บทที่ 6 บทที่2.การเดินทางไกลครั้งแรกของนิรดา 2
เอกสารที่อำเภอมอบไว้ให้ ประกอบการเรียนรู้ เมืองที่นิรดาจะจะต้องเดินทางไปทำงานเป็นคนงานเก็บผลเชอรี่ ชื่อเมืองซินต์-เตรยเดิน”Sint-Truiden” เป็นเมืองและเทศบาลในมณฑลลิมเบิร์กของเบลเยียม และเป็นโชคดีอีกอย่างที่ นิรดาเรียนเอกภาษาฝรั่งเศสและนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอผ่านการสัมภาษณ์ เมื่อสามารถสื่อสารกับคนในท้องถิ่นได้
กระเป๋าเดินทางที่เพชรชมพูหามาให้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้เพื่อน
ถึงมันจะเก่าแต่ก็แข็งแรงใช้ได้ นิรดาไม่รังเกียจของบริจาคนั่นเลย เธอนึกขอบคุณผู้ให้ด้วยซ้ำ เพราะค่ากระเป๋าเดินทางมันแพงมากสำหรับเธอ หากต้องหาซื้อเอง
วันเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด และเพื่อความสะดวกทางอำเภอเลยรับอาสาที่จะไปส่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกถึงสนามบินด้วยตัวเอง ยายสร้อย เพชรชมพู ผู้ใหญ่เที่ยงยืนโบกมือให้หญิงสาว หลังนิรดาขึ้นไปนั่งประจำที่บนรถทัวร์คันใหญ่ที่เจ้าหน้าที่จัดหามาบริการ
นิรดายกมือปาดน้ำตา นี่คือการเดินทางไกลบ้านครั้งแรกของเธอ มันเศร้าจนอยากร้องไห้ เมื่อทั้งห่วงทั้งกังวล แต่เพื่ออนาคตของตนเองและยายสร้อย เธอต้องอดทน จนกว่าจะถึงกำหนดกลับ
หญิงสาวกอดกระชับกระเป๋าเป้ที่ใส่เอกสารสำคัญแนบอก
จากนี้ไปต้องใช้ความอดทนมาก ถึงมากที่สุด แต่เธอจะไม่มีวันยอมแพ้ แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโอ่โถงสมกับเป็นสนามบินแห่งชาติ มีผู้คนหลายสัญชาติ เดินสวนไปมาทำให้ลายตา นิรดาพยายามเดินตามคนนำ เธอไม่อยากหลงทางและเสียโอกาส แม้จะตื่นเต้นกับสถานที่ อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองรอบๆ ตัวตามประสาคนไม่เคยเจอ
จนกระทั่งมาถึงจุดรวมพลมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่ง รับช่วงดำเนินงานต่อ กว่าจะผ่านการตรวจเช็ค กว่าจะผ่านด่านตรวจจนเข้ามานั่งรอที่เกรทด้านใน ใช้เวลาไปเกือบ4ชั่วโมง
นิรดานึกเห็นใจเจ้าหน้าที่ทุกคน เมื่อหน้าที่ของพวกเขาทั้งกดดันและเร่งด่วนแม้จะเลยเวลาเที่ยงคืนมาหลายนาที พนักงานแต่ละท่าน ก็ไม่มีทีท่าอิดโรยให้เห็น...พวกเขาทำงานอย่างคล่องแคล้วฉับไว
หญิงสาวใจเต้นตึกตัก!! มือจับพลาสปอร์ตในมือแน่นๆ เพราะกลัวหาย ฝ่ามือชื้นไปด้วยละอองเหงื่อ ขณะเดินผ่านช่องตรวจเอกสารขั้นสุดท้าย เพื่อจะเดินทางไปขึ้นสายการบินที่จะเดินทางไปเบลเยียม
ทุกนาทีตั้งแต่ขึ้นรถบัสที่ท่าอากาศยานไปถึงเครื่องบินลำโต นิรดาตื่นเต้นจนขาสั่น แม้จะมีเพื่อนร่วมเดินทางไปพร้อมกันเกือบ30ชีวิต แต่เพื่อนแต่ละคนนั้นก็มีอาการไม่ต่างจากเธอ หญิงสาวพยายามสงบใจไม่ให้กระเจิดกระเจิง ท่องคำสัญญาในใจ ‘เพื่ออนาคตเธอต้องอดทน และผ่านไปให้ได้’
12ชั่วโมงสำหรับการเดินทางด้วยนกเหล็ก เป็นความประทับใจที่นิรดาจะไม่มีวันลืม
เธอออกเดินทางมาตั้งแต่หัวค่ำ จากสิงห์บุรีมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และขึ้นเครื่องบินตอนตี3กว่าๆ เป็นเวลาเดินทางที่เต็มไปด้วยความระทึกทุกนาที เมื่อต้องโดยสารเครื่องบินลำใหญ่ที่ทำจากเหล็ก แต่กลับสามารถลอยในอากาศได้ ถึงเธอจะมองไม่เห็นก้อนเมฆ เมื่อเป็นเวลากลางคืน...
แต่ตอนที่เครื่องบินแลนดิ้ง...เธอได้เห็นก้อนเมฆลอยเรี่ยปีกเครื่องบิน และเห็นหลังคาบ้านเหมือนบ้านตุ๊กตาที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนมีขนาดปกติ...ตอนที่เครื่องบินแล่นลงจอดบนพื้น...
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับการเดินทางข้ามประเทศ กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ เธอกับกลุ่มคนที่มาขายแรงกายก็เสียเวลาไปอีกไม่น้อย ...ทันทีที่เดินพ้นท่าอากาศยานบรัสเซลส์อากาศเย็นจนนิรดาต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ปลายจมูกเธอเย็นเฉียบ กับอากาศที่ต่ำถึง14องศา หญิงสาวครางในอก นี่หรืออากาศอบอุ่นของพวกเขา
มีคนของสวนมาโค มารอรับพร้อมกับรถบรรทุกคันใหญ่ที่ผู้โดยสารทั้งหมดสามารถเดินทางไปพร้อมกันได้
สัมภาระถูกทยอยนำขึ้นไปเก็บบนรถ นิรดาพยายามเดินเกาะกลุ่ม ถึงเธอจะสื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ แต่เธอก็ไม่อยากหลงทางตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึง...
หญิงสาวง่วงจนตาจะปิด แต่ก็พยายามถ่างตาไว้ อยากมองทุกอย่างรอบตัว และเก็บไปเล่าให้เพชรชมพูกับยายฟัง
มันคงเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างที่เขาบอกจริงๆ ต้นไม้ที่ยืนต้นริมถนน ออกใบเขียวขจี มีทั้งดอกและผลมองดูน่าสดชื่น
ผิวแก้มเธอเริ่มชา เพราะปล่อยให้สายลมพัดใส่หน้า เมื่ออยากรู้อยากเห็นไปซะหมดทุกอย่าง ผิดกับคนงานคนอื่นที่มีประสบการณ์แล้ว ต่างพากันหลับใหล ตลอดช่วงการเดินทาง
Mako Park
ป้ายขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า กับแนวต้นเชอรี่ที่เห็นอยู่ไกลลิบๆ ตา
หญิงสาวอมยิ้มกับการเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความหวัง
ยาคอบเป็นหัวหน้าคนงาน เขาเป็นผู้ชายร่างใหญ่ ผมทองตาสีเทา อายุราว40ปีขึ้นไป เสียงห้าวทรงพลัง แต่ก็แฝงความใจดี ในฐานะหัวหน้าคนงานยาคอบเอ่ยต้อนรับคนงานใหม่ทั้งหมด เขาอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับสวนแห่งนี้ พร้อมทั้งคัดแยกคนงาน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งงาน จนมาหยุดที่นิรดาที่ดูจะตัวเล็ก และเด็กกว่าทุกคนในกลุ่ม
ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้ว
“แน่ใจนะว่าทำไหว งานสวนงานไร่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ” ยาคอบเปรย เขาไม่รู้ว่านิรดาฟังออก เมื่อคนงานมาใหม่ส่วนใหญ่ กว่าจะสื่อสารกันได้ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง
“ไหวค่ะ หนูไหว” หญิงสาวตอบเป็นภาษาเดียวกันกับที่ยาคอบใช้สื่อสาร
หัวหน้าคนงานเลิกหัวคิ้วขึ้นสูง “เธอพูดภาษาของเราได้”
สาวตัวเล็กยิ้มตอบ “ค่ะ พอฟังได้ อ่านออก แต่ยังต้องฝึกอีกเยอะค่ะ” นิรดาออกตัวแม้เธอจะฟังรู้เรื่องแต่หากอีกฝ่ายพูดเร็วเธอก็ฟังไม่ทันเหมือนกัน
“อืมดี...จะได้ช่วยอธิบายให้คนพวกนั้นรู้ด้วย”
ครั้งแรกยาคอบไม่เห็นด้วยที่จะให้นิรดาทำงานในสวน แต่เมื่อเจ้าหล่อนพูดได้ ฟังออก เขาเลยจำใจเก็บหล่อนไว้ เพื่อใช้เป็นล่ามสื่อสารกับคนที่เหลือ
“แยกย้ายกันไปพักได้แล้ว...แบ่งห้องกันเองนะ ห้องละ2คน” ยาคอบพามาส่งที่หน้าห้องแถว ใช้สำหรับให้คนงานพัก ก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม
นิรดาละล้าละลัง เธอรอจนคนงานคนอื่นเลือกที่พักให้ตัวเองได้ เธอได้พักกับคนงานสาวคนหนึ่งที่มาจากเวียดนาม...ชื่อของเธอ เจิ่นมุยหวา อายุ25ปีผิวขาวและรูปร่างอวบอัด
หญิงสาวทิ้งตัวนอนแผ่บนที่นอนเก่าๆ ชิดพนังห้องฝั่งหนึ่ง โดยที่เพื่อนร่วมห้องไม่ได้สนใจมากกว่าพยักหน้าให้ครั้งเดียวตอนที่เธอเดินผ่านประตูเข้ามา ความอ่อนเพลียเพราะการเดินทางทำให้นิรดานอนหลับไปหลังจากนั้นไม่กี่นาที และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอนอนหลับบนพื้นดินของชนชาติอื่น...และจะตื่นขึ้นมาเริ่มทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง
