอ่ยออกมาเสียงดังทันทีอย่างไม่ได้ตั้งตัว
“ตอนนี้แกก็เข้าสามสิบแล้วนะตฤณ พ่อว่าถึงเวลาที่แกควรจะแต่งงานได้แล้ว” คุณตุลเอ่ยกับลูกชายออกมาตามความคิด แต่จริงๆ เขาไม่ได้ห่วงเรื่องอายุของลูกอย่างที่พูดหรอก
เพียงแต่...
“ผมไม่อยากแต่งงาน” ตฤณเอ่ยปฏิเสธผู้เป็นพ่อออกไปทันทีอย่างไม่เสียเวลาคิด เพราะสำหรับเขา เขาไม่อยากแต่งงาน ไม่คิดถึงเรื่องแต่งงานอีกเลยตั้งแต่ที่เขา...
“ฉันก็ไม่เห็นด้วยนะคะ การที่ลูกต้องแต่งงานเราก็มีแต่เสียกับเสียนะคะ ทั้งสินสอด แล้วไหนจะสมบัติที่บ้านหลังนั้นอาจจะมากอบโกยไปอย่างไม่ต้องรู้สึกเกรงใจ” คุณธิดาเองก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามี ปกติก็เห็นครอบครัวนั้นเป็นตัวปัญหาอยู่แล้ว การได้แต่งดองเข้ามาไม่ยิ่งจะสร้างปัญหามากมายกว่าเดิมอีกหรือไง
“เงินที่ศิวะยืมก็ถือว่าเป็นสินสอดห้าล้านส่วนที่เหลือก็ให้ทยอยคืน ศิวะก็มีลูกสาวคนเดียวยังไงบ้านและสมบัติทุกอย่างของศิวะก็ต้องเป็นของลูกสาวเขา ถ้าตฤณแต่งงานกับพร้อมตา ผมไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่เราจะเสียเลย” คุณตุลอธิบายขยายความทุกอย่างออกมาอย่างมีเหตุผล แม้จริงๆ ตัวเขาจะไม่ได้กลัวเพื่อนผิดคำพูดหรืออยากได้ของเหล่านั้นก็ตาม
“.....” คุณธิดาได้ยินแบบนั้นก็เงียบคิดตามที่สามีพูดออกมาอย่างถี่ถ้วน
“แต่ผมไม่อยากแต่งงานพ่อก็รู้” เป็นตฤณเองที่ยังคงเอ่ยปฏิเสธขึ้นอย่างไม่คิดยอม โดยเฉพาะการแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้เลือก
“ถ้าเหตุผลที่แกไม่อยากแต่งงานเพราะผู้หญิงคนนั้น งั้นครั้งนี้พ่อขอสั่งให้แกแต่งงานกับพร้อมตา” เพราะรู้ความคิดของลูกชายตัวเองดี นั่นทำให้สุดท้ายคำสั่งเด็ดขาดก็ออกจากปากของผู้เป็นพ่ออย่างไม่สนใจอีกต่อไป เพราะเขาไม่อยากให้ลูกชายมาจมอยู่กับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทิ้งลูกชายเขาไปแบบนี้
ตฤณได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากบ้านไปทันทีหลังจากรู้ว่าสิ่งที่พ่อสั่งนั้นขัดไม่ได้ ทั้งที่พ่อก็รู้ว่าเขารักใคร ทั้งที่พ่อก็รู้ว่าเขารอใคร แต่สุดท้ายพ่อก็บังคับเขาอย่างไร้เหตุผล สุดท้ายพ่อก็จะให้เขาแต่งงาน
“โถ่เว้ย!!!”
“เป็นบุญของลูกแล้วนะที่ลุงตุลเอ็นดู จนได้แต่งงานเข้าบ้านสิงหาบริรักษ์” นายศิวะ ผู้เป็นพ่อเอ่ยกับลูกสาวออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจที่ลูกสาวกำลังจะได้เป็นฝั่งเป็นฝา และยังได้ตบได้แต่งเข้าครอบครัวสิงหาบริรักษ์ที่เขาสนิทสนมมาตั้งแต่วัยรุ่น
“ลูกไม่น้อยใจใช่ไหม ที่การแต่งงานครั้งนี้มันเป็นเพียงการแต่งงานเพราะค้ำประกันหนี้” คุณงามตาเอ่ยถามลูกสาวตัวเองขึ้นด้วยความกังวลและห่วงความรู้สึกของลูกสาว เพราะถึงแม้ว่าประมุขของบ้านสิงหาบริรักษ์จะเอ็นดูลูกสาวเธอจึงเลือกให้แต่งงาน แต่เหตุผลจริงๆ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรกันแน่
“แค่คุณลุงเอ็นดูพร้อม แค่พร้อมได้ทำเพื่อพ่อกับแม่ พร้อมก็ไม่น้อยใจหรอกค่ะ” พร้อม หรือ พร้อมตา หญิงสาวสวยอ่อนหวานเอ่ยตอบผู้เป็นพ่อแม่ของเธอออกไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่นึกน้อยใจหรือโกรธเคืองพ่อแม่เลยสักนิด
ไม่ว่าเหตุผลของการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นอะไร เธอก็ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ เพราะทุกอย่างมันได้ถูกกำหนดไว้แล้ว และเธอก็ได้เลือกแล้ว
“งั้นเดี๋ยวแม่ลงไปรับแขกก่อนนะลูก”
“ค่ะ”
หลังจากภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หญิงสาวในชุดเจ้าสาวแบบไทยประยุกต์ก็ได้แต่นั่งมองตัวเองผ่านกระจกเงาใบใหญ่ด้วยรอยยิ้ม
ถึงแม้ว่างานแต่งครั้งนี้มันจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรักระหว่างคู่บ่าวสาว เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันอย่างดีพอ แต่สำหรับเธอที่ชื่นชมในตัวเจ้าบ่าวของเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเลยสักนิดกับงานที่เกิดขึ้น
อีกอย่างเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่พอได้เข้าพิธีแต่งงานมันก็ย่อมอยากให้เป็นวันที่ดีที่สุดอยู่แล้วนั่นเอง และเธอก็หวังว่าชีวิตการแต่งงานของเธอ...จะเป็นไปได้ด้วยดี
